Dominari: A song of evolution

    ตอนที่ 27 อุปสรรค

    “วายา มันเกิดอะไรขึ้น” ผมรีบกระโดดถอยหลังเพื่อหลบการเปรียบวิชาจากวายา พอวายาเห็นแบบนั้นก็เลยหยุดมือ“นี่คืออุปสรรคที่ฉันพูดถึง นายยังไม่คุ้นเคยกับการควบคุมพลังของขอบเขต และมันก็สำคัญทีเดียว นายจำความรู้สึกตอนที่นายมีมานาปกคลุมร่างกายกับไม่มีได้ใช่มั้ย”ผมพยักหน้า“ตอนที่มีมานาปกคลุมร่างกายก็เหมือนนายมีเกราะที่แข็งแกร่งป้องกันร่างกายอยู่อีกชั้นหนึ่ง พอนายเอาพลังของขอบเขตปกคลุมร่างกายที่มีมานาไว้อีกชั้น มันก็คือการที่นายใส่เกราะเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง ลองคิดดูว่าถ้าวันหนึ่งนายสามารถเปลี่ยนเกราะชิ้นนั้นให้เป็นอาวุธได้ล่ะ มันจะร้ายกาจแค่ไหน เพียงแต่ตอนนี้นายเริ่มจากใช้มันเพื่อป้องกันร่างกายก่อนก็พอแล้ว”ผมลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย ทั้ง ๆ ที่ผมพึ่งได้พลังของขอบเขตมาแค่ไม่กี่วันมานี้ จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะควบคุมมันได้ดี แล้วยังทั้งวรยุทธที่ยังไม่รู้ว่าคืออะไรอีก ผมยอมรับแล้วว่าเริ่มร้อนใจ“แล้วฉันต้องทำอย่างไรบ้าง วายา...เวลามันเหลืออีกไม่นานแล้วใช่มั้ย...”รอยยิ้มจางหายไปจากหน้าของวายา“ไม่มีทางเลือกอะไรนอกจากเปรียบวิชาต่อ แล้วก็หวังว่ามานาจะช่วยให้นายสามารถควบคุมขอบเขตและวรยุทธ์ได้ภายในพรุ่งนี้”ผมกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน“ไม่มีทางอื่นแล้วใช่มั้ยวายา”วายายิ้มขื่น ๆ แล้วก็พยักหน้าให้กับผมผมรู้แล้วว่ามีเรื่องที่ต้องคิดมากมาย แต่ไม่ต้องรีบเอาทุกอย่างมากังวลไปพร้อม ๆ กัน และทุก ๆ อย่างต้องเริ่มต้นที่ตัวผมเองผมสูดหายใจลึก“งั้นก็เป็นไปตามนั้น รบกวนเธอด้วยนะวายา มาเปรียบวิชากันต่อเถอะ”พระอาทิตย์ด้านหลังของผมเหมือนจะค่อย ๆ คล้อยตัวลงไปสู่เส้นขอบฟ้า.............................................................ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนลังไม้ในโรงบ่มไวน์เก่าที่ถูกแปลงสภาพเป็นสถานที่จัดนิทรรศการทางศิลปะ ป้ายงานด้านหน้าของนิทรรศการเขียนเอาไว้ว่าเป็นงานเกี่ยวกับประติมากรรมยุคใหม่ พร้อมรูปประกอบของรูปปั้นที่พอจะเดาได้ว่าเป็นคนแต่กลับมีรูปร่างของหัวที่แปลกประหลาดเหมือนกับปีศาจ ซึ่งเข้ากันกับรูปกราฟิตี้ที่ถูกพ่นเอาไว้บนกำแพงโดยรอบของฮว่าซาน 1914 ครีเอทีฟปาร์คแห่งนี้นับตั้งแต่เปิดบริการเป็นโรงบ่มไวน์ในช่วงปี 1916 ยุคที่ญี่ปุ่นปกครองเกาะไต้หวัน สถานที่แห่งนี้ก็ถูกเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนมือไปมาอยู่หลายครั้ง ตามสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปและการขยายตัวของเมืองที่เปลี่ยนแปลง จนกระทั่งในปลายปี 2005 ฮว่าซาน 1914 ครีเอทีฟปาร์คได้แปรสภาพมาเป็นแหล่งรวมแสดงผลงานของศิลปินแขนงต่าง ๆ จนถึงทุกวันนี้ พื้นที่เกือบสองหมื่นตารางเมตรใจกลางกรุงไทเปดึงดูดศิลปินแขนงต่าง ๆ จากทั่วโลกให้มาแสดงผลงาน ณ อาคารต่าง ๆ ที่แปรสภาพมาจากโกดังเก็บของในบริเวณปาร์คแห่งนี้ รวมไปถึงนักท่องเที่ยวและผู้สนใจงานศิลปะจากทั่วโลกที่หลั่งไหลมาจนทำให้พื้นที่กว้างขวางนี้แน่นขนัดอยู่เสมอ ๆแต่วันนี้ที่นี่กลับปราศจากผู้คน และเต็มไปด้วยบรรยากาศวังเวงชายคนนั้นหยิบบุหรี่สองมวนขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อ คาบเอาไว้ที่มุมปาก จากนั้นก็ขยับมือเหมือนขีดเขียนอะไรอยู่กลางอากาศเบา ๆบุหรี่ทั้งสองมวนก็ไฟลุกวาบขึ้นเขาสูดลมหายใจเข้าปอดฟอดใหญ่พร้อมกลุ่มควัน จนทำให้บุหรี่ถูกเผาไปทีเดียวเกือบครึ่งมวนนิ้วของเขาขยับขึ้นมาคีบบุหรี่ทั้งสองมวนที่อยู่ติดกันในปากของเขาเพื่อสะบัดขี้บุหรี่ลงไปที่พื้นขี้บุหรี่ตกลงบนของเหลวหนืด ๆ ที่ไหลนองอยู่ทั่วบริเวณพอมองไปยังของเหลวเหล่านั้นดี ๆ ก็พบว่ามันคือเลือด ...เลือดที่นองท่วมพื้น และไม่ใช่แค่ที่พื้นเท่านั้น หยดเลือดจำนวนมากสาดกระเซ็นไปติดอยู่ตามรูปปั้นทั่วไปหมดท่ามกลางเลือดที่เจิ่งนองเหล่านั้นมีร่างคล้ายมนุษย์นอนจมอยู่หลายร่าง และที่น่ากลัวคือหลาย ๆ ร่างกลับมีศีรษะที่ผิดรูปร่างเหมือนกับรูปที่ปรากฏในป้ายงานที่ด้านหน้าของนิทรรศการพอเงี่ยหูฟังดี ๆ ก็พบว่าท่ามกลางบรรยากาศวังเวงเหล่านั้นมีเสียงร้องโอดครวญจากความเจ็บปวดดังออกมาเบา ๆ ไม่ขาดสายชายคนนั้นสูบบุหรี่ทั้งสองมวนจนหมด จากนั้นก็โยนก้นบุหรี่ลงไปที่เลือดซึ่งนองเจิ่งเหล่านั้น กลิ่นของเลือดที่ถูกความร้อนจากขี้บุหรี่แผดเผาโชยออกมาอย่างน่าสะอิดสะเอียนชายคนนั้นลุกขึ้นเดินไปยังมุมหนึ่งของห้องจัดนิทรรศการพอเขาลุกขึ้นจึงเห็นได้ว่าเขาเป็นชายร่างสูงใหญ่ไม่ต่ำกว่า 183 ซ.ม และมีผมสีดำ ใบหน้าของเขาเกลี้ยงเกลาเว้นแต่เคราหย่อมเล็ก ๆ ที่ปกคลุมตั้งแต่ใต้ริมฝีปากล่างของเขาลงไปถึงคางและกรามที่เห็นเป็นสันเด่นชัดเขาสวมเสื้อโค้ทยาวสีดำที่มองไปเหมือนกับชุดบาทหลวงเมื่อเขาเข้าไปใกล้ ร่างสองร่างบนพื้นหวาดกลัวจนตัวสั่น ทั้งสองมีผิวหนังที่ซีดขาวและมีสีเขียวปนจาง ๆ ร่างหนึ่งเป็นชายวัยกลางคนกำลังทำท่าทางปกป้องอีกร่างที่เป็นหญิงวัยรุ่นบนตัวของทั้งสองมีร่องรอยการถูกเผาไหม้เป็นแผลผุพองและคราบเขม่าอยู่เต็มตัว โดยเฉพาะฝ่ายชายมีรอยแผลใหญ่บนกลางลำตัวที่ทำให้เสื้อของเขาเปรอะเปื้อนเลือดไปทั่ว“ปะ ปล่อย พะ พวกเราไปเถอะ พะ พวกเราไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย เราไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกที่ญี่ปุ่นจริง ๆ”ฝ่ายชายร้องขอชีวิต“ใครจะเชื่อปีศาจอย่างพวกแก”“พวกเราไม่รู้จริง ๆ ปล่อยพวกเราไปเถอะ เราตั้งใจจะอยู่ร่วมกับเซเปียนส์อย่างสงบสุข”ฝ่ายหญิงที่อ่อนวัยกว่าร้องขอชีวิตด้วยเสียงสะอื้น และดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาผู้ชายคนนั้นมองไปยังร่างทั้งสองแล้วก็แสยะยิ้ม“เอาอย่างนี้ละกัน ฉันจะปล่อยพวกแกไป”ตาของทั้งสองมีประกายแห่งความหวังขึ้นมา“ขะ...ขอบคุณมาก ๆ พะ พะ...พวกเราจะไม่ลืมบุญคุณนี้เลย”ฝ่ายชายรีบกล่าวขอบคุณทั้งน้ำตา ทั้งสองกอดคอกันร้องไห้ด้วยความดีใจ“เว้นแต่ว่า...”ท่ามกลางความดีใจนั้น ชายผู้นั้นก็ทำลายความยินดีของทั้งสองจนหมดสิ้น“ฉันจะปล่อยไปแค่คนเดียว”ความหวังของทั้งสอง ถูกทำลายจนหมดสิ้นหลังจากได้รับมาในเวลาไม่ถึงนาทีเสียงร้องไห้สะอึ้กสะอื้นดังมาจากทั้งคู่“ลูกไปเถอะ พะ...พ่อจะอยู่ที่นี่เอง” ฝ่ายชายกอดลูกสาวแน่นแล้วก็รีบดันตัวลูกสาวออกไปลูกสาวค่อย ๆ เริ่มออกเดินไปจากพ่อ แล้วก็หันกลับมามองพร้อมน้ำตานองหน้า“ปะ ไป แค่ก ๆ”ผู้เป็นพ่อตะโกนสุดเสียงแต่กลับไม่ได้มีเสียงดังมากมายอะไรออกมา เนื่องจากเลือดที่กระอักออกมาตอนตะเบ็งลูกสาวตัดสินใจรีบหันหน้ากลับไป แล้วก็เริ่มออกวิ่งจนห่างออกไปเรื่อย ๆอยู่ ๆ ชายผู้นั้นก็พึมพำอะไรบางอย่างอยู่กับตัวเองคนเดียว พร้อม ๆ กับยกมือขึ้นไปทางลูกสาวที่วิ่งไกลออกไป“ระยะห่างสามสิบเมตร เคลื่อนที่ด้วยความเร็วร้อยเมตรในสิบเจ็ดวินาที ทำมุมสิบห้าองศากับพื้น...”เขากำมือที่ยื่นออกไปข้างหน้า ทันใดนั้นตัวของลูกสาวที่วิ่งห่างออกไปก็พลันระเบิดขึ้นจนร่างกายท่อนบนขาดออกจากขาที่ยังคงวิ่งอยู่อีกสองสามก้าวก่อนจะล้มลง“ฟ่านเออร์ ไม่!!!!” ผู้เป็นพ่อตะโกนจนเลือดในปากกระเด็นออกมาเป็นฝอยดวงตาของเขาเต็มไปด้วยน้ำตาที่กลายเป็นเลือด“แก!!!”ผู้เป็นพ่ออ้าปากกว้าง จากนั้นก็มีกลุ่มควันสีเขียวลอยออกมาคละคลุ้งไปทั่วบริเวณพื้นที่นองไปด้วยเลือดเมื่อครู่พอสัมผัสเข้ากับควันสีเขียวเหล่านั้นก็ระเหยกลายเป็นไอที่เหม็นคละคลุ้งราวกับกองขยะที่เน่าเหม็น“ความรักของพ่อลูกงั้นเหรอ คิดว่าจะทำอะไรฉันได้เหรอไง” ชายผู้นั้นยังทำท่าทีเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นพร้อมกับหยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้ออีกสองมวน หลังจากหยิบบุหรี่ไปคาบไว้ในปาก เขาก็ยื่นมือไปข้างหน้าเหมือนเมื่อครู่พร้อมบ่นพึมพำ“เส้นผ่าศูนย์กลางสามเมตร ระยะห่างห้าเมตร พลังงาน...”จากนั้นก็กำมือทันใดนั้นบุหรี่ของเขาก็ติดไฟ พร้อม ๆ กับที่ควันสีเขียวเหล่านั้นถูกจับขังอยู่ในทรงกลมลูกหนึ่ง จากนั้นทรงกลมนั้นก็บีบตัวลงเล็กน้อยแล้วเกิดการระเบิดขึ้นภายในอย่างรุนแรง จนร่างและควันของผู้เป็นพ่อแหลกเหลวผสมปนเปกันคล้ายกับน้ำปั่นที่ผสมไปด้วยสีเขียวและแดง แต่น่าแปลกที่ไม่มีอะไรหลุดรอดกระเด็นออกจากทรงกลมนั้นเลยแม้แต่น้อย จากนั้นพอวงกลมคลายออกเศษชิ้นส่วนทั้งหมดก็ร่วงลงกองอยู่ที่พื้นส่งเสียงดังเผละอย่าน่าขนลุก“เลอะเทอะอีกแล้ว ทำไมนายต้องทำให้ที่เกิดเหตุกลายเป็นโรงฆ่าสัตว์แบบนี้อยู่เสมอเลย”ชายอีกคนที่แต่งตัวคล้าย ๆ กับชายคนแรกเดินเข้ามาทางหน้าประตูห้องจัดนิทรรศการ“ก็ฆ่าสัตว์ตรงไหน มันก็ต้องเป็นโรงฆ่าสัตว์ตรงนั้นซิแลนจา”“นายรู้ใช่มั้ยว่าพวกไทรแอดหน่วยเก็บกวาดต้องส่งเรื่องร้องเรียนไปที่ต้นสังกัดของเราอีกแน่ ๆ แล้วนายรู้สึกมั้ยว่ามันเกินกว่าเหตุไปหน่อย”ชายที่ชื่อแลนจาเป็นผู้ชายผิวขาวที่มีผมสีน้ำตาลเข้ม ความสูงไม่ต่างจากชายคนแรกเท่าไรนัก ต่างกันที่ร่างกายบอบบางกว่ามาก และมีท่าทีอ้อนแอ้นราวกับคนไร้เรี่ยวแรง ทั้งสองสวมเสื้อคลุมดำยาวแบบเดียวกันแลนจาไขว้มือขวาไว้ด้านหลัง แล้วยกมือขวาขึ้นอยู่ระดับเดียวกันกับใบหน้าโดยหันด้านหน้ามือเข้าหาตัวเอง จากนั้นก็พลิกออกทันใดนั้นแอ่งเลือดที่เจิ่งนองตามที่ต่าง ๆ ก็พลันหายไปเหมือนถูกดูดซึมลงไปในพื้นห้องจัดนิทรรศการ ส่วนซากร่างและชิ้นส่วนใหญ่ ๆ ของร่างกายก็เหมือนกับค่อย ๆ กลายสภาพเป็นของเหลวไหลตามเลือดเหล่านั้นลงไปจนหมดสิ้น “จำไว้ว่าฉันทำเพื่อจะได้ไม่ต้องโดนเรียกไปตอบคำถามในสิ่งที่ฉันไม่ได้มีส่วนร่วมด้วยเท่านั้น ไม่ได้ทำไปเพื่อช่วยนาย เพราะฉันไม่เห็นด้วยกับวิธีการของนายอยู่ดีไวฟอน”ไวฟอนไม่ได้มีทีท่าสนใจหรือซาบซึ้งการกระทำของแลนจาแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่จะแสดงความรู้สึกอะไรออกมา นอกจากเอื้อมมือไปคีบบุหรี่ขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้ออีกสองมวน แล้วก็จุดไฟแลนจาหันหลังให้กับไวฟอนแล้วก็เดินห่างออกไป พร้อมกับกล่าวว่า“โพรวิเดนซ์ส่งข่าวมาแล้วว่าพิกัดของเรือจากโตเกียวอยู่ที่ไหน ฉันบอกแล้วว่าไม่เกี่ยวกับพวกกูลท้องถิ่นพวกนี้ นายไม่น่าไปหาเรื่องวุ่นวายเลย”“แลนจา แลนจา สหาย หน้าที่ของพวกเราในฐานะทรินิตี้คืออะไร? หน้าที่ของพวกเราในฐานะของตรีศูลคืออะไร? หน้าที่ของพวกเราคือทิ่มแทงเพื่อกำจัดพวกปีศาจโดมินาริให้หมดไปจากโลกนี้ไม่ใช่หรือ?”“ไวฟอนเวทย์มนตร์ของพวกเรามีไว้เพื่อกำจัดโดมินาริที่สร้างปัญหาให้กับเซเปี้ยนส์ ไม่ใช่มีไว้เข่นฆ่าโดมินาริทุกคนที่นายเจอ นี่คือข้อแตกต่างระหว่างพวกเราและพวกมัน”แลนจาหันกลับมาเผชิญหน้ากับเพื่อนด้วยอารมณ์ความคิดเห็นที่เห็นแตกต่างกันไวฟอนมิได้โต้ตอบอะไรนอกจากพ่นควันกลุ่มใหญ่ใส่ใบหน้าของแลนจาแลนจากำหมัดแน่น แต่ก็ตัดสินใจจะกันหลังกลับไปทำภารกิจต่อ“ไวฟอน แล้ววันหนึ่งนายต้องเสียใจกับการกระทำของนาย”ทั้งสองคนเดินออกจากบริเวณ หายไปในเงามืดของถนนยามค่ำคืนของเมืองไทเป โดยไม่พูดอะไรกันอีกตอนนี้ทรินิตี้เตรียมเปิดศึกใหญ่กับเหล่ากูลแล้ว!!!จบตอนที่ 27