Ep 05 : มาปั้นสไลม์สุดกระจอกให้กลายเป็สุดแกร่งกันเถอะ!
[พงไพรแห่งจูดัล] เป็ชื่อเรียกสถานที่แห่งนี้ ผืนป่าที่คล้ายกับป่าอะเมซอนที่ขึ้นสูงรกชันและติดกัน ต่างกันที่ว่าป่าแห่งนี้มันมีต้นไม้ห่างกันมากกว่า 10 เมตร และลำต้นของต้นไม้ก็ใหญ่เกินกว่า นำคน 5-6 คนคนมาโอบล้อมก็ไม่พอ
ที่มันห่างกันคงเป็เพราะ เพื่อให้ต้นไม้ได้เติบโตสูงใหญ่ขึ้นไป โดยที่กิ่งก้านสาขาไม่ได้ชนกัน เสียดสีเบียดกันจนเกิดเป็ไฟป่า อีกอย่างมันคงเพราะปกคลุมดันเจี้ยน เสมือนเป็การป้องกันดันเจี้ยนอีกวิธีทางหนึ่งไม่ให้ มนุษย์เข้ามาต่อสู้ง่ายๆ เท่าไรนัก
แม้ว่าอย่างนั้นก็ตาม แต่ถ้าถูกมนุษย์หลากคนรวมกลุ่มเข้ามา พวกอสูรที่อยู่รอบๆ ก็ไม่กล้าเข้ามาที่จะโจมตี ทำให้การเคลื่อนพลไปยังโจมตีดันเจี้ยนนั้นก็เป็เื่ง่ายปอกกล้วยเข้าปาก
บุคคลที่เป็แกนนำคงจะเลเวลไม่ต่ำว่า 50 เป็อย่างน้อย
ดันเจี้ยนนั้นแบ่งระดับออกเป็ 4 ระดับ
หนึ่ง ดันเจี้ยนระดับง่าย ที่ผู้คนเลเวล 1 ถึง 45 ในการโจมตี ซึ่งเป็ดันเจี้ยนที่ไม่ค่อยเก่งกาจสักเท่าไร
สอง ดันเจี้ยนระดับปานกลาง ั้แ่เลเวล 45 ขึ้นไปถึง 75 ซึ่งดันเจี้ยนเหล่านี้ก็มีกับดักนู้นนี่นั่น สมบัติซ่อนอยู่
สาม ดันเจี้ยนระดับยาก ต้องใช้คนที่มีเลเวล มากกว่า 75 ขึ้นไป อสูรที่อยู่ในดันเจี้ยนจะมีมากเก่งกาจอย่างมาก ซึ่งอยู่ในระดับ A ~ B
และสุดท้าย ดันเจี้ยนระดับซูพรีม ต้องใช้คนที่มีเลเวลมากกว่า 90 ขึ้นไปในการบุก ซึ่งมันเรียกได้ว่าเป็ดันเจี้ยนระดับฮาร์ดคอร์ดีๆ นี่เอง อสูรก็จะเป็พวกต้านทานการโจมตีกายภาพ หรือเวทมนต์ รวมไปถึงมีสกิลที่รุนแรง เหมือนอย่าง ดันเจี้ยนของจอมมารแห่งั ที่เป็ดันเจี้ยนระดับซูพรีม
พอนึกๆ ไปแล้วดันเจี้ยนของสตาร์ไลท์ จอมมารแห่งดารา นั้นเป็ระดับซูพรีมด้วยหรือเปล่านั้น อาจจะมีสิทธิ์เป็ไปได้ก็ได้
แต่ถึงแบบนั้นระดับความยากง่าย ขึ้นอยู่กับตัวของจอมมารเอง ที่สามารถสร้างจิตแห่งจอมมารอยู่ในระดับไหนได้
พอนึกแบบนั้นแล้ว ผมก็เริ่มรู้สึกถึงตัวของผมที่แตกต่างจากจอมมารคนอื่นๆ เขา
(อืม... ถ้าแบบนั้นแล้ว พวกเพื่อนของผมจะยังอยู่ในโลกแห่งนี้ไหมนะ)
ผมคิดถึง [พรรคพวก] ที่ผมเคยมี 12 ภาคีแห่งอัศวิน นั้นคือชื่อที่เคยกล่าวขานกัน ยกย่องให้เป็ผู้ที่เเข็งแกร่งที่สุดในเกม โดยมีชื่อกิลด์ว่า ภาคีอัศวิน มีเพียงแค่ 12 คนเท่านั้นที่อยู่ในกิลด์
ซึ่งแต่ละคนก็เชี่ยวชาญและถนัดแตกต่างกัน ความรู้ต่างๆ ศาสตร์แต่ละแขนง ทำให้พวกเรามารวมตัวกัน
ซึ่งแต่ละคนก็เลเวลเกิน 85 กันหมด เป็ผู้กล้าที่สตาร์ไลท์พูดถึงนั้นเอง
พอนึกถึงว่า ผมต้องสู้กับพวกเขาเข้าในสักวันแล้ว ความรู้สึกต่างๆ ก็ถาโถมเข้าใส่ผมทันที
ผมจะสามารถฆ่าพรรคพวกของผมได้อย่างนั้นหรอ?
ผมที่กลายเป็จอมมาร อาจจะต้องเกิดเหตุการณ์เลวร้ายอย่าง ผู้กล้าบุกเข้ามายังดันเจี้ยนของผม ผมสามารถยังใจเย็นและทำเป็ทองไม่รู้ร้อนได้อยู่อีกหรือ
พวกเขาต้องทำลายดันเจี้ยน เพื่อลดประชากรของจอมมาร
กับผมที่ต้องฆ่าเขา เพื่อความอยู่รอดของผม
คิดแล้วก็ตัวสั่นขึ้นมาไม่น้อย ผมขอให้เวลานั้นมันไม่มาถึงในเร็ววันก็พอ
แต่ก็นะ ระยะเวลาที่ผมเกิดมาเป็จอมมาร กับ่ที่ยัยเทพธิดาบ้าคลั่งฆ่าผม เวลามันอาจคลาดเคลื่อน ห่างไปกี่ปีผมก็ไม่รู้ แต่ก็คิดเอาไว้ว่ามันต้องอยู่ใน่ไล่เลี่ยกันนั้นแหละ
“เอาเถอะ คิดในตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์”
ผมปล่อยเื่ที่น่ากังวลผ่านไป เพราะแบบนี้ล่ะมั้ง ผมถึงต้องสร้างเมืองขึ้นมา เพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกับอสูรได้อย่างมีความสุข
ผมเดินไปสักพัก ก็พบกับพวกมนุษย์ที่กำลังต่อสู้กับหมาป่าอยู่ ผมใช้ [การลบตัวตน X] ลบตัวของผมและกลิ่นอายให้หายไป และเฝ้ามองดูทั้งสองฝั่งกำลังต่อสู้กัน
อ้อ... ผมลืมบอกไป สกิล ระดับ X ผมไม่ได้ถูกทำลายไป ทำให้ผมยังใช้สกิลที่มีระดับ X ได้ และไอเทมบ๊อกซ์ของผมก็ยังใช้ได้เช่นกัน
[หมาป่าวายุ] นั้นคือตัวตนของมัน ร่างกายขนาด 1 ถึง 2 เมตร ขนสีเขียวเรืองรอง และเขี้ยวอันแหลมคม มันเป็อสูรระดับ D ที่มีพละกำลังและความเร็วพอสมควร
ซึ่งมันอยู่กัน 6 ตัว กำลังล้อมพวกนักผจญภัยอยู่ พวกนักผจญภัยนั้นใส่อาวุธชัดเกราะบุโรทั่ง มันบิดๆ เบี้ยวๆ และร่องรอยของการยุบจากการทุบตี
หมวกเกราะก็มีรอยร้าวแตกออกมา ซึ่งดูแล้ว พวกนี้เป็นักผจญภัยเริ่มต้น คงอยู่ในระดับ F ไม่ก็ E ล่ะมั้ง
ดูท่าคงไม่น่าจะรอดจากสถานการณ์ตรงนี้อย่างแน่นอน
ผมคิดเช่นนั้น ก่อนที่ฝ่ายนักผจญภัยที่ดูเหมือนหัวหน้า ก็พูดออกมา
“พวกเราตั้งวงเป็วงกลมเอาไว้ คุ้มกันนักเวทด้วย”
เสียงสั่งการของผู้นำ ทำให้ผมชื่นชมเล็กน้อย ก่อนที่ผมจะมองไปยังนักเวทที่อยู่ใจกลางวงล้อมของนักผจญภัย
(แผนการดี... เพราะนักเวทเป็ตัวบางที่สุด แต่ก็สำคัญที่สุดด้วยเช่นกัน)
พวกเขาระแวงหมาป่าวายุ ซึ่งรู้ได้จากร่างกายของพวกเขาสั่นเทาด้วยความกลัว
พริบตาพวกหมาป่าก็เคลื่อนไหว มันทำการเข้าจู่โจมปีกซ้ายของนักผจญภัย นักผจญภัยที่ถือดาบนั้นตวัดดาบออกไปกั้นการโจมตีของหมาป่าวายุได้ทัน
ซึ่งเ้าหมาป่าวายุก็พยายามยื่นหน้าเข้าไปกัดหมายสังหารนักผจญภัยให้สิ้น แต่ปากของมันก็ถูกกั้นด้วยตัวดาบ ที่นักผจญภัยพยายามผลักมันออก
นักผจญภัยที่อยู่ข้างกันเป็ผู้ใช้หอก มันพยายามเสียบแทงหมาป่าวายุ
แต่ทว่าความไวของหมาป่าก็มีมากกว่า มันะโหลบถอยฉากออกไป ราวกับรู้ว่าอีกฝ่ายจะแทงมัน
(แย่แล้ว...)
ซึ่งนักผจญภัยคนนั้นก็เปิดโอกาสช่องว่างของตัวเอง ทำให้หมาป่าวายุอีกตัวะโเข้าไปกัดเข้าที่ไหล่ของนักผจญภัยผู้ใช้หอกทันที
อ้ากกก!!!
เสียงหวยหวนของนักผจญภัยผู้ใช้หอกดังขึ้น าแจากการโดนกัดเหวอะ จนดูไม่ได้ และล้มลงไป
นั้นทำให้นักผจญภัยที่เป็นักเวทลากเขาเข้าไปในใจกลางวง เพื่อจะใช้สกิล [ฮีล] ให้แก่เขา
แต่ทว่านั้นก็เป็การเพิ่มภาระงานหนักให้กับนักผจญที่เหลืออยู่อีก 4 คน
ใน่เวลานั้น หมาป่าวายุก็พุ่งเข้าโจมตีนักผจญภัยทั้งสี่ ที่ล้อมวงคุ้มกัน นักเวทและผู้ใช้หอกทันที
พวกเขามีใบหน้าที่เคร่งเครียด นักผจญภัยที่ใช้มีดฟันหมาป่าวายุไปได้หนึ่งแผล เขาแสดงความดีใจขึ้นบนใบหน้าชั่วครู่ แต่ทว่าก็ต้องล้มลงเพราะเ้าหมาป่าวายุใช้หางของมันสะบัดใส่ขาของเขาและล้มลง
พริบตานั้นก็ถือว่าเป็การตัดสินถึงความตาย
มีหมาป่าวายุอีกตัวกัดขาของนักผจญภัยที่ใช้มีด ก่อนจะพยายามลากตัวนักผจญภัยคนนั้นออกห่างวง
“แก!”
เสียงของเพื่อนร่วมปาร์ตี้เอ่ยขึ้น พร้อมกับพุ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิตด้วยอารมณ์ที่เดือดดาลและโกรธแค้นหมาป่าวายุเป็อย่างมาก นั้นเป็การตัดสินใจที่ผิดพลาด
“เฮ้ย! เดี๋ยวก่อน...”
ผู้ที่เป็หัวหน้ากลุ่มเอ่ยร้องเสียงเตือน ทว่าก็ไม่ทันการแล้ว
นักผจญภัยที่พุ่งออกไปนั้น กลับโดนหมาป่าวายุพุ่งมาขย้ำคอของเขาจากทิศทางหนึ่งในป่า มันรอคอยและซุ่มโจมตีมาตลอด เพื่อให้นักผจญภัยโง่ๆ มาติดกับดักของพวกมัน
โลหิตพวยพุ่งออกมาจากปากของเขาที่กำลังพะงาบๆ เหมือนขาดอากาศหายใจ
“ชิ... บ้าเอ้ย”
หัวหน้ากลุ่มสบถ แต่แล้วความเ็ปของเขาก็แล่นพล่าน เมื่อเ้าหมาป่าวายุสองตัวนั้นะโมากัดที่แขนขวาของเขา พร้อมกับขา ทำให้เขาล้มลง
ก่อนจะมีหมาป่าวายุอีก 3 ตัวพุ่งเข้ามาขย้ำเขาเพื่อดับลมหายใจ
ไม่ทันได้ส่งเสียงกรีดร้องอะไร
ตอนนี้จึงเหลือนักผจญภัยเพียงคนเดียวที่สู้ได้ นอกจากนักเวทและนักผจญภัยผู้ใช้หอก แขนขาของเขาสั่นเทาด้วยความกลัว พลางมีของเหลวๆ ไหลออกมาตรงเป้ากางเกง ก่อนจะวิ่งหนีออกไปในทิศทางที่มา
ทว่าการทำแบบนั้น การหันหลังให้กับศัตรูหรืออสูร เป็สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง
หมาป่าอีกตัวที่พุ่งออกมาจากไหนอีกไม่รู้ เข้ามากัดคอของเขา ความเร็วและความรุนแรงในการพุ่งะโออกมา ทำให้นักผจญภัยคนนั้นคอขาดทันที และร่างกายที่ไร้หัวก็ล้มตึงลง
พร้อมกับโลหิตที่พุ่งะเิออกมาราวกับน้ำพุ จากร่างกายที่ไม่มีคออยู่
ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่หญิงสาวและนักผจญภัยผู้ใช้หอกอยู่เพียงเท่านั้น
ร่างกายของเธอสั่นเทาด้วยความกลัว แขนกอดไม้คทาอย่างเกรงกำลัง พวกหมาป่าจ้องมองเธอ และค่อยๆ ขยับเข้าใกล้อย่างช้าๆ
และภาพสุดท้ายที่เธอเห็นก็คือ เขี้ยวอันแหลมคมที่จัดเรียงอยู่ในปากของหมาป่าวายุและสติก็ดับวูบไป
โดยทิ้งเอาไว้เพียงเสียงกรีดร้องที่ดังกึกก้องกังวาลไปทั่วป่าหลงเหลือไว้เพียงเท่านั้น
(จบแล้วสินะ...)
ผมมองร่างนักผจญภัยทั้ง 6 ร่างนอนตายกันอย่างน่าอดสู ซึ่งก็มีพวกหมาป่าวายุกำลังนั่งกัดและแทะกินเนื้อของพวกมนุษย์อย่างเอร็ดอร่อย
ถ้าถามว่า ทำไมผมถึงไม่ออกไปช่วยเหลือพวกเขา?
ผมก็ตอบได้เพียงแค่ว่า ผมกำลังเก็บข้อมูลอะไรบางอย่างอยู่
ผู้เล่น หรือ เพลเยอร์ ในนักผจญภัยนั้น เมื่อตายแล้ว จะต้องกลับไปเกิดใหม่ ซึ่งก่อนตายนั้นต้องมีแสงสีขาวรอบๆ ตัว ก่อนจะสลายหายไป
ทว่าสิ่งที่ผมเห็นในตอนนี้ กลับไม่มี ดังนั้นสรุปสิ่งที่ผมเห็นได้ว่า ตอนนี้เกม SPO มันไม่ใช่เกมอีกต่อไป แต่มันกลายเป็โลกจริงๆ ที่เมื่อมีคนตายก็จะตายไปจริงๆ
นี่คือข้อสรุปที่ผมได้ และก็ได้ชีวิตของนักผจญภัยหกคนนี้เป็ข้อพิสูจน์
(ขอบคุณสำหรับการทดสอบ)
ผมเอ่ยกล่าวขอบคุณให้กับผู้ล่วงลับไปแล้วทั้งหก
เมื่อหมาป่าวายุกินจนเหลือเพียงแค่กระดูก มันก็วิ่งจากไป
นั่นทำให้ผมคลายการ [ลบตัวตน X] ออกไป
ทว่าในตอนนั้นเอง สายตาของผมก็เห็นก้อนอะไรบางอย่างขยุบขยิบออกมาพุ่มไม้ ไม่ไกลจากกองกระดูกเท่าไร มันเป็ก้อนวุ่นสีขาวๆ ผมเทา หนึ่งตัว และมีสไลม์สีเขียวอยู่ 4-5 ตัว ค่อยๆ เดิน ไม่สิ คลานเข้าไปหากระดูกอย่างช้าๆ ราวกับกำลังเข้าไปหาอาหาร
(หว่า... นั่นมันเพียวสไลม์นี่หน่า)
ผมมองไปที่สไลม์ตัวสีขาวๆ ซึ่งมันก็กระดึ๊บถึงกองกระดูกที่หมาป่าวายุทิ้งเอาไว้แล้ว
[เพียวสไลม์] เป็อสูรระดับ E ที่รองต่ำสุดจาก สไลม์ที่อยู่ในระดับ F มันเป็อสูรเพียงตัวเดียวที่ไม่มีแก่นเวทในร่างกาย เพราะว่าทั้งร่างกายนั้นมันคือแก่นเวทนั้นเอง
[แก่นเวท] ก็คือ สิ่งที่ทำให้มอนสเตอร์หรืออสูรที่ไม่ได้มีร่างเนื้อ กายหยาบ สามารถขยับได้ และเพราะแบบนั้น
เพียวสไลม์จึงเป็สไลม์ที่หายากไม่น้อย เนื่องจากมันไม่ดุร้ายเหมือนสไลม์ตัวอื่นๆ และยังสั่งการสไลม์ตัวอื่นๆ ให้อยู่ใต้อาณัติได้อีกด้วย
ผมตัดสินใจล่ะ...
จะเอาสไลม์สุดแสนกระจอกมาปั้นให้กลายเป็สไลม์สุดแข็งแกร่งให้ดู
ผมเหยียดยิ้มกว้าง และเดินไปหาพวกสไลม์ ที่ไม่ได้รู้สึกถึงภัยคุกคามเข้าหาตัวเองเลยแม้แต่น้อย