“ข้าไม่ต้องให้ช่วย ข้าทำเองได้!” เอ้อร์เป่าปฏิเสธเสียงแข็ง พยายามดิ้นสุดกำลัง
หลินซีมองเ้าตัวเล็กที่กำลังดิ้นรนพลางยิ้มตาหยี น้ำเสียงอ่อนโยนเจือแววขบขัน “แต่ข้าตักน้ำเตรียมไว้แล้ว ถ้าเ้าไม่ใช้ ข้าก็คงต้องเททิ้ง น่าเสียดายออกนะ”
เอ้อร์เป่าชะงักไปทันทีเมื่อเห็นรอยยิ้มของนาง
ในความทรงจำ เขาไม่เคยเห็นหลินซียิ้มอย่างอ่อนโยนและเป็กันเองเช่นนี้มาก่อนเลย ราวกับรอยยิ้มของสตรีตรงหน้าสามารถสลายปัญหาทุกอย่างได้ในพริบตา
ขณะที่เอ้อร์เป่ากำลังตกตะลึง หลินซีก็ใช้จังหวะนั้นเช็ดมือเล็ก ๆ ของเขาอย่างรวดเร็วและนุ่มนวล ััอ่อนโยนที่ไม่คุ้นเคยทำให้เอ้อร์เป่าตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ
เมื่อได้สติกลับคืนมา มือเล็ก ๆ ของเขาก็สะอาดหมดจดแล้ว
ใบหน้าเล็ก ๆ ของเอ้อร์เป่าพลันแดงก่ำ เขาแอบตำหนิตัวเองในใจที่ใจไม่แข็งพอ รีบดึงมือของซานเป่ากับซื่อเป่าวิ่งหนีไปทันที
หลินซีหันกลับมา ก็เห็นต้าเป่าเดินเข้ามาพอดี
ต้าเป่าไม่ได้พูดอะไร เพียงเดินไปเทน้ำในอ่างทิ้งเองอย่างคล่องแคล่ว ใบหน้าเล็กที่ดูสงวนท่าทีและเ็านั้นมีส่วนคล้ายเสิ่นเฉินอย่างเห็นได้ชัด หลินซีเห็นเช่นนั้นจึงได้แต่เงียบ ไม่กล้าเอ่ยปากชวนพูดคุยเหมือนที่ทำกับเ้าตัวเล็กอีกสามคน
โดยที่นางไม่รู้ตัว ต้าเป่าแอบเหลือบมองผ้าผืนน้อยที่หลินซีใช้เช็ดมือเช็ดหน้าให้น้อง ๆ ก่อนจะลดเปลือกตาลงต่ำ แล้วล้างหน้าล้างมือของตนเองเงียบ ๆ อย่างชำนาญ
เมื่อทุกคนมานั่งพร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหาร ทุกอย่างก็พลันเงียบกริบ บรรยากาศรอบข้างอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ไม่มีใครแตะต้องของกินบนโต๊ะทั้งสิ้น
แม้ว่าอาหารตรงหน้าจะหอมกรุ่นน่ากินจนยากจะปฏิเสธ แต่ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา หลินซีก็ไม่เคยเข้าครัวมาก่อน อาหารมื้อหลักของครอบครัวล้วนเป็เสิ่นเฉินหรือต้าเป่าเป็ผู้ลงมือทำทุกขั้นตอน ส่วนเด็ก ๆ ที่เหลือก็เพียงทำหน้าที่เป็ผู้ช่วยตัวน้อย หยิบจับเท่าที่มือเล็ก ๆ จะทำไหว
หากไม่ได้เห็นกับตาในวันนี้ พวกเขาคงไม่มีทางเชื่อแน่ ๆ ว่าหลินซีจะมีฝีมือในการทำอาหาร สามารถทำกับข้าวและบะหมี่ออกมาได้ดูดีขนาดนี้
แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ทำให้ทั้งบ้านนึกกังวลก็คือ จู่ ๆ แม่เลี้ยงใจร้ายก็ลุกขึ้นมาทำเื่ที่ดูผิดวิสัยไปมาก จะด้วยประสบการณ์ไม่สู้ดีที่ผ่านมาหรืออะไรก็ตาม ทำให้พวกเขาอดสงสัยไม่ได้ว่า นางกำลังวางแผนจะก่อเื่วุ่นวายอะไรอีกหรือเปล่า
*จ๊อกกก~*
*โครก~*
สุดท้าย เสียงท้องเล็ก ๆ ของซื่อเป่าร้องโครกครากก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศอันแสนอึดอัด เ้าตัวน้อยรีบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความเขินอาย หลินซีเห็นดังนั้นก็รีบเลื่อนชามบะหมี่ไปตรงหน้านางทันที
“รีบกินเถอะ”
เสิ่นเฉินยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับ
เมื่อเขาไม่ขยับ เด็ก ๆ ทั้งสี่ก็ไม่มีใครกล้าขยับตาม
หลินซีอดไม่ได้ ใช้ศอกกระทุ้งแขนบุรุษตัวโตเบา ๆ พลางส่งเสียงกระซิบ “มัวนั่งเหม่ออะไรอยู่เล่า?”
ดวงตาของเสิ่นเฉินฉายแววซับซ้อน เขาชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวขึ้นตรง ๆ
“เ้าทำเื่เหล่านี้ไปก็ไร้ประโยชน์ อีกไม่กี่วันผู้ใหญ่บ้านก็จะกลับมาแล้ว และพวกเราก็ต้องหย่ากันอยู่ดี”
เขาคิดว่าหลินซีกำลังพยายามต่อรองเพื่ออยู่ที่นี่ต่อไป
แต่สิ่งที่ชายหนุ่มคิดไว้ผิดไปมาก เมื่อได้ยินว่าจะได้พักฟื้นต่ออีกหลายวัน หลินซีก็โล่งอก สำหรับนางเวลาเท่านี้ก็นับว่าโชคดีแล้ว เพราะพรุ่งนี้นางน่าจะพอมีแรงขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร ด้วยวิชาแพทย์ที่มี เวลาแค่ไม่กี่วันที่ว่านี้ก็เพียงพอให้ร่างกายฟื้นฟูได้มากพอแล้ว
“ข้ารู้”
“ถ้าเช่นนั้นเ้า…”
หลินซีรีบยัดตะเกียบใส่มือของเสิ่นเฉินอย่างไม่เกรงใจ “เสิ่นเฉิน เื่ที่ข้าทำกับซื่อเป่านั้น ข้ายอมรับผิดแต่โดยดี เื่หย่าข้าเองก็ยอมรับ แต่เ้าก็เห็นว่า ตอนนี้ข้ายังป่วยอยู่จะไปทำอะไรได้อีก? อย่างไรก็ต้องจากกันแล้ว ่เวลาสุดท้ายที่เหลือ พวกเราก็อยู่ด้วยกันดี ๆ เถอะ เื่ในอนาคตก็สุดแท้แต่โชคชะตาแล้วกัน”
ริมฝีปากบางของเสิ่นเฉินเม้มแน่น ไม่เอ่ยคำใดออกมาอีก
“พอ ๆ เลิกวางท่าแล้วคีบอาหารเสียที ต่อให้เ้าไม่อยากกินก็ต้องคีบกิน เด็ก ๆ จะได้กินบ้าง เ้าไม่หิวมันเื่ของเ้า แต่ข้ากับลูก ๆ หิวจะแย่อยู่แล้ว!” หลินซีรีบแหวตัดบท
เสิ่นเฉินจึงไม่เอ่ยอะไรต่อ หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบบะหมี่เข้าปากเงียบ ๆ
หญิงสาวจึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
‘หิวจะแย่แล้วจริง ๆ นะ!’
เหล่าเด็กน้อยทั้งสี่ที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะมองหน้ากันไปมา ก่อนจะก้มหน้าคีบของกินเข้าปาก
พวกเขาเตรียมใจไว้เรียบร้อยแล้วว่าอาหารที่หลินซีทำต้องไม่อร่อยแน่ ๆ แต่ยุคนี้การกินทิ้งกินขว้างเป็เื่ยอมรับไม่ได้ ต่อให้รสชาติแย่แค่ไหนพวกเขาก็จะฝืนกินลงไปจนหมด
แต่พอได้ลองชิมเข้าไปคำแรก—
ทั้งสี่คนก็ตกตะลึงทันที!
บะหมี่ชามนี้กลับเลิศรสอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะสีสัน กลิ่น หรือรสัั ล้วนดีเยี่ยมจนเกินความคาดหมาย!
ดวงตากลมโตทั้งสี่คู่พลันเปล่งประกาย สี่เด็กชาย-หญิงก้มหน้าก้มตาโซ้ยบะหมี่เข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่รู้ตัว
ต้าเป่าเหลือบมองเนื้อไก่ผัดตรงหน้า ก่อนจะลองคีบเข้าปากชิ้นหนึ่ง ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เป็ประกายวิบวับขึ้นมาอีกครั้ง เ้าตัวกลมอีกสามคนเห็นท่าทางแบบนั้นจากพี่ชายก็อดใจไม่ไหว รีบยื่นตะเกียบไปคีบเนื้อไก่ขึ้นมาชิมตามกันเป็แถว
หลินซีแอบสังเกตปฏิกิริยาของเด็ก ๆ อย่างเงียบ ๆ เห็นเช่นนี้ก็รู้สึกภูมิใจในฝีมือทำอาหารของตนอย่างมาก
มีเพียงเสิ่นเฉินเท่านั้นที่นางไม่อาจคาดเดาความรู้สึกได้จากสีหน้า ไม่แน่ใจเลยว่าเขาชอบหรือไม่ชอบกันแน่
แต่ไม่นานนัก หลินซีก็เริ่มจับสังเกตว่า มือใหญ่คีบอาหารบ่อยขึ้น สีหน้าที่ตึงเครียดก็ดูผ่อนคลายลงอย่างชัดเจน
ตัวหลินซีเองกินได้เพียงนิดเดียวก็รู้สึกอิ่ม นางยังแอบกังวลว่าอาหารจะเหลือทิ้งไว้จนเสียของหรือไม่ แต่คาดไม่ถึงว่าเพียงไม่นาน เสิ่นเฉินกับเด็ก ๆ ทั้งสี่จะจัดการทุกอย่างบนโต๊ะจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือทิ้งแม้แต่นิดเดียว
หลังจากทุกคนกินเสร็จ เสิ่นเฉินก็ลุกขึ้นเก็บกวาดถ้วยชามเงียบ ๆ
“เดี๋ยวข้าช่วย...”
“ไม่ต้อง” เสิ่นเฉินตอบกลับมาเรียบ ๆ พร้อมกันนั้นก็ส่งสายตาห้ามต้าเป่าที่กำลังลุกขึ้นมาช่วยเช่นกัน
ซานเป่ากับซื่อเป่าอายุยังน้อย พอกินอิ่มก็เริ่มง่วง เปลือกตาหนักอึ้งแทบจะปิดลง
ต้าเป่าอุ้มซื่อเป่าขึ้นมา ส่วนเอ้อร์เป่าตัวเล็กกว่าอุ้มไม่ไหวจึงได้แต่จูงมือซานเป่าไป แต่ออกเดินได้ไม่กี่ก้าว หลินซีก็เข้ามารับตัวซานเป่าไปอุ้มไว้แทน
“เ้า...” เอ้อร์เป่าอ้าปากจะห้ามหลินซี แต่พอเห็นศีรษะเล็ก ๆ ของน้องชายผงกขึ้นลงด้วยความง่วงงุน พี่ชายห้าขวบก็กลืนคำพูดนั้นกลับลงคอไป
เดิมซานเป่าแค่งัวเงียและพยายามฝืนตัวเองไว้ แต่เมื่ออยู่ในอ้อมอกของหลินซี ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยก็ทำให้เขาผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อหลินซีอุ้มซานเป่าเข้าไปในห้อง ต้าเป่าเพิ่งจะจัดแจงให้ซื่อเป่าเข้านอนเรียบร้อย พอหันมาเห็นนาง เด็กชายหกขวบก็ชะงักไปเล็กน้อย
หลินซีค่อย ๆ วางซานเป่าลงบนเตียงอย่างแ่เบา ก่อนจะถอดเสื้อตัวนอกออกให้อย่างทะนุถนอม ดึงผ้าห่มมาคลุมร่างเล็ก ๆ ไว้ จากนั้นจึงเงยหน้ายิ้มอ่อนโยนให้ต้าเป่า
ต้าเป่ารีบเบือนหน้าหนีทันที ไม่สนใจหลินซีแม้แต่น้อย
หลินซีไม่ถือสา นางส่งยิ้มให้เอ้อร์เป่าที่ตามเข้ามาอีกครั้ง ก่อนจะรู้สึกว่าเรี่ยวแรงหมดลงแล้วจริง ๆ จึงเดินกลับไปยังห้องของตน ทิ้งตัวลงนอน แล้วหลับสนิทอย่างรวดเร็ว
นางคงเหนื่อยเกินไป จนลืมเสียสิ้นว่าต้องเผชิญปัญหาเื่การนอนร่วมเตียงกับเสิ่นเฉิน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน หลินซีพลันสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน เมื่อนึกถึงเื่นั้นขึ้นมาได้ก็รีบหันมองไปด้านข้าง—
เสิ่นเฉินไม่ได้อยู่ข้าง ๆ
‘เขาคงไปนอนกับพวกเด็ก ๆ แล้วสินะ…’
หญิงสาวถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วล้มตัวลงนอนต่ออีกครั้งด้วยความสบายใจ
++++++++++
วันรุ่งขึ้น
หลินซีตื่นแต่เช้าตรู่ หลังจากได้พักผ่อนเต็มอิ่มทั้งคืน สภาพจิตใจจึงปลอดโปร่ง ร่างกายสดชื่นขึ้นมาก
เมื่อนางเดินออกจากห้อง ก็พบว่าเสิ่นเฉินกำลังวุ่นวายอยู่กับการทำอาหารในห้องครัว
“เอ่อ...หรือจะให้ข้าเป็คนทำดี?” หลินซีอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น เมื่อเห็นสีสันแปลกประหลาดของโจ๊กผักป่าในหม้อที่ชายหนุ่มกำลังต้มอยู่
เสิ่นเฉินเหลือบมองนางเล็กน้อย พอนึกถึงรสชาติอาหารเมื่อคืน เขาก็เงียบไปชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้ารับง่าย ๆ อย่างไม่ขัดข้อง
หลินซีเดินเข้าไปในห้องครัว ก่อนจะกล่าวต่ออย่างเกรงใจ “เอ่อ วันนี้ข้าจะขอเข้าป่าสักหน่อยนะ”
“อืม”
“แล้วก็... ของกินที่บ้านใกล้หมดแล้ว คงต้องเข้าตัวอำเภอไปซื้อข้าวสารกับแป้งเพิ่มด้วย”
เสิ่นเฉินรู้สึกแปลก ๆ เล็กน้อยเมื่อได้ยินคำว่า ‘บ้าน’ จากปากของสตรีตรงหน้า ในดวงตาเขามีแววชะงักงัน แต่ไม่นานก็ตอบเสียงเรียบเฉย “อืม”
หลินซีเหลือบมองเสิ่นเฉินแวบหนึ่ง ก่อนจะกลืนคำพูดที่เหลือกลับลงคอ แล้วลงมือทำอาหารอย่างคล่องแคล่ว
เมื่ออาหารทำเสร็จ เด็กน้อยทั้งสี่คนก็ตื่นขึ้นพอดี
หลินซีเห็นเสิ่นเฉินออกไปผ่าฟืน จึงเดินไปเคาะประตูห้องเด็ก ๆ ด้วยตัวเอง
ประตูห้องเปิดออกทันที เป็ซานเป่าที่รีบเปิดประตูอย่างรวดเร็ว
ด้านในห้อง ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ากำลังช่วยกันถักเปียให้ซื่อเป่าที่ยังคงงัวเงียอยู่ แต่เพราะพวกเขาทำไม่ค่อยเป็ ผมของเด็กหญิงจึงยุ่งเหยิงจนแทบดูไม่ได้ เสื้อผ้าก็สวมใส่แบบบิด ๆ เบี้ยว ๆ แต่เ้าตัวเล็กก็ยังคงนั่งนิ่ง ๆ อย่างว่าง่าย ปล่อยให้พี่ชายทั้งสองจัดการกับผมของนางอย่างตั้งใจ
หลินซีกลั้นหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ “ให้ข้าทำเถอะ”
พูดจบนางก็เดินตรงเข้าไปรับหวีจากมือของเอ้อร์เป่า แล้วลงมือหวีผมถักเปียให้ซื่อเป่าอย่างคล่องแคล่วทันที
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าสบตากันเงียบ ๆ เมื่อเห็นผมเปียของซื่อเป่าค่อย ๆ เป็ระเบียบสวยงามขึ้น พวกเขาก็ไม่เอ่ยคำใดออกมาอีก
หลังจากจัดแต่งทรงผมและเสื้อผ้าให้ซื่อเป่าเสร็จเรียบร้อย หลินซีก็หันไปเห็นเสื้อผ้าของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่ยังยุ่งเหยิงไม่แพ้กัน จึงรีบดึงตัวทั้งสองคนเข้ามา กดไหล่พวกเขาให้นั่ง แล้วจัดระเบียบเสื้อผ้าให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็ว
เด็ก ๆ ที่เพิ่งตื่น ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ตั้งสติ มารู้ตัวอีกทีหลินซีก็พาพวกเขาออกไปล้างหน้าแปรงฟันเสียแล้ว ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าใรีบขัดขืน ไม่ยอมให้หลินซีช่วยจัดการอีก แต่ยังคงลงมือล้างหน้าล้างตากันเองแต่โดยดี
เสิ่นเฉินผ่าฟืนเสร็จก็เดินเข้ามา เมื่อตามองเห็นเ้าตัวน้อยทั้งสี่ที่สะอาดสะอ้านและดูเรียบร้อยขึ้นมากก็อดแปลกใจไม่ได้
‘เด็กที่บุรุษเลี้ยงดูกับสตรีเลี้ยงดูมันแตกต่างกันจริง ๆ สินะ…’
สายตาของเขาหยุดลงที่ร่างของหลินซีราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
หลังจากกินข้าวเสร็จ เสิ่นเฉินต้องเดินทางเข้าไปซื้อของที่ตัวอำเภอ หลินซีจึงอาสาอยู่ดูแลเด็กน้อยทั้งหมดอยู่ที่บ้าน แน่นอนว่าเป็การดูแลเพียงฝ่ายเดียว เพราะทันทีที่เสิ่นเฉินออกไป เด็ก ๆ ทั้งสี่ก็พร้อมใจกันวิ่งกลับเข้าห้อง ไม่ออกมาอีกเลย
ขณะที่หลินซีกำลังคิดหนักว่าจะทำอย่างไรถึงจะสานสัมพันธ์กับเหล่าลูกเลี้ยงได้ ก็พลันมีเสียงคนเรียกดังขึ้นจากหน้าบ้านเสียก่อน
สตรีผู้หนึ่งยืนบิดเอวแอ่นสะโพก สะบัดผ้าเช็ดหน้าในมือไปมาอยู่หน้าประตูรั้ว ดัดเสียงแหลมสูงร้องเรียกชื่อสามีของนาง
“เสิ่นเฉินเอ๊ย! พ่อแม่ของฟางซิ่งเอ๋อร์ฝากข้ามาบอกอะไรเ้าหน่อยแน่ะ!”
.
.
.