“ไม่ ยังไงหนูก็ไม่แต่งเด็ดขาด!!”เสียงของหยาดน้ำค้างเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่นทำให้คู่ชายหญิงวัยกลางคนไม่พอใจเป็อย่างมาก
“แต่พ่อกับแม่คุยกับทางฝั่งนั้นมานานแล้วนะลูก”เสียงคุณปรางค์ทิพย์เอ่ยกับบุตรสาวอย่างใจเย็น
“แต่แม่คะ หนูแทบจะไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำ!! นี่มันปี 2021 แล้วนะคะเขาไม่คลุมถุงชนกันแล้วค่ะให้หนูเลือกทางเดินชีวิตของหนูเองไม่ได้หรือคะ หนูโตแล้วนะ” หยาดค้างยังคงไม่เห็นด้วยกับความคิดเต่าล้านปีของพ่อแม่ของเธอพร้อมกับถอนหายใจออกมาแรง ๆ
“เพราะว่าแกโตแล้วไง แกถึงต้องทำตามที่พ่อกับแม่บอก!ถ้าแกไม่แต่งมีหวังความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัวได้สั่นคลอนแน่พี่เขาเป็คนดี ฐานะทางสังคมก็ดี ทำไมแกถึงไม่อยากแต่งนัก”คุณบดินทร์บิดาของหยาดน้ำค้างถามลูกสาวคนเล็กด้วยความเดือดดาล
“คุณคะใจเย็น ๆ ก่อนค่อย ๆ คุยกับลูกดีกว่านะคะเื่นี้เป็เื่ใหญ่ยัยหนูเองก็คงจะตั้งตัวรับไม่ทัน”หญิงวัยกลางคนหันไปเอ่ยกับสามีเบา ๆ พร้อมกับจับมือเขาให้ใจเย็นลงไม่งั้นวันนี้คงคุยกันไม่ได้ความเป็แน่ ในขณะเดียวกันก็มองไปที่ลูกสาวคนเล็กที่นั่งทำท่ากระฟัดกระเฟียดอยู่ตรงข้าม
“สรุปจะเอายังไงงานหมั้นจะเริ่มในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว ฉันก็บอกแกไปั้แ่เนิ่น ๆ แล้วทำไมยังต่อต้านอีก!” ผู้เป็บิดายังคงถามลูกสาวอย่างไม่หยุดหย่อน งานแต่งครั้งนี้ทั้งสองครอบครัวได้มีการวางแผนไว้นาน2 ปีตนก็ได้พูดกับลูกสาวไว้บ้างแต่ตอนนั้นหญิงสาวคิดว่าพ่อของตนเองพูดเล่นจึงไม่ได้ใส่ใจ
“ก็ตอนนั้นน้ำคิดว่าคุณพ่อพูดเล่นหนิคะแล้วคุณพ่อก็ไม่ได้บอกด้วยว่าแต่งเมื่อไหร่!! หนูยังไม่ทันได้เตรียมใจเลยด้วยซ้ำยังไงหนูก็ไม่แต่ง!!” หญิงสาวตอบกลับอย่างไม่ถดถอยเช่นเดียวกัน
“ยังไงแกก็ต้องแต่ง!”ผู้เป็พ่อพูดคำสุดท้ายด้วยน้ำเสียงโมโหสุดขีด นั่นทำให้ผู้เป็ลูกมีน้ำโหเช่นกันหญิงสาวไม่รับฟังอะไรอีกพร้อมเดินกลับห้องนอนของตนด้วยความเสียใจทั้งยังปิดประตูเสียงดังปึง! กิริยาท่าทางนี้ทำให้ผู้เป็พ่อหัวเสียเป็อย่างมาก
อีกด้านหนึ่งของหญิงสาวที่กำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้หลังจากที่เข้ามาในห้องเธอไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองในตอนนี้ที่อยู่ ๆเธอก็ถูกพ่อแม่บังเกิดเกล้าบังคับให้แต่งงานอย่างกระทันซึ่งแน่นอนว่าตัวเธอเองยังไม่มีความคิดที่จะแต่งงานตอนนี้อยู่แล้วตัวเธอที่ตอนนี้อายุเพียง 24 ปีเป็วัยที่เต็มไปด้วยจิติญญาที่อยากใช้ชีวิตให้มีความสุขแต่ความสุขนี้เหมือนกำลังจะจบลงในไม่ช้านี้แล้ว
“ยังไงฉันก็ไม่แต่งเด็ดขาด! ฉันจะหนี”หญิงสาวโพล่งออกมาเบา ๆ หลังจากที่นั่งทบทวนใช้ความคิดได้สักพักเธอก็คิดไอเดียหนึ่งขึ้นมาได้ ถ้าไม่อยากแต่งเธอก็ต้องหนีไปให้ไกลไปให้พ้นสายตาคนที่นี่แต่จะหนีไปที่ไหนได้ล่ะชีวิตเธอตอนนี้ที่เพิ่งเริ่มทำงานของธุรกิจครอบครัวมาได้ไม่นานหลังจากเรียนจบเงินเก็บก็พอมีอยู่บ้างเล็กน้อย
“มีที่ไหนบ้างนะที่สวย ๆ อากาศดี ๆ เหมาะกับคนยุคใหม่เงินเก็บน้อยนิดที่คิดจะหนีออกจากบ้านอย่างเรา”สายตาหญิงสาวยังคงจดจ้องไปที่แล็ปท็อปที่ตอนนี้กำลังค้นหาข้อมูลสถานที่ที่เธอจะหนีไปอยู่ชั่วคราวใจจริงเธอก็อยากจะบินออกนอกประเทศไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่เงินในกระเป๋าไม่เข้าใจน่ะสิจึงทำให้ตอนนี้เธอคิดหนักเป็อย่างมาก
หลังจากที่นั่งหาข้อมูลอยู่นานร่วมชั่วโมงหญิงสาวก็ไปเห็นข้อความหนึ่งซึ่งเรียกความสนใจจากเธอเป็อย่างมาก
‘รับสมัครคนงานเก็บผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมากไร่ถิ่นธารา จังหวัดเชียงราย สนใจสามารถติดต่อได้ที่ 089 – 123 – 111- xxxx หรืออีเมล์..............’
“น่าสนใจแฮะ ได้เงินด้วยได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติไปด้วย”เธอยิ้มอย่างมีความหวังอยู่ในใจ นี่ก็เป็อีกความใฝ่ฝันหนึ่งที่เธออยากจะไปลองทำงานเก็บผักผลไม้ เนื่องจากเธอชอบดูสะใภ้จีน สะใภ้เกาหลีในแอปพลิเคชันชื่อดังที่มักจะทำสวนและทำอาหารอยู่บ่อยๆ ซึ่งเป็การใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแต่ก็เต็มไปด้วยความสุขเธอจึงอยากลองัักับความสุขนั้นบ้างสักครั้งหนึ่งในชีวิต หญิงสาวจึงไม่ลังเลรีบติดต่อไปยังเบอร์ที่โชว์หราอยู่บนหน้าเว็บไซส์จัดหางานทันทีโดยที่ไม่นึกถึงความลำบากที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเลยแม้แต่น้อย
โทรไปได้สักพักก็มีคนรับสายหญิงสาวจึงบอกความ้าของตนเองกับผู้ที่อยู่ปลายสายด้วยความตื่นเต้น
“สวัสดีเ้า ไร่ถิ่นธารา ต้นอินอู้สายอยู่เ้า” เสียงจากปลายสายพูดทักทายด้วยภาษาถิ่นด้วยน้ำเสียงลื่นหูแต่นั่นก็ไม่เป็อุปสรรคต่อการฟังของหญิงสาวเพราะเธอไปเที่ยวทางภาคเหนืออยู่บ่อยครั้งจึงทำให้พอฟังออกอยู่บ้าง
“สวัสดีค่ะ พอดีโทรมาสอบถามเื่สมัครงานที่ไร่น่ะค่ะไม่ทราบว่ายังรับพนักงานอยู่ไหมคะ” ฉันถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ ได้แต่เก็บความตื่นเต้นนี้ไว้ในใจ
“เป็คนไทก่อเ้า......ยังรับอยู่ค่ะแต่ทางขึ้นมาที่ไร่ค่อนข้างลำบากซึ่งทางไร่จะเข้าเมืองหนึ่งครั้งต่อหนึ่งสัปดาห์นะคะ และจะไปรับคนงานใหม่ในเมืองอีกทีวันศุกร์นี้ค่ะไม่ทราบว่าโทรมาจากที่ไหนคะ”เมื่อหญิงสาวปลายสายรู้ว่าเธอไม่ใช่คนเหนือจึงได้เปลี่ยนจากพูดคำเมืองมาเป็พูดภาษาไทยกลางกับเธอแทน
“โทรจากเชียงรายค่ะ” เธอโกหกออกไปคำโตเพราะถ้าหากเธอพูดว่าเธออยู่ที่กรุงเทพล่ะก็หญิงสาวปลายสายคงจะปฏิเสธการสมัครงานของเธอเป็แน่ในเมื่อไม่มีทางเลือกเธอจึงจำเป็ต้องโกหกไปเพื่อความอยู่รอด
“ไม่ทราบว่าอยู่ส่วนไหนของเชียงรายคะ”เธอถามกลับมาด้วยน้ำเสียงสุภาพเช่นเดียวกัน ‘ฉิบหายแล้วไงอยู่ไหนดีวะเนี่ย คิดสิคิดๆ อ๊ะ.......อำเภอเมือง ๆ’เมื่อหญิงสาวนึกคำตอบได้จึงรีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“อำเภอเมืองค่ะ” ในที่สุดเธอก็ตอบออกไปแล้ว......
“ดีเลยค่ะ ถ้าอย่างนั้นเจอกันวันศุกร์นี้แถว ๆตลาดในเมืองนะคะส่วนการเตรียมตัวทำงานไม่ต้องเอาของมาเยอะนะคะเพราะกินอยู่ในไร่เลยเอาแค่ของใช้ที่จำเป็และแรงกายแรงใจมาก็พอค่ะ ส่วนรายละเอียดอื่น ๆจะแจ้งให้ทราบตอนพบกันนะคะ” เธอตอบกลับมาพร้อมรายละเอียดคร่าว ๆ
“โอเคค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณมาก ๆ นะคะ”
“อ้อ ลืมบอกเื่เงินเดือนเลยค่ะ เงินเดือน 9,000 นะคะ ค่าแรงอาจจะดูน้อยแต่ไม่เสียค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ มีอาหารฟรี 2มื้อ เช้ากับเที่ยงค่ะ”หญิงบอกข้อมูลที่ทำให้เธออึ้งออกมาแต่ก็ไม่เกินคาดกับสิ่งที่เธอคิดไว้มากนักเพราะเธอคิดไว้แค่ห้าพันเท่านั้น จากข้อมูลที่เธอพูดนำมาบวกลบคูณหารแล้วก็ถือว่าคุ้มค่ากับการหนีในครั้งนี้อยู่
“โอเคค่ะ แล้วเจอกันนะคะ”หยาดน้ำค้างกล่าวขอบคุณคนในปลายสายอีกรอบ
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ไว้เจอกันวันศุกร์นี้นะคะ สวัสดีเ้า”
ปลายสายวางไปได้ไม่นานหยาดน้ำค้างจึงคิดหาวิธีการออกจจากบ้านโดยที่ไม่ให้คนในบ้านจับได้ถ้าหากเธอแบกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ออกจากบ้านพ่อต้องสงสัยอย่างแน่นอนแต่ถ้าจะให้เอาเสื้อผ้าออกไปทีละตัวตอนออกนอกบ้านก็เห็นว่าจะไม่ทันการเพราะเหลือเวลาอีกเพียงสองวันก่อนจะถึงวันศุกร์ที่เธอคุยวันเริ่มงานกับทางไร่ที่เชียงรายไว้
‘อืม....... เอาไงดีนะ’หญิงสาวเดินไปเดินมาพร้อมกับครุ่นคิดอยู่ในใจครู่หนึ่งก็คิดขึ้นได้ว่ามีวิธีนี้อยู่นี่นาซึ่งวิธีที่ว่าก็คือเธอจะนำเสื้อผ้าตัวโปรดและพวกชุดชั้นในมายัดใส่ไว้ในกระเป๋าโน๊ตบุ้คส่วนของที่เหลือค่อยไปซื้อใหม่ก่อนเดินทางไปเชียงรายแต่แผนนี้เธอทำด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงไลน์ไปหาเพื่อนสาวคนสนิททันที
Line Chat
- ปิงปิง -
[น้ำค้างกับดอกไม้ : ไอ้ปิง แกว่างอยู่ปะตอนนี้]
[ปิงปิงเอง : ว่าง ๆ มีไรวะ]
[น้ำค้างกับดอกไม้ : มาเจอกันหน่อยที่คาเฟ่ดาวค้างฟ้า มีเื่จะคุยด้วย ด่วนมากก]
[ปิงปิงเอง : ด่วนอะไรขนาดนั้นวะคุยในนี้ไม่ได้เรอะ]
[น้ำค้างกับดอกไม้ : ไม่ได้ เื่สำคัญมากต้องคุยต่อหน้าเท่านั้น]
[ปิงปิงเอง : โอเคเอางั้นเหรอกี่โมงอ่า]
[น้ำค้างกับดอกไม้ : 12.30น. เคมะ]
[ปิงปิงเอง : เคอยู่ ๆ]
[น้ำค้างกับดอกไม้ : ห้ามเลท ห้ามหาย ห้ามลีลานะเว้ย อันนี้ฉันจริงจัง]
[ปิงปิงเอง : เคงับ ๆ แม่คนที่สอง]
[น้ำค้างกับดอกไม้ : ส่งสติกเกอร์หน้าคนแลบลิ้น]
หลังจากที่ร่างบางได้นัดแนะกับเพื่อนเสร็จเป็ที่เรียบร้อยเธอจึงนำสิ่งของที่เธอเตรียมเอาไว้นำไปด้วยใส่ไว้ในกระเป๋าแล็ปท็อบซึ่งใส่ของได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเพราะถ้าหากเธอใส่มากไปกว่านี้กระเป๋าจะนูนขึ้นมาทำให้ผู้คนสังเกตได้ง่ายเธอจึงคิดได้ว่าเอาไปเพียงเท่านี้ก่อน วันหลังค่อยนำใส่ไปเพิ่มเมื่อเตรียมของได้เพียงคร่าวๆแล้วหญิงสาวจึงได้ค้นหาที่พักไปบนอินเทอร์เน็ตอีกครั้งเพื่อที่จะจองโรงแรมสำหรับใช้เก็บของชั่วคราวเธอไม่อยากฝากของไว้ที่เพื่อนสาวเพราะเกรงว่าถ้าหากความแตกก่อนขึ้นมามีหวังเพื่อนเธอได้เดือดร้อนเพราะเธอเป็แน่การหนีไปในครั้งนี้เธอไม่อยากทำให้เพื่อนสาวต้องลำบากไปด้วย
เมื่อใกล้ถึงเวลาออกเดินทางแล้วหยาดน้ำค้างจึงได้ถือกระเป๋าโน๊ตบุ้คเหมือนกับจะออกไปข้างนอกปกติ ซึ่งเธอมักออกไปทำงานข้างนอกเป็ประจำอยู่แล้วจึงทำให้ไม่เป็ที่สังเกตมากนักเมื่อเดินลงมาจนถึงด้านล่างก็ไม่เห็นคุณพ่อกับคุณแม่นั่งอยู่แล้วเธอจึงตรงดิ่งไปที่รถคันโปรดและขับรถออกไปยังที่นัดหมายไว้ทันทีหลังจากขับรถฝ่าฟันกับรถติดอยู่ร่วมชั่วโมงเธอก็มาถึงคาเฟ่ที่นัดกับปิงปิงไว้ซึ่งคาเฟ่แห่งนี้เป็คาเฟ่ที่อยู่ละแวกบ้านของปิงปิงจึงทำให้เ้าตัวมาถึงที่นัดหมายก่อนเธอเสียอีก
“นี่ยัยน้ำไหนแกบอกฉันว่าห้ามเลทไงแล้วทำไมแกถึงมาช้ากว่าฉันได้ล่ะยะ”เมื่อวราณีเห็นเธอเข้าจึงแขวะให้เบาๆด้วยท่าทางทีเล่นทีจริง
“โทษทีแกรถติดน่ะ”เธอบอกออกไปตามความเป็จริงถนนเส้นนี้ไม่ว่าจะเป็่เวลาไหนรถก็ยังคงติดอย่างต่อเนื่องสมแล้วที่เป็เมืองที่มีรถติดติดอันดับโลก
“ไม่เป็ไรแกสายไม่กี่นาทีเองฉันก็พูดแซวแกเล่นไปอย่างนั้นเอง ว่าแต่ธุระด่วนที่ว่าน่ะอะไรหรือ” ยังไม่ทันนั่งก้นติดเก้าอี้เพื่อนสาวก็ถามขึ้นมาด้วยความอยากรู้
“แกก็รู้แล้วใช่ไหมว่าฉันโดนพ่อแม่บังคับให้แต่งงาน”
“ก็พอรู้ข่าวมาบ้างแต่ฉันรู้อยู่แล้วแหละว่ายังไงแกต้องไม่ยอมแต่งอย่างแน่นอนเพราะแกมันหัวดื้อไงล่ะ” วราณีพูดอย่างรู้เท่าทันเพื่อน
“สมแล้วที่เป็เพื่อนฉัน”หยาดน้ำค้างน้ำยิ้มให้กับความรู้เท่าทันของเพื่อนสนิทคนศีลเสมอกันมักจะคบกันได้เสมอไม่ว่าจะสถานะอะไรก็ตาม
“แต่ก่อนอื่นแกพูดธุระของแกมาก่อน ฉันรอเผือกอยู่เนี่ย” เพื่อนสาวยังไม่วายซักเธอต่อ
“ก็อย่างที่แกรู้นั่นแหละว่ายังไงฉันก็ไม่แต่งแต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้เพราะฉะนั้นฉันจะหนีแกต้องช่วยฉัน” เธอบอกเพื่อนสนิทอย่างม่สะทกสะท้าน
“ห๊ะ!อะไรนะแกจะหนี แกจะหนีไปไหนล่ะ? ฉันไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลยว่าฉันจะได้ยินคำนี้ออกมาจากปากแก”เพื่อนสนิทถามออกมาอย่างไม่เชื่อหูตัวเองเพราะเพื่อนคนนี้แทบจะไม่เคยออกนอกลู่นอกทางเลยสักครั้งยกเว้นเื่แอบหนีไปช็อปปิ้งอะนะ
“ฉันจะขึ้นเหนือน่ะสิเอาเป็ว่าฉันมีหนทางของฉันละกันน่า แกมีหน้าที่คอยซัพพอร์ตแผนฉันก็พอโอเคไหม” หญิงสาวบอกกับเพื่อนออกไปโดยที่มีแผนในหัวอยู่แล้ว
“ขึ้นเหนือ?แกแน่ใจแล้วเหรอ มันไม่ได้สุขสบายอย่างที่แกคิดหรอกนะมันลำบากนะเว้ยแล้วแกจะไปจังหวัดไหนล่ะเหนือสุดแดนสยามเลยไหมล่ะ” วราณีถามเธอติดตลกเล็กน้อยแต่ก็ยังเป็ห่วงเพื่อนสาวอยู่ลึกๆ
“แน่ใจสิยะฉันจะไปเชียงราย ถึงฉันไม่รู้หรอกว่าจะสุขจะสบายไหมฉันรู้เพียงว่าตอนนี้ฉันต้องหนีไปให้ไกลฉันไม่อยากแต่งงาน!อีกอย่างนะฉันยังไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำแม้แต่ชื่อแล้วก็หน้าตาเขาแกคิดดูสิว่าพ่อกับแม่ฉันน่ะใจร้ายกับฉันแค่ไหน เวลาศึกษาดูใจยังไม่มีให้แต่อยู่ดีๆ จะให้แต่งงานกันเสียอย่างนั้น โถถังกะละมังหม้อ”เมื่อนึกถึงคำที่พ่อกับแม่เธอพูดก็ทำให้เธอฉุนขึ้นมาเล็กน้อย
“ก็จริงของแกถ้าเป็ฉันก็คงหนีเหมือนกันเพียงแต่ฉันคงไม่รู้ว่าจะหนีไปที่ไหนแล้วแผนของแกน่ะเป็ยังไง ว่ามาสิจะให้ฉันช่วยเหลืออะไรบ้าง”
เธอจึงได้บอกแผนการทั้งหมดที่เธอคิดไว้ให้กับเพื่อนสนิทอย่างวราณีได้รับรู้เมื่อเพื่อนสาวได้ยินแผนทั้งหมดของหยาดน้ำค้างทำให้เธอตะลึงทันทีไม่คิดว่าเพื่อนจะคิดแผนได้แยบยลถึงเพียงนี้
“แผนแกนี่ก็ลึกลับซับซ้อนดีนะใช้เวลาคิดนานปะเนี่ย” เธอแซวเพื่อนสาวน้อย ๆ กับแผนการที่หยาดน้ำค้างคิดไว้
“ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นแหละก็คนมันอยากจะหนีมันก็ต้องหาหนทางนี้ให้ได้ถ้าแกมาเป็ฉันในตอนนี้แกก็คงคิดได้เหมือนกันแหละยัยปิงและที่สำคัญคือแกห้ามบอกใครหน้าไหนทั้งนั้นโอเคไหม?”
“โอเคค่ะเพื่อนสาวแล้วแกจะไปอยู่ที่นู่นนานเท่าไหร่ล่ะ” เมื่อได้ยินคำถามนี้ทำเอาเธอไปไม่ถูกเลยทีเดียว
“ก็จนกว่าพ่อแม่ฉันจะล้มเลิกงานแต่งงานนี้ไปนั่นแหละ”เธอตอบอย่างมาดมั่น
“ถ้าเกิดว่าพ่อกับแม่แกไม่ล้มเลิกงานนี้ล่ะแกจะทำยังไง?”วราณีถามเพื่อนด้วยความกังวล
“ฉันก็คงอยู่ที่นั่นไปตลอดชีวิตล่ะมั้งฮ่าๆ” หยาดน้ำค้างตอบเพื่อนไปอย่างติดตลกแต่ไม่คิดว่าเพื่อนสาวจะจริงจังกับคำตอบของเธอมากขนาดนี้
“นี่แกจะบ้าเหรออย่ามาตลก”วราณีทำสีหน้าจริงจัง
“ฉันก็ยังไม่รู้เหมือนกันถ้าถึงตอนนั้นแล้วแม่กับพ่อฉันยังไม่เปลี่ยนใจฉันก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากนี้ไปให้ไกลกว่าเดิม…...เฮ้อ”หยาดน้ำค้างได้แต่ถอนหายใจออกมายาวๆ เธอนึกถึงอนาคตต่อจากนี้ไม่ออกเลยว่าถ้าเป็อย่างที่เพื่อนเธอพูดเธอจะทำอย่างไรดี
“เอาหน่าแกก็หนีไปก่อนละกันไว้ถึงตอนนั้นค่อยคิดอีกที แผนของแกคือจะไปพฤหัสบดีนี้ใช่ไหม”
“ใช่น่ะสิฉันต้องซื้อของใหม่หมดเลยเพราะถ้าแบกออกมานะมีหวังโดนป้าแม่บ้านจับได้แน่ ่นี้คุณพ่อยิ่งให้คนที่บ้านจับตาดูอยู่”เมื่อนึกถึงสภาพที่โดนจดจ้องของคนที่บ้านแล้วทำให้เธอเกิดความรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมา
“วันนี้ไปช็อปปิ้งกันไหมล่ะ?”เพื่อนสาวเสนอ
“ไปสิยะว่าแต่แกจะไปเป็เพื่อนฉันจริงน่ะเหรอ?” หยาดน้ำค้างถามอย่างเหลือเชื่อเพราะเพื่อนสาวของเธอขึ้นชื่อว่าบ้างานที่หนึ่งเวลาว่างแทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ
“จริงสิยะให้ไวเลย ๆ นี่ฉันอุตส่าห์สละเวลางานมาเพื่อแกเลยนะเนี่ยยยยย” เพื่อนสาวตอบพลางทำเสียงลากยาวอย่างยียวน
“ขอบพระคุณค่ะคุณเพื่อนปะ เล็ทส์โกกกกกก”
เมื่อคิดได้ดังนั้นสองสาวในชุดเดรสสีสวยจึงรีบเดินออกจากร้านคาเฟ่นี้ไปโดยไม่ลืมที่จะจ่ายค่าเครื่องดื่มที่สั่งไว้ก่อนออกจากร้านการมาช็อปปิ้งในวันนี้มีจุดประสงค์ที่แตกต่างจากครั้งไหน ๆ เพราะอีกคนจะเข้าป่าส่วนอีกคนจะไปเที่ยวทิพย์แม้จะทำงานจนไม่มีเวลาไปเที่ยวที่ไหนแต่ก็ไม่วายที่จะช็อปเพราะเธอถือคติไว้ว่าซื้อไว้ก่อนอุ่นใจเดี๋ยวคอนเซ็ปต์ก็ตามมาเอง
ห้างสรรพสินค้า K
หลังจากที่เข้ามาภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังได้ไม่นานนักหญิงสาวทั้งสองคนก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดีจึงระดมความคิดกันอยู่หลายนาทีพลางกวาดสายตาไปรอบๆ
“แกไปทำงานนี่เนอะงั้นก็เอากางเกงขายาวกับเสื้อยืดสบาย ๆ ไปเยอะ ๆ หน่อยละกัน เอาสีโทนเข้มละกันเนอะจะได้ไม่เปื้อนง่าย”หยาดน้ำค้างยังไม่ทันได้อ้าปากเอ่ยตอบเพื่อน วราณีจึงนำเสื้อยืดคอกลมและกางเกงวอร์มสีทึบสามสี่ตัวใส่ลงในรถเข็นทันที
“เดี๋ยวนะนี่แกจะไม่รอให้ตอบก่อนเลยเหรอ”หยาดน้ำค้างได้แต่ส่ายหน้าให้กับเพื่อนด้วยความระอาเล็กน้อย
“ถ้ารอแกตอบชาตินี้คงไม่ได้สักตัวปะไปโซนเสื้อแขนยาวกันบ้างดีกว่าเผื่ออากาศเริ่มหนาวแกจะได้มีอะไรอุ่น ๆใส่เพราะไม่มีคนให้กอดอิอิ”
“พูดอย่างกับแกมีอย่างนั้นแหละเหอะๆ” หยาดน้ำค้างถามกลับพร้อมกับกรอกตาไปมาเล็กน้อย
“ก็มีแล้วน่ะสิยะ” นี่เธอหูฝาดไปใช่ไหม?
“ถามจริง!?” เธอถามกลับด้วยความไม่เชื่อคนอย่างเพื่อนเธอน่ะหรือจะมีเวลาไปแอ๊วหนุ่มได้
“ตอบจริงงงง” วราณีตอบกลับมาพร้อมกับอมยิ้มน้อยๆ
“อะไรยังไงไหนเล่าสินี่ฉันไม่เจอแกไม่กี่วันฉันตกข่าวไปขนาดนี้แล้วหรือเนี่ย โอ้มายก๊อช” หยาดน้ำค้างแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เธอพึ่งได้ยิน
“เดี๋ยวซื้อของเสร็จเดี๋ยวเหลาให้ฟังแน่นอนจ้ะเพื่อนสาวแต่ตอนนี้แกต้องสนใจเื่ของตัวเองก่อน” ปิงปิงบอกเพื่อนพลางส่ายหน้าเบา ๆกับความอยากรู้เื่ราวความรักของเธอ
“โอเคอะ...เสื้อตัวนั้น” หญิงสาวเห็นเสื้อตัวนึงสวยสะดุดตาธรรมดาแต่ยังมีความโดดเด่นอยู่
“ต๊าชมากกกกเหมาะกับว่าที่แม่สาวชาวสวนอย่างแกมากต้องตำ” เมื่อได้ยินเพื่อนสาวพูดดังนั้นจึงมองตามไปยังเสื้อแขนยาวน่ารักตัวหนึ่งที่ทำให้เพื่อนสาวจ้องตาไม่กระพริบ
“นี่แกชมหรือหลอกด่าฉันกันแน่ฮะยัยปิง”เธอถามเพื่อนสาวเสียงขุ่น
“ชมสิยะ....มีสองสีแฮะสีดำกับน้ำตาล แกชอบตัวไหน?” ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
“ฉันเลือกไม่ได้อะ.......”หยาดน้ำค้างตอบพลางทำสีหน้าครุ่นคิด
“เลือกไม่ได้ก็ไม่ต้องเลือกสิคะเพื่อนสาวเอาสองตัวโลดเจ๊จ่ายให้เองไม่ต้องห่วง” เมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวตัดสินใจไม่ได้เธอจึงหยิบเสื้อทั้งสองตัวลงรถเข็นทันทีเสื้อราคาแค่นี้เธอเปย์เพื่อนได้สบาย ๆ
“ดะ......เดี๋ยวสิ” ยังพูดไม่ทันขาดคำวราณีก็เข็นรถเข็นไปโซนอื่นโดยไม่สนใจเสียงทัดทานของเพื่อน
หลังจากนั้นทั้งสองสาวก็ได้ซื้อของใช้ที่จำเป็อีกสามสี่อย่างพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบขนาดกลางอีกสองใบ แล้วจึงไปเช็คอินเข้าที่พักเพื่อนำของที่ซื้อไปในวันนี้ไปเก็บเมื่อเสร็จภารกิจในวันนี้แล้วทั้งสองจึงแยกย้ายกันกลับในด้านของหยาดน้ำค้างเมื่อถึงบ้านแล้วเธอก็ทำตัวปกติเช่นเคยอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน