ตุ้บ!! อึก!!
เสียงแปลก ๆ ดังขึ้นมา ตามมาด้วยเสียงของโนบลินที่หลุดออกมาจากปากอย่างอดไม่ได้ เขาโดนกระแทกถอยหลังไปสองก้าวก่อนจะหยุดลงและยกมือขึ้นลูบหน้าอกป้อย ๆ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมายิ้มแหย ๆ
ความเงียบเข้ามาปกคลุมพื้นที่หน้าถ้ำ เด็ก ๆ ต่างนิ่งเงียบทำอะไรไม่ถูก เพราะภาพที่เห็นเมื่อสักครู่นั้นทำยังไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“นะ..นายเป็ยังไงบ้างโนบลิน ละ..แล้วทำไมนายถึงไม่เอ่อ..” เรซถามอย่างเป็ห่วง
“ไม่ตายน่ะเหรอ? ฮ่า ๆ เพราะไอ้นี้ไง” โนบลินพูดพลางเลิกชายเสื้อขึ้นให้เพื่อน ๆ เห็น
เสื้อหนังบาง ๆ สีน้ำตาลเข้มปรากฎให้เห็นแก่สายตา ลวดลายแปลกตาที่ถูกวาดลงไปนั้นดูยุ่งเหยิงสับสน แต่ก็สวยงามอย่างน่าประหลาด นอกจากนั้นยังมีกลิ่นอายของเวทมนต์ปลดปล่อยออกมาให้ััได้อย่างเบาบาง
“นะ..นี่มันคืออะไรเหรอโนบลิน?” บันถาม
“นี่น่ะเหรอ?” โนบลินยังไม่หายจากอาการจุกจากการโดนหมัดของพอลยังต้องเอามือลูบหน้าอกป้อย ๆ
“มันคือเกราะอ่อนเวทมนต์ ที่ทำจากหนังของเซบัปน่ะ ฉันผสานเวทมนต์กับวงเวทลงไปด้วย มันมีความสามารถในการป้องกันการโจมตีกายภาพของนักเวทระดับต้นขั้นที่เจ็ดลงมาได้ ถ้าใส่เสื้อตัวนี้แล้วไปยืนให้เซบัปชนเต็มแรงก็คงได้ผลเหมือนเมื่อกี้ละมั้ง” โนบลินอธิบาย
“สะ..สุดยอด นายทำมันเองเหรอ ฉันเคยได้ยินเกี่ยวกับเกราะอ่อนแบบนี้มาเหมือนกัน แต่มันมีราคาสูงจนมีแต่คนในตระกูลใหญ่ที่ใส่ตอนออกผจญภัย ตะ..แต่นี่นายสามารถทำออกมาได้ง่าย ๆ เลยเหรอ?” บันละล่ำละลักออกมาอย่างใ
“ก็นะ แต่ด้วยวัตถุดิบที่มี ฉันก็ทำได้แค่เกราะระดับ D เท่านั้นเอง พลังป้องกันมันเลยไม่สูงมาก ตอนนี้น่าจะพอป้องกันการโจมตีของนักเวทระดับต้นขั้นที่หกถึงเจ็ดได้ แต่ฉันว่าฉันอาจจะประเมินระดับของพอลผิดไป ถ้าทำให้ฉันจุกได้ขนาดนี้นายคงใกล้จะเข้าสู่ขั้นที่แปดเต็มทีแล้วล่ะพอล”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ อย่างอย่างนั้นเหรอ ฉันนี่มันสุดยอดไปเลยนะ ใช่ไหมบัน” พอลหันไปถามความเห็นบันพลางยืดอกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“แหม ได้ทีโม้ใหญ่เลยนะเ้านี่” บันบ่นอย่างเอือม ๆ
“ฮ่า ๆ ๆ เอาน่า ๆ ยังไงพอลก็แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมากจริง ๆ นั่นแหละ แล้วก็นะ เพราะพวกนายล่าเซบัปมาได้หลายตัว ฉันเลยมีหนังมากพอที่จะทำเกราะแบบนี้ให้พวกนายคนละตัวด้วยแหละ”
“จะ..จริงเหรอโนบลิน แบบนี้ก็เยี่ยมสุด ๆ ไปเลยสิ” พอลรีบวิ่งมาหาเพื่อนจอมอัจฉริยะเพื่อจะรับเอาเสื้อเกราะไปเป็คนแรก
“พวกนายเอาเสื้อเกราะนี่ไปใส่เพื่อเพิ่มพลังป้องกันให้สูงขึ้น แต่ว่ามันเป็เกราะแบบใช้แล้วทิ้งถ้าเป็ไปได้พวกนายก็พยายามอย่าให้โดนโจมตีมากเกินไปแล้วกันนะ”
“มันคืออะไรเหรอโนบลิน เกราะที่ใช้แล้วทิ้งเนี่ย?” เรซถามอย่างสงสัย
“อืม..จะบอกว่าไงดีล่ะ..เครื่องป้องกันที่ฉันรู้จักมีอยู่หลายประเภท แบบที่ดีที่สุดคือเครื่องป้องกันที่ทำมาจากชิ้นส่วนของสัตว์เวทมนต์หรือวัตถุเวทมนต์ซึ่งมีพลังงานเวทมนต์ในตัวเอง แบบนั้นจะมีค่าพลังป้องกันที่สูงและฟื้นฟูซ่อมแซมตัวเองได้ดี
รองลงมาคือเครื่องป้องกันแบบแบบใช้ซ้ำ ที่ทำจากวัตถุดิบอื่นแต่มีคุณภาพสูง ผสมกับสื่อนำเวทมนต์ทำให้มีราคาพอสมควร แต่ข้อดีคือมีความทนทานพอ ๆ กับแบบแรกและสามารถเติมพลังของมันได้เมื่อพลังเวทเริ่มน้อยลงแต่ซ่อมแซมตัวเองไม่ได้
ส่วนแบบสุดท้ายที่ฉันทำขึ้นคือเครื่องป้องกันแบบใช้แล้วทิ้ง ทำมาจากวัสดุที่หาง่ายแต่มีความทนทานพอสมควร ใช้ลวดลายอักขระในการสร้างวงเวทป้องกันและใช้เวทมนต์ของผู้สร้างใส่เข้าไปเป็แหล่งพลังงาน
เครื่องป้องกันแบบนี้ส่วนใหญ่จะมีพลังป้องกันสูงสุดที่ไม่มากนัก เพราะวัตถุดิบที่ใช้สร้างมีคุณภาพที่ต่ำ และก็ไม่สามารถเติมพลังเวทเข้าไปเสริมได้ ยกตัวอย่างเช่นเกราะหนังที่ฉันทำขึ้น มันก็มีพลังป้องกันสูงสุดในหนึ่งครั้งพอ ๆ กับการโดนโจมตีจากเซบัปตัวเต็มวัย และมันมีพลังพอที่จะป้องกันได้ประมาณห้าครั้ง”
“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าเรายืนชนกับมันได้ตั้งห้าครั้งเลยเหรอ?” บันถามอย่างตื่นเต้น
“มันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ สมมุติว่าเกราะชิ้นนี้มีค่าพลังเวทสำรองหนึ่งร้อยหน่วยและพลังป้องกันสูงสุดต่อครั้งเท่ากับสิบหน่วย หมายความว่าในหนึ่งครั้ง เกราะชิ้นนี้จะป้องกันพลังโจมตีได้สิบหน่วยเป็จำนวนสิบครั้ง แต่ถ้าพลังโจมตีที่ได้รับดันเป็สิบห้าหน่วย เกราะก็จะลดพลังโจมตีให้สิบหน่วย ส่วนห้าหน่วยที่เหลือร่างกายนายก็รับไปเต็ม ๆ แบบนี้สิบครั้ง
แต่ถ้าพลังโจมตีที่ได้รับมีค่าห้าหน่วย เ้าเกราะนี้ก็จะยังทำงานเพื่อป้องกันการโจมตีระดับสิบหน่วยเหมือนเดิม เพราะฉันใช้วงจรเวทเพื่อสร้างเวทป้องกันขึ้นมา เพราะฉะนั้นไม่ว่ายังไง ทุก ๆ ครั้งที่มันทำงานมันก็จะใช้พลังงานเท่าเดิม นี่ก็เป็อีกข้อเสียนึงของเครื่องป้องกันระดับต่ำเท่าที่ฉันรู้ล่ะนะ”
“อ่อ แบบนี้นี่เอง อย่างนั้นถ้าเราอยากจะยืดอายุการใช้งานของมัน เราก็ควรจะพยายามโดนโจมตีให้น้อยที่สุดสินะ” แอลเอ่ยขึ้นมาเป็เชิงเข้าใจ
“ถูกต้องแล้วแอล ถึงจะมีเกราะนี่ช่วยดูดซับพลังโจมตี แต่ทางที่ดี พวกนายอย่าพึ่งมันให้มากนักจะดีกว่า เพราะถ้าพลังเวทสำรองหมดลงไปแล้ว มันก็จะกลายเป็เสื้อหนังเห่ย ๆ ไปในทันที”
“ฉันอ่านเจอมาว่าสำหรับนักเวทระดับสูงหรือจอมเวท จะสามารถวิเคราะห์การโจมตีที่จะได้รับได้แม่นยำ ทำให้สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้ความสามารถของเครื่องป้องกันหรือจะหลบหลีกการโจมตีได้นะ เพราะงั้นเวลาที่พวกนายพัฒนาฝีมือสูงขึ้นไป ก็อย่าลืมที่จะฝึกสังเกตและวิเคราะห์การโจมตีของฝั่งตรงข้ามให้ดี ๆ ด้วยล่ะ” โนบลินกล่าวเตือนเพื่อนอีกครั้ง
เด็ก ๆ ต่างพยักหน้าเป็เชิงเข้าใจ ยกเว้นแค่พอลที่ยังไม่ละสายตาหยาดเยิ้มออกจากชุดเกราะนั้นเลยสักครั้ง
‘สงสัยต้องสร้างเกราะของพอลสำรองไว้อีกอันแล้วแฮะ ดูท่าเ้าหมอนี่คงใส่ไปลุยดะแหง ๆ เฮ้อ...’ แค่คิดโนบลินก็ปวดหัวกับเ้าเพื่อนขาลุยคนนี้จริง ๆ
“อ้อทุกคน ฉันคิดว่าวันพรุ่งนี้เราน่าจะอยู่ล่าเซบัปเป็วันสุดท้าย แล้ววันมะรืนเราก็จะกลับบ้านกันเพราะนี่เราก็ออกมาเกือบสัปดาห์แล้ว คุณลอเลนซ์คงเป็ห่วงแย่ เพราะอย่างนั้นฉันเลยจะขอให้พวกนายช่วยล่าเซบัปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก่อนที่จะกลับกัน”
โนบลินบอกแผนที่คิดเอาไว้กับเพื่อน ๆ ก่อนที่จะหยิบเอาหลอดแก้วที่บรรจุของเหลวสีแดงเข้มเอาไว้ด้านในออกมาสี่หลอด
“นี่คือยาน้ำฟื้นพลังที่สร้างมาจากเื เนื้อและกระดูกของเซบัปที่พวกนายล่ามาได้ก่อนหน้านี้ มันมีสรรพคุณที่ดีในการช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อจากการเหนื่อยล้า พวกนายน่าจะดื่มมันซะก่อนที่จะออกไปล่าอีกครั้ง เพื่อให้ร่างกายของพวกนายได้ฟื้นฟูเต็มที่ดีกว่านะ”
“ว้าว นี่นายสร้างยาวิเศษขึ้นมาอีกแล้วเหรอโนบลิน นายนี่เจ๋งสุด ๆ ไปเลยแฮะ”
พอลเอ่ยชมเพื่อนอย่างประจบก่อนที่จะหยิบเอาหลอดแก้วที่ใส่ยาน้ำนั้นขึ้นไปกระดกอย่างรวดเร็วจนหมดหลอด
“อ่าห์...” พอลส่งเสียงออกมาอย่างพอใจหลังจากที่ได้ดื่มยาเข้าไปแล้ว
“ฉันรู้สึกสุดยอดอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยแฮะ ไม่เคยที่จะรู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งมากขนาดนี้มาก่อนเลย แบบนี้ให้ลุยสิบวันติดก็ยังไหว”
เด็ก ๆ คนอื่นหลังจากได้กินยาน้ำเข้าไป ก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกันกับพอลเลยไม่มีใครสักคนพูดขัดคอในความเวอร์ของเขา
เด็ก ๆ ออกล่าอีกครั้งแต่คราวนี้ทุกคนอยู่ในสถานะที่ร่างกายแข็งแรงเต็มเปี่ยม บวกกับเกราะหนังที่ช่วยดูดซับพลังโจมตีได้ ทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นและการล่าก็เป็ไปอย่างดุเดือดกว่าทีเคย
หลังจากสองวันสุดทายของการล่า กระเป๋ามิติของแต่ละคนแทบจะไม่เหลือที่ว่างให้ยัดอะไรลงไปได้อีก เพราะชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเซบัป ทั้งหนัง เนื้อ เื กระดูกและเขี้ยวนั้นได้ถูกชำแหละและใส่เข้าไปในกระเป๋ามิติจนเต็มไปหมด
นอกจากนั้นยังมีสมุนไพรคุณภาพดีและวัตถุดิบในการสร้างที่โนบลินและเพื่อน ๆ หาพบระหว่างการล่าอีกจำนวนหนึ่ง ถือได้ว่าการออกล่าในครั้งนี้นั้นประสบความสำเร็จและได้ผลกำไรอย่างามไม่เสียทีที่ออกมาตั้งนาน
“เอาล่ะทุกคน ฉันคิดว่าได้เวลาที่เราจะกลับกันแล้วล่ะ”
หลังจากเหน็ดเหนื่อยกันมาหลายวัน เด็ก ๆ ก็พากันเดินทางกลับไปที่บ้านด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความสุข เพราะจำนวนเซบัปที่ล่าได้นั้นมากมายจนพวกเขาคิดไม่ถึงว่าจะมากได้ขนาดนี้ เมื่อความเหนื่อยล้าร่างกายนั้นถูกขจัดไปด้วยฤทธิ์ของยาน้ำฟื้นฟู ทำให้ใบหน้าของแต่ละคนนั้นระบายไปด้วยรอบยิ้มร่าเริงกันถ้วนหน้า
“ฟู่ว..กลับมาถึงบ้านซะที รอบนี้หายไปนานเหมือนกันนะเนี่ย”
หลังจากการเดินทางที่ค่อนข้างยาวนาน เรซก็พ่นลมหายใจออกจากปากอย่างโล่งใจ เมื่อมองเห็นตัวบ้านของบ้านเด็กกำพร้าปรากฏขึ้นตรงหน้า
“นั่นนะสินะ ถึงเนื้อเซบัปจะอร่อยแต่ก็ยังคิดถึงรสชาติอาหารของคุนลอเลนซ์กับเพื่อน ๆ ในบ้านเด็กกำพร้าอยู่ดี” พอลพูดพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปาก
“อย่างนั้นวันนี้เรากลับเข้าไปพักกันก่อนแล้วกัน แล้วก็พวกนายอย่าลืมเื่การฝึกล่ะถึงตอนนี้จะพัฒนามาถึง่ปลายของระดับต้นแล้ว แต่การพัฒนาขั้นมันง่ายกว่าการทะลวงระดับหลายเท่า เพราะฉะนั้นกว่าที่นักเวทระดับต้นขั้นที่เก้าจะเลื่อนขั้นไปเป็นักเวทระดับกลางมันไม่ใช่เื่ง่าย ๆ เลย” โนบลินเอ่ยเตือนเพื่อน ๆ ก่อนที่จะเข้าบ้านเพื่อพักผ่อน
เช้าวันรุ่งขึ้น..มีคนจากสถานบันปรุงยานำเงินส่วนแบ่งที่ได้จากสูตรยาของโนบลินมาให้ หลังจากที่แบ่งส่วนหนึ่งให้กับบ้านเด็กกำพร้าแล้วเขายังเหลือส่วนแบ่งอีกประมาณหนึ่งพันเหรียญทอง
“จะว่าเยอะก็เยอะอยู่หรอก แต่ว่าแค่นี้คงยังไม่พอสินะ” โนบลินนั่งบ่นพึมพำอยู่คนเดียวเบา ๆ
“ถ้าอย่างนั้นคงต้องหารายได้เสริมกันแล้วล่ะ”
โนบลินนำเอาวัตถุดิบต่าง ๆ ที่เพื่อน ๆ ล่ามาได้รวมกับที่เขาค้นหาได้ในป่ามารวมกันและเริ่มวางแผนการเปลี่ยนวัตถุดิบต่าง ๆ เหล่านี้ให้กลายเป็ทุน