บทที่ 9 น้ำใจมิได้รับการตอบแทน
น่าเสียดาย ท่านผู้เฒ่าไท่จะเชื่อได้อย่างไรกัน!
เห็นกล้องยาสูบกำลังจะฟาดลงมา ไท่จี้เย่ก็ะโขึ้นแล้ววิ่งหนี
ไท่หย่งลู่กับไท่หย่งเยว่เพิ่งจะได้ฟังเื่สนุกอยู่ในห้องฝั่งตะวันออก รู้สึกว่ายังไม่สะใจ ก็เลยอุ้มน้องสาวออกมาพอดี ขวางทางอาสามไว้
ไท่จี้เย่รีบลูบจุกผมเล็ก ๆ บนหัวของจูจูเบา ๆ "จูจู รออาสามกลับมาแล้วจะเอาของอร่อย ๆ มาให้อีกนะ!"
พูดจบ เขาก็วิ่งออกจากประตูบ้านไปแล้ว
ท่านผู้เฒ่าไท่โกรธจนกระทืบเท้า!
เก้าจากสิบครั้งที่เล่นการพนันคือแพ้!
เขาเป็ห่วงลูกชายมาตลอด กลัวว่าเขาจะออกไปเที่ยวเตร่แล้วติดนิสัยไม่ดี และตอนนี้ฝันร้ายกลายเป็จริงแล้ว!
ไท่ซานเย่และคนอื่น ๆ ไม่สะดวกที่จะจากไปทันที จึงดึงตัวเขาไว้เพื่อพยายามพูดให้เหตุผล
"น้องหก อย่าโกรธเลย! จี้เย่เป็คนมีไหวพริบ เขาไม่มีทางทำผิดร้ายแรงหรอก"
"ใช่ ๆ ท่านอาหก จื้เย่มีความสามารถ อาจจะแค่อยากสร้างมิตรภาพกับเพื่อนบางคนเท่านั้น การไปรวมกลุ่มสนุกที่โรงพนันคงไม่ทำให้เสียเงินมากนักหรอก!"
"ใช่แล้ว ท่านอาหก ต่อให้เขาอยากเสียเงิน ที่บ้านก็ไม่มีเงินให้เสียอยู่แล้ว!"
ต้องยอมรับว่าประโยคสุดท้ายนี้แทงใจดำแต่ก็ได้ผลจริง ๆ
ท่านผู้เฒ่าไท่จำใจสงบลงได้ แต่ก็ยังโกรธจนต้องดื่มน้ำหลายอึก
ไท่จี้จู่และไท่จี้จงผู้เป็พี่ชาย ทั้งเป็ห่วงน้องชายและกลัวว่าบิดาจะโกรธมากเกินไป ตกอยู่ตรงกลางจนลำบากใจไม่รู้จะทำอย่างไรดี
หยางลี่ฮวาจึงรีบกลับไปที่ห้องเพื่อหยิบถุงผ้าเก่า กำลังจะเดินออกไปข้างนอก จูจูไม่รู้ว่าแม่จะไปไหน จึงใช้มือเล็ก ๆ อวบอ้วนดึงเสื้อนวมของมารดาไว้
หยางลี่ฮวาด้วยความเร่งรีบจึงได้แต่อุ้มลูกสาวเข้าสู่อ้อมอก ห่อนางด้วยเสื้อนวมแล้วเดินออกจากประตู
ลมหนาวพัดมาทันใดราวกับใบมีด ทำให้แม่ลูกทั้งสองต่างหดคอลงด้วยความหนาว แต่หยางลี่ฮวาก็ไม่หยุดเดิน เร่งฝีเท้าออกจากหมู่บ้านไป
ไท่จี้เย่กำลังเดินอย่างยากลำบาก เท้าหนึ่งลึกเท้าหนึ่งตื้น ตัวสั่นเพราะความหนาว
เขาตบปากตัวเองอย่างแรง ทำไมถึงได้พูดพล่อย ๆ ออกไปแบบนั้น ทำให้บิดาโกรธ มิเช่นนั้นอยู่บ้านกินข้าว นอนสักคืน พรุ่งนี้ค่อยกลับเข้าเมืองจะดีแค่ไหน
เพื่อนที่เคยให้พักอาศัยในเมืองวันนี้ไม่อยู่บ้าน เขาจะไปนอนที่ไหนดีล่ะ...
ขณะที่กำลังกังวลอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีคนะโเรียกจากด้านหลัง
เขาหันกลับมามองและหยุดเท้า แล้วร้องด้วยความดีใจว่า "พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านพ่อให้ข้ากลับไปหรือ"
หยางลี่ฮวาถอนหายใจ พูดอย่างจนปัญญาว่า "ท่านพ่อโกรธอยู่ จะให้เ้ากลับไปได้ยังไงล่ะ!"
ไท่จี้เย่ผิดหวัง อธิบายเสียงเบาว่า "พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าไม่ได้เล่นการพนันจริง ๆ ! แค่... แค่ไปร่วมสนุกเท่านั้น”
"ตอนที่คนอื่นไปเข้าห้องน้ำหรือดื่มชาพักผ่อน ข้าจะช่วยจับไพ่สองสามใบ ถ้าชนะ พวกเขาก็จะให้เงินเล็กน้อยกับข้า…”
"พี่ช่วยกลับไปพูดกับท่านพ่อให้หน่อยได้ไหม อย่าให้ท่านโกรธจนเสียสุขภาพ"
หยางลี่ฮวาพยักหน้า ไม่ปฏิเสธ
ตอนที่นางเข้ามาในบ้านตระกูลไท่ น้องชายสามีคนนี้อายุยังน้อย ในนามเป็น้องชาย แต่จริง ๆ แล้วส่วนใหญ่นางดูแลเขาเหมือนเป็ลูกมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าน้องชายสามีจะทำอะไรหุนหันพลันแล่นไปบ้าง แต่ก็มีจิตใจไม่เลว และยังคอยปกป้องครอบครัวอย่างสุดใจด้วย
"ได้ ไม่ต้องห่วง ข้าจะกลับไปเกลี้ยกล่อมท่านพ่อเอง ที่จริงท่านพ่อก็รู้ว่าเ้าไม่กล้าเล่นการพนัน แต่ที่ขู่เ้าไปก็เพราะกลัวว่าต่อไปเ้าจะก่อเื่ใหญ่เข้า"
หยางลี่ฮวายัดถุงเงินใส่มือน้องชายสามี พร้อมกำชับว่า "ในนี้มีเงินอยู่หลายสิบอีแปะ เ้าเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ข้างนอกไม่ได้สบายนัก ถ้านึกอยากกลับบ้านก็กลับมา ที่บ้านยังมีข้าวให้กินเสมอ"
ไทจื้เย่ห่อตัวจับกระเป๋าเงินไว้ด้วยสัญชาตญาณ รู้สึกคันจมูกเล็กน้อย
เงินไม่กี่สิบอีแปะไม่ได้มากนัก แต่ไม่รู้ว่าพี่สะใภ้ต้องเก็บสะสมมานานแค่ไหน...
จูจูมองด้วยความสงสัยขณะที่แม่กับอาพูดคุยกัน บางทีอาจเพราะโผล่หน้าออกมานานเกินไป นางหนาวจนจามออกมาเสียงดัง
"ฮัดชิ่ว!"
นางอดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปในเสื้อกั๊กนวมมารดาอีกครั้ง
ฮือ ๆ หนาวจัง!
ทำไมท้องน้อย ๆ ถึงได้ร้องจ๊อก ๆ ขึ้นมาล่ะ?
นางอยากให้ท่านแม่รีบกลับบ้าน แต่กลับพบว่าท่านแม่ปลดเสื้อกั๊กนวมเพื่อปกป้องนางจนคอเขียวช้ำด้วยความหนาว ร่างกายยังสั่นเล็กน้อยอีกด้วย
จูจูรู้สึกสงสารมารดามาก มือน้อย ๆ พยายามกอดอีกฝ่ายให้แน่นขึ้นเพื่อช่วยบังลมให้
ถ้าเย็บเสื้อนวมที่ทั้งหนาและอบอุ่นให้ท่านแม่ได้ก็คงจะดีนะ!
หยางลี่ฮวาเห็นลูกสาวกอดตนแน่น คิดว่าลูกสาวคงหนาวแย่แล้ว จึงรู้สึกเสียใจมากที่อุ้มนางออกมา
นางรีบกำชับน้องชายสามีอีกสองสามประโยคก็จะกลับบ้านแล้ว แต่ทว่ากลับมีรถม้าสองคันวิ่งมาแต่ไกล
แต่เดิมทีถนนตรงปากทางเข้าหมู่บ้านเป็เพียงถนนดินเล็ก ๆ ในฤดูร้อนยังพอไหว แต่ในฤดูหนาวที่ปกคลุมด้วยหิมะหนา การเดินทางต้องระมัดระวังเป็พิเศษ
แต่รถม้าคันแรกดูเหมือนใจนวิ่งไม่หยุด รถม้าคันที่สองไล่ตามมาด้านหลัง
ไท่จี้เย่มองด้วยความใ ดึงพี่สะใภ้และหลานสาวหลบไปด้านข้าง
รถม้าคันแรกพุ่งผ่านข้างตัวพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว แล้วพลิกคว่ำลงในร่องหิมะเสียงดังสนั่น หิมะที่กระเด็นจากตัวรถปกคลุมทั้งศีรษะและใบหน้าของไท่จี้เย่ ทำให้เขาโกรธจนะโตัวลอย
"ไม่ดูเลยว่านี่มันถนนแบบไหน ทำไมถึงวิ่งเร็วขนาดนี้!"
หยางลี่ฮวาได้ยินเสียงผู้หญิงกับเด็กในรถม้าก็รีบเรียกไท่จี้เย่ "น้องสาม เร็วเข้า ช่วยคนก่อน"
พอดีกับที่ในตอนนี้รถม้าคันที่สองก็มาถึงและหยุดลง บนรถม้านอกจากคนบังคับรถแล้วมีเพียงแม่เฒ่าคนหนึ่งและสาวใช้สองคนลงมา
สาวใช้และแม่เฒ่าเห็นรถม้าพลิกคว่ำ ทำได้เพียงกังวลใจแต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไรดี
สุดท้ายก็ยังเป็ไท่จี้เย่ที่ช่วยคนในรถม้าทั้งหมด ยกตัวรถขึ้นและช่วยหญิงสาวที่สวมชุดหรูหราและคลุมขนสุนัขจิ้งจอกคนหนึ่ง เด็กชายอายุสามสี่ขวบคนหนึ่ง และแม่นมที่คอยรับใช้อีกคนออกมาจากรถ
ทุกคนยังคงใไม่หาย แต่คงเพราะมีเื่เร่งด่วน หญิงคนนั้นถึงกับไม่มีเวลาแม้แต่จะกลัว อุ้มลูกขึ้นรถม้าคันที่สองทันที
นางสั่งสาวใช้และแม่นมว่า "เอาของที่ข้าใช้ประจำมาให้หมด ส่วนที่เหลือไม่ต้องสนใจ ปลดอานม้าออกด้วย พวกเราจะเดินทางต่อ"
สาวใช้รับคำสั่ง รีบวุ่นวายทำงานทันที
ไท่จี้เย่ที่ช่วยคนขับรถยกตัวรถจนหน้าแดงคอบวม หยางลี่ฮวาได้แต่พยายามห่มเสื้อนวมให้แน่น พลางปกป้องลูกสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
จูจูไม่ค่อยได้พบเจอคนแปลกหน้า จึงพยายามดิ้นออกจากอ้อมกอดของมารดาเพื่ออยากจะดูความครึกครื้น หยางลี่ฮวาทั้งโมโหทั้งขำ อยากจะดุสักหน่อยแต่ก็ไม่กล้า
จูจูพยายามหยัดตัวขึ้นบนไหล่ของท่านแม่ ดวงตากลมโตสีดำสนิทของนางกะพริบปริบ ๆ มองสำรวจหญิงคนนั้น แล้วยิ้มจนตาโค้งเป็รูปจันทร์เสี้ยว
ความกระวนกระวายในใจของหญิงผู้นั้น ไม่รู้ว่าทำไม จู่ ๆ ก็รู้สึกจางหายไปมาก
นางมองไท่จี้เย่ที่ช่วยเหลืออีกครั้ง เดาว่าพวกเขาคือชาวบ้านแถวนี้จึงพูดกับหยางลี่ฮวาว่า "ขอบคุณพวกท่านที่ช่วยเหลือ ตอนนี้ข้ารีบมาก ไม่มีของกำนัลอะไรจะให้"
"ถ้าไม่รังเกียจ รถม้าและของเล็ก ๆ น้อย ๆ ในรถก็ขอมอบให้พวกท่านแล้วกัน"
หยางลี่ฮวางุนงงไปชั่วขณะ กำลังจะปฏิเสธ แต่สาวใช้และแม่นมได้จัดเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วและทยอยขึ้นรถ ขวางทางหญิงคนนั้นและเด็กไว้
คนบังคับรถก็เทียมม้าเสร็จ แล้วรีบขับออกไปทันที
หยางลี่ฮวาที่อุ้มจูจูไว้กับไท่จี้เย่ยืนอยู่ตรงนั้น มองดูรถที่จมอยู่ในร่องหิมะด้วยความงุนงง
ส่วนจูจู เมื่อรออยู่ครู่หนึ่งแล้วไม่เห็นท่านแม่และอาสามพูดอะไร ก็ชี้ไปที่กล่องที่พลิกคว่ำอยู่ข้างรถม้า
"กิน กิน!"
หยางลี่ฮวาและไท่จี้เย่กลับมามีสติ ทั้งคู่มองไปตามเสียง จึงพบว่ามันเป็กล่องขนมที่เต็มไปด้วยของกิน ตกคว่ำครึ่งหนึ่งอยู่บนพื้นหิมะ
ไท่จี้เย่ดีใจ วิ่งไปสองสามก้าว ก้มลงมองผ่านหน้าต่างรถ อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ