ในยามเช้าตรู่อันหนาวเหน็บที่อุทยานแห่งชาติแม่เมย
ยามเช้าที่หนาวถึงขั้นที่เราสามารถเห็นไออุ่นออกปากทุกครั้งที่หายใจภูมิที่ปกติจะตื่นก่อนใครลุกขึ้นและออกมาจากเต็นท์ เขาชงกาแฟร้อน ๆกินหนึ่งแก้วเพื่อที่จะสามารถแก้หนาวได้บ้าง เขามองไปรอบ ๆพื้นที่ที่ปกคลุมไปด้วยหมอกบาง ๆ และเหลือบตาไปมองที่เต็นท์ของเฟิร์นและของเจมส์เขาคิดกับตัวเองว่าเขาควรที่จะปล่อยให้ทั้งสองนอนต่อเพราะตอนนี้พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นด้วยซ้ำเขาจึงเติมกาแฟใส่กระติกน้ำของเขาและเดินออกไปเพื่อดูบรรยากาศรอบ ๆเขาล้างหน้าแปรงฟันและออกมาจากห้องน้ำทันใดนั้นเองก็เห็นเฟิร์นเดินตรงมาที่ห้องน้ำ
“ตื่นเช้าจัง”เขาทักทายน้ำเสียงดูแปลกใจที่เธอนั้นก็ตื่นเช้าขนาดนี้เช่นกัน
“หนูว่าหนูนอนในรถเยอะไปเลยตื่นแบบไม่ต้องมีอะไรมาปลุกเลย” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่งัวเงียใด ๆ
“เดี๋ยวพี่จะไปเดินเล่นหน่อยสนใจไปด้วยกันมั้ย?” ภูมิถาม
“ได้เลยค่ะเดี๋ยวรอหนูสักครู่นะ” เฟิร์นวิ่งเข้าไปห้องน้ำอย่างรวดเร็ว
เฟิร์นเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยใบหน้าที่สดใสเธอเดินกลับไปหาพี่ภูมิที่รอเธออยู่ที่บริเวณเต็นท์ของพวกเขา
“ดื่มนี่หน่อยร่างกายจะได้อุ่น ๆ” พี่ภูมิยื่นแก้วโกโก้ที่เขาชงเตรียมไว้ให้เฟิร์น
“ขอบคุณค่ะ”เธอรับไว้ด้วยสองมือเหมือนกับพยายามโอบกอดไออุ่นจากแก้ว
“มีมาชเมลโล่อยู่ในนี้ด้วย”เฟิร์นเห็นมาชเมลโล่ที่พี่ภูมิใส่ลงไปในโกโก้
“อ่าว ไม่ชอบเหรอ? โทษที เมื่อก่อนพี่ใส่ทุกครั้งจนเป็นิสัย” ภูมิพูด
“เปล่า ๆปกติหนูไม่เคยใส่ลงไปแบบนี้เฉย ๆ อร่อยดีค่ะ” เฟิร์นยิ้ม
หมอกที่ยังคงหนาและอากาศที่ดูไม่มีท่าทีจะอุ่นขึ้นบ้างเลยทั้งสองเดินเล่นกันรอบ ๆ บริเวณนั้นรอเวลาพระอาทิตย์ขึ้น
“ถามอะไรอย่างสิ”จู่ ๆ พี่ภูมิก็ถามขึ้น
“ว่ามาเลยค่ะ”เธอตอบพร้อมกับจิบโกโก้ในมือ
“ไม่กลัวเหรอที่ขึ้นรถมากับผู้ชายแปลกหน้าสองคน”เขาถามด้วยความสงสัย
เฟิร์นยิ้มบาง ๆพลางยักไหล่ “เฟิร์นดูคนเก่งนะ พี่กับเจมส์ดูไว้ใจได้ อย่างน้อย...ก็ยังไม่ฆ่าเฟิร์นทิ้งข้างทาง”
“ไว้ใจคนง่ายเหมือนกันนะ”พี่ภูมิยิ้ม
“นั่นแหละหนูว่านั่นคือข้อเสียใหญ่ของหนูเลย” เฟิร์นพูดด้วยสีหน้าที่เหมือนมีอะไรอยู่ในใจ
“การไว้ใจคนอื่นมันก็ดีอยู่หรอกแต่เราก็ต้องระวังตัวไว้ด้วยนะ” ภูมิพูดด้วยน้ำเสียงดูเป็ห่วง
“หนีอะไรมารึเปล่าเนี่ย?” พี่ภูมิถามเหมือนรู้อะไรบางอย่าง
“หลายอย่างแหละ”เฟิร์นยิ้มขม ๆ “อยากหนีไปให้ไกลเลยด้วยซ้ำ”
“แต่บางอย่างเราก็หนีไม่พ้นหรอกนะไม่ว่าเราจะหนีไปไกลแค่ไหนก็ตาม เราก็หนีสิ่งที่อยู่ในใจของเราไม่พ้นอยู่ดี”สายตาและน้ำเสียงของภูมิดูเหมือนว่าสิ่งที่พูดออกมานั้นมาจากประสบการณ์ของตัวเองทั้งหมด
เฟิร์นไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่เธอเข้าใจคำพูดของพี่ภูมิดีทั้งสองเดินเล่นด้วยกันในความเงียบท่ามกลางอากาศที่เย็น
แสงอาทิตย์ที่เริ่มทะลุหมอกส่องแสงลงมาทั้งสองจึงเดินกลับไปที่บริเวณเต็นท์เพื่อที่จะไปปลุกเจมส์และเก็บของเดินทางกันต่อ
“ไปไหนกันมาพี่ไม่เห็นชวน” เจมส์โวยวายออกมาจากห้องน้ำ
“ชวนเหรอ? มึงยังกรนเสียงออกมานอกเต็นท์อยู่เลย” พี่ภูมิสวนกลับ
“ไปเก็บของได้แล้วเราจะได้ไปกันต่อ” พี่ภูมิเดินกลับไปที่เต็นท์และเริ่มเก็บเต็นท์ของเขา
“พี่ภูมิผมเอาเต็นท์สีน้ำเงินไปตากแดดอีกนิดนะ กลิ่นมันยังออกไม่หมดเลย”เจมส์เอาเต็นท์ของเขาไปพาดไว้ที่ม้านั่งใกล้ ๆ
ทั้งสามเก็บของขึ้นรถและออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป
เสียงลมพัดลอดช่องหน้าต่างรถตู้ดังแ่เบาแสงแดดยามสายกรองผ่านม่านหมอกสีเงินคล้ายภาพวาดน้ำหมึกเจมส์นอนเหยียดยาวอยู่เบาะหลัง มือข้างหนึ่งยังคงกอดหมอนอย่างแแ่ส่วนเฟิร์นนั่งพิงกระจก เธอจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ที่เพิ่งสั่นเตือนอีกครั้ง
[สายที่ไม่ได้รับ: 7]
เธอถอนหายใจเบือนหน้าหนีจากหน้าจอราวกับไม่อยากจดจำตัวเลขที่คุ้นตานั้นอีกต่อไป ก่อนจะกดปุ่ม“ปิดเครื่อง” แล้ววางมันลงบนกระเป๋าผ้าเล็กข้างตัวมือเธอเอื้อมไปเปิดกระจกเพื่อรับลมเย็นที่พัดผ่านเข้ามา
“เลิกตื๊อสักที...”เธอบ่นกับตัวเองแ่เบา เหมือนอยากให้ลมพัดพาความทรงจำเ่าั้ออกไปด้วย
พี่ภูมิเหลือบตามองเธอจากกระจกหลังราวกับสังเกตได้ว่าอะไรบางอย่างในท่าทางของเฟิร์นเริ่มเปลี่ยนไปสีหน้าของเขาเรียบเฉยเหมือนเคยแต่ลึกลงไปในดวงตานั้นมีประกายของความเข้าใจแบบที่ไม่ต้องเอ่ยคำใด
“แวะเติมน้ำมันกันก่อนนะอีกพักใหญ่เลยกว่าจะถึงแม่ฮ่องสอน” เขาเอ่ยขึ้นเสียงนุ่มอบอุ่นที่ปลุกเจมส์ให้ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย
“ผมกำลังฝันเลยว่าผมกำลังกินหมูกระทะอยู่กับเฟิร์น…”เจมส์งึมงำก่อนจะหันไปมองเฟิร์นที่หัวเราะในลำคอ
“แล้วกูอยู่ไหนในฝันล่ะ?” ภูมิถามด้วยรอยยิ้ม
“อยู่ตรงเตาถ่านพี่คอยพลิกหมูให้ ไม่ได้กินอะไรเลย…” เจมส์หัวเราะ
“กูว่าละความรักของมึงที่มีให้พี่ช่างน่านับถือยิ่งนักน้องชาย”ภูมิเริ่มหัวเราะขึ้นเช่นกัน
เสียงหัวเราะในรถเริ่มดังขึ้นเริ่มปัดกวาดความความเงียบในรถออกไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อรถแวะจอดที่ปั๊มน้ำมันกลางหุบเขาอันเงียบสงบทั้งสามคนก็ลงมายืดเส้นยืดสาย เฟิร์นเดินไปเข้าห้องน้ำส่วนเจมส์เดินเตร็ดเตร่รอบร้านสะดวกซื้อเพื่อหาขนมพี่ภูมิเลือกจอดรถไว้ในมุมที่เห็นวิวทิวเขาแล้วหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเงาเมฆที่ทอดตัวบนยอดไม้
ครู่หนึ่ง เฟิร์นเดินกลับมาที่รถ สีหน้าของเธอผ่อนคลายลงกว่าเมื่อครู่ราวกับน้ำเย็นที่ล้างหน้าล้างตาได้ล้างเอาความอึดอัดในใจเธอบางส่วนออกไปแล้ว
“พี่ภูมิ” เธอเอ่ยปากถาม“แล้วพี่ไม่กลัวเหรอ ที่รับผู้หญิงแปลกหน้าไปเที่ยวด้วยกันแบบนี้”
“เอาจริง ๆ นะก็ไม่เชิงว่ากลัวหรอก แค่แรก ๆ ก็รู้สึกแปลก ๆ เฉย ๆ” พี่ภูมิตอบ“แต่พอเริ่มรู้จักก็เหมือนว่าเข้ากันได้โอเคอยู่ ก็เลยไม่ได้อะไร”
“หนูเป็คนนิสัยดีไง”เฟิร์นยิ้ม
“เปล่า เป็คนแปลกๆ เลยเข้ากับพี่กับไอ้เจมส์ได้” พี่ภูมิตอบด้วยหน้าที่นิ่ง
เจมส์ที่เพิ่งเดินถือถุงขนมกลับมาได้ยินพอดีจึงร้องขึ้นทันที “อะไรพี่ ผมไม่ได้เป็คนแปลกนะ ผมออกจะน่ารัก รักสันติมีวินัย ไร้พิษภัย รักไมตรี”
เสียงหัวเราะยังคงดังตามหลังทั้งสามคนขึ้นรถและออกเดินทางต่อไปตามเส้นทางที่ทอดยาวเลาะโค้งเขา
ขณะที่เสียงเพลงจากวิทยุยังคงกรุ่นเบาๆ บรรยากาศในรถเริ่มกลับมาเป็ธรรมชาติอีกครั้ง เฟิร์นมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นทิวสนเรียงตัวตามไหล่เขาอย่างสง่างาม สีเขียวของใบไม้ตัดกับท้องฟ้าหม่นในฤดูฝนคล้ายกับว่าูเากำลังปลอบประโลมบางอย่างในใจของเธอ
่บ่ายแก่ ๆ ทั้งสามแวะที่ร้านอาหารข้างทาง เป็เพิงเล็ก ๆที่มีกระต๊อบไม้ไผ่และโต๊ะเก่า ๆ ไม่กี่ชุด
ทั้งสามกลับขึ้นรถอีกครั้ง คราวนี้เฟิร์นนั่งข้างคนขับส่วนเจมส์กลับไปนั่งเบาะหลัง มือหนึ่งถือถุงขนม อีกมือกดเปิดเพลงจากโทรศัพท์ของเขาเสียงเพลงเบา ๆ ลอยคลอไปกับเสียงล้อรถบดถนนที่เปียกชื้น
“พี่ภูมิ”เฟิร์นเรียกเขาเบา ๆ ขณะรถเลี้ยวเข้าเส้นทางระหว่างเขา
“หืม?” เขาทำหน้าสงสัย
“ขอบคุณนะคะ...ที่ไม่ถามอะไร”เธอพูดออกมาเบา ๆ
“บางอย่างถ้าเราอยากเล่า เราจะเล่าเอง” พี่ภูมิตอบเสียงเรียบแต่ในดวงตาเขานั้นคล้ายมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่าคำพูดใด ๆ
เฟิร์นพยักหน้าช้า ๆ เธอคิดในใจว่าตอนแรกที่ตัดสินใจขึ้นรถมากับทั้งสองคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนอาจจะเป็การตัดสินใจที่แย่และใช้อารมย์มากจนเกินไปแต่มันก็อาจจะเป็การตัดสินใจที่ดีที่สุดที่เธอเคยทำมาก็เป็ได้