เพื่อนรักสองเกลอ

    ตอนที่ 29 ช่วยเหลือ

            ด้วยความที่ปั้นหยารู้แล้วว่าเธอเข้าใจสามีผิดไป ดังนั้นเธอเลยรีบโทรศัพท์หาสามีทันที

            “ทรรศกร ปั้นหยาเองนะคะ ฉันขอโทษจริงๆ ค่ะ” ปั้นหยากล่าวอย่างรู้สึกผิด

            “เอ่อ ผมธนพัฒน์ครับ พอดีว่าทรรศกรออกไปตามหาคุณอยู่ แต่ลืมนำมือถือไปด้วย” ธนพัฒน์กล่าว

            ปั้นหยาเลยเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ธนพัฒน์ฟังและบอกให้เขารีบตามไปช่วยหมอพัศน์ทันที

            หลังจากธนพัฒน์วางสายไป เขาเป็นห่วงหมอพัศน์มาก เพราะเธอเสี่ยงอันตรายเกินไป เลยรีบจะไปช่วยเธอ แต่ว่าสาวใช้มาดักหน้าเขาไว้

            “แย่แล้วค่ะ คุณธนพัฒน์” สาวใช้กล่าวอย่างตื่นตระหนกและพูดอีกว่า “นายหัวมีเรื่องต่อยตีกับผู้ชายคนนึงค่ะ คุณรีบไปห้ามเร็วเข้า”

            “ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนหรอครับ” ธนพัฒน์ถาม

            “อยู่ที่โรงเก็บสินค้าค่ะ” สาวใช้รายงาน

            ธนพัฒน์จึงรีบขับรถไปที่นั่นทันที เขาวิ่งไปถึงโรงเก็บสินค้า เห็นคนงานมุงดูทรรศกรกับผู้ชายคนหนึ่งต่อยตีกัน

            “หยุดเดี๋ยวนี้นะครับ ผมบอกให้หยุด” ธนพัฒน์รีบเข้าไปห้าม

            ธนพัฒน์เลยจับผู้ชายคนนั้นทุ่มไปกองกับพื้นทันที และกล่าวว่า “คุณเป็นใคร ทำไมถึงมาหาเรื่องนายหัว”

            “ก็นายหัวเป็นชู้กับเมียผม เห็นชาวบ้านบอกว่าเขาพาเมียผมไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล” ชายคนนั้นพูดอย่างเอาเรื่อง

            “นายหัวแค่พาเธอไปโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ไม่ใช่พ่อของเด็กเสียหน่อย เด็กคนนั้นก็เป็นลูกคุณ แทนที่คุณจะขอบคุณนายหัว คุณดันเนรคุณต่อยเขาซะตาเขียวปั๊ดแบบนี้” ธนพัฒน์กล่าว

            “เป็นความจริงหรอครับ ที่เด็กเป็นลูกผม แล้วทำไมนายหัวต้องพาเธอไปฝากครรภ์ด้วย” ชายคนนั้นสงสัย

            “ชาวบ้านแถวนั้นสงสารเมียคุณ เลยมาไหว้วานผมให้ช่วยพาเธอไปฝากครรภ์ครับ” ทรรศกรกล่าวพร้อมกับเอามือปิดตาข้างที่ถูกต่อย

            “อย่างนี้นี่เอง ผมขอโทษครับที่ใจร้อนไปหน่อย” ชายคนนั้นกล่าว

            “ไม่หน่อยแล้วครับ คุณเล่นซะผมเป็นหมีแพนด้าเลยนะครับ” ทรรศกรกล่าว

            “เอาล่ะ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ปั้นหยาติดต่อมาแล้ว เธอฝากขอโทษนายที่เข้าใจนายผิด แต่เธอได้บอกให้พวกเรารีบไปช่วยหมอพัศน์กับเมียชายคนนี้ด้วย” ธนพัฒน์กล่าว

            “เมียผมเป็นอะไรหรอครับ” ชายคนนั้นถาม

            “เมียคุณน้อยใจคุณที่ไม่กลับมาหาเธอเสียที เลยตัดสินใจจะทำแท้ง แต่ทว่าเปลี่ยนใจไม่ทำ พวกคลินิกทำแท้งดันไม่ยอมปล่อยเธอ ยังดึงดันจะฆ่าเด็ก หมอพัศน์เลยไปช่วย ปะ เห็นปั้นหยาบอกว่าพวกมันมีเยอะมาก ผู้หญิงอาจเป็นอันตรายได้” ธนพัฒน์เล่า

            ******************************************************

            แต่โชคชะตาก็ไม่เข้าข้างผู้หญิงทั้งสองเอาเสียเลย พวกมันดันเจอตัวเสียได้

            “เฮ้ย จับตัวพวกมันเร็วเข้า” คนร้ายกล่าว

            “ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย” หมอพัศน์ตะโกนขอความช่วยเหลือ

            พวกมันเลยพาตัวหญิงตั้งครรภ์และหมอพัศน์กลับไปที่คลินิก หญิงตั้งครรภ์พยายามดิ้นจนหลุด แล้วพยายามวิ่งหนี พวกมันโกรธมาก เลยรีบวิ่งไปจับกุมตัว และกำลังจะตบหน้าหญิงสาวฐานพยศ

            “หยุดนะ อย่าทำอะไรเมียฉัน” ชายคนนั้นกล่าวด้วยอารมณ์โกรธ

            ชายคนนั้นวิ่งเข้ามาทำร้ายคนร้ายที่จะตบเมียเขาทันที

            ธนพัฒน์กับทรรศกรกำลังจะเข้าไปช่วย แต่ทว่าชายคนนั้นต่อสู้จนคนร้ายทั้งยี่สิบคนถูกต่อยจนสลบเป็นทิวแถว ชายทั้งคู่อึ้ง เลยรีบเดินไปหาหมอพัศน์กับหญิงตั้งครรภ์ทันที

            “เอ่อ สามีคุณทำไมเก่งจังเลยครับ เขาคนเดียวก็ทำให้คนร้ายสลบเหมือดแบบนี้” ธนพัฒน์สงสัย

            “เอ่อ คือว่า” หญิงสาวยังไม่ทันพูด อยู่ดีๆ คนร้ายคนหนึ่งก็พูดแทรกขึ้นมา

            “ลูกพี่ครับ ผมจำได้แล้วเขาเป็นนักมวยชิงแชมป์โลกด้วยลูกพี่” คนร้ายคนหนึ่งกล่าว

            “เฮ้ย งั้นพวกเรารีบหนีกันก่อนเร็วเข้า พวกเราสู้มันไม่ได้หรอก” ลูกพี่สั่งลูกน้องทันที

            สักพักตำรวจก็วิ่งตามมาจับตัวคนร้ายทัน ตำรวจสามารถรวบรวมเจ้าหน้าที่และคนร้ายที่คุมคลินิกทำแท้งเถื่อน เพราะนอกจากจะก่อตั้งคลินิกผิดกฎหมายแล้ว เขายังบังคับให้หญิงสาวที่ไม่เต็มใจไปทำแท้งอีก

            หญิงคนนั้นรีบไปกอดสามีที่เป็นนักมวยทันที

            “ผมขอโทษครับจันทร์ ผมอยู่มาเลเซีย แต่เครื่องบินเกิด delay ทำให้ผมไม่ได้กลับไทยตามเวลา ผมไม่ได้จะทิ้งคุณนะครับ และที่นั่นไม่มีสัญญาณ ผมเลยติดต่อคุณไม่ได้” นักมวยกล่าว

            “ฉันก็ขอโทษค่ะ ที่ใจร้อนด่วนตัดสินใจทำเรื่องที่ไม่น่าสมควรเป็นแม่คน” หญิงสาวพูดอย่างรู้สึกผิด

            “ยังดีที่คุณนึกสงสารลูกค่ะ คุณเลยเปลี่ยนใจ” หมอพัศน์กล่าว

            “แต่ฉันไม่นึกเลยว่า พวกมันจะบังคับฉันทำแท้งด้วยค่ะ” หญิงสาวกล่าว

            “พวกมันถูกจับแล้วครับ ตำรวจคงเอาเรื่องพวกมันให้ถึงที่สุด” ธนพัฒน์กล่าว

            “งั้นพวกเรากลับไปที่บ้านกันก่อนนะครับ ผมจะรีบไปหาปั้นหยา เธอไปรอผมอยู่ที่บ้านแล้ว” ทรรศกรอยากพบปั้นหยา

            บุคคลทั้งห้าคนได้แก่ คู่รักนักมวย ทรรศกร ธนพัฒน์ และหมอพัศน์ รีบไปที่บ้านของทรรศกรทันที

            ปั้นหยาเดินออกมาต้อนรับบุคคลทั้งห้า พร้อมกับกล่าวว่า “เอ่อพวกเรารีบไปสถานที่แห่งหนึ่งกันเถอะค่ะ”

            “จะไปไหน และไปทำไมครับ” ทรรศกรสงสัย

            “พวกเราขึ้นไปบนรถก่อน แล้วฉันจะเล่าให้ฟังค่ะ” ปั้นหยาพูดอย่างกลัวๆ

            ทรรศกรเห็นว่าพวกเขามีกัน 6 คน เลยเอารถตู้ออกไป แล้วไปที่สถานที่ที่ภรรยาบอก

            “คือว่า พี่ชายของเธอขอร้องให้พาเขาไปที่ป่าแห่งหนึ่งซึ่งมีพระธุดงค์ไปปักกลดอยู่ที่นั่น” ปั้นหยาบอกหญิงคนนั้น

            “ฝากขอบคุณพี่ชายฉันด้วยนะคะ ที่ช่วยชีวิตฉันและลูกเอาไว้” หญิงคนนั้นซึ้งใจ

            “เขาบอกว่า เพราะเขาไม่ได้เกิดมาบนโลก เขาก็เลยไม่อยากให้หลานของเขาเป็นเหมือนเขาค่ะ” ปั้นหยาบอก

            “ฉันขอโทษค่ะ ฉันผิดไปแล้ว ต่อไปฉันจะคิดให้ดีกว่านี้ ไม่ทำอะไรด้วยอารมณ์ชั่ววูบอีก” หญิงคนนั้นกล่าว

            “ฉันขอแวะร้านสะดวกซื้อสักครู่นะคะ จะซื้อน้ำไปทำบุญ เพราะนี่ก็เย็นมากแล้ว คงถวายได้แค่น้ำค่ะ” ปั้นหยากล่าว

            “เดี๋ยวผมจอดรถให้ครับ” ทรรศกร คนขับรถกล่าว

            หมอพัศน์เลยอาสาลงไปซื้อน้ำให้ โดยมีธนพัฒน์ไปช่วยยก แต่ทั้งคู่ยังไม่มีโอกาสได้คุยกันดีๆ

            พอทั้งหกคนไปถึงที่ป่าที่พระธุดงค์ปักกลด ทั้งหมดก็พากันไปทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับเด็กชายผู้นั้น

            “เอาล่ะโยม อาตมาจะสวดส่งวิญญาณให้เด็กคนนั้นให้ก็แล้วกัน” พระธุดงค์กล่าว

            เมื่อพิธีจบ พระรูปนั้นก็เทศนาธรรมให้กับบุคคลทั้งหกคนทันที

            “โดยปกติแล้ว เด็กที่ถูกทำแท้งจะมีจิตอาฆาตและคอยอิจฉาพี่น้องที่มีโอกาสได้เกิดมาบนโลก แต่เด็กคนนี้มีจิตที่ปล่อยวางและคอยคุ้มครองโยมมาโดยตลอด นับว่าเขาเป็นคนมีคุณธรรมมากเลยทีเดียว อาตมาได้สวดส่งวิญญาณเขาให้ไปสู่สุคติแล้ว และได้บอกให้เขาไม่ต้องห่วงคนบนโลกใบนี้อีก เพราะทุกคนมีกรรมเป็นของตน ไม่มีใครฝืนชะตากรรมหรือหนีพ้นกฎแห่งกรรมไปได้” พระธุดงค์กล่าว

            “ต่อไปฉันจะไม่ตัดสินใจหุนหันพลันแล่นอีกแล้ว และสัญญาว่าจะคลอดเด็กคนนี้และดูแลเขาให้ดีค่ะ” หญิงสาวให้คำมั่น

            “ดีแล้วล่ะโยม” พระธุดงค์กล่าว

            “งั้นพวกเราขอลานะคะ” ปั้นหยากล่าวลา

            ทั้งหกคนกราบพระแล้วเดินทางกลับไปที่บ้านของทรรศกร โดยทรรศกรได้แวะส่งคู่รักนักมวยที่บ้านของเขาก่อน

            พอมาถึงบ้าน ปั้นหยาแปลกใจจึงรีบถามสามีทันที

            “ทำไมคุณต้องสวมแว่นตาดำตลอดเวลาด้วยคะ” ปั้นหยาแปลกใจ

            ทรรศกรเลยถอดแว่นโชว์ภรรยาจนเห็นรอยฟกช้ำที่ตาซ้าย

            “อุ้ย เจ็บมั้ยคะ ไปโดนอะไรมา” ปั้นหยากล่าว

            “สามีหญิงคนนั้นต่อยผมครับ ผมเจ็บมากเลย” ทรรศกรเลยรีบอ้อนภรรยาทันที

            ธนพัฒน์ตั้งใจว่าจะคุยกับหมอพัศน์ให้เข้าใจ แต่ทว่าเขาเดินหาตัวเธอไม่เจอเลย เขาเลยรีบถามปั้นหยาที่กำลังประคบตาให้สามีอยู่

            “หมอพัศน์ล่ะครับ เธอไปไหนแล้ว” ธนพัฒน์ตกใจที่ไม่เห็นหมอพัศน์

            “เธอไปแล้วค่ะ เธอเพิ่งนั่งรถแท็กซี่จากไปเมื่อสักครู่นี้เอง” ปั้นหยากล่าว

            “เธอบอกมั้ยครับว่าไปไหน ผมโทรไปก็โทรไม่ติดเลย” ธนพัฒน์กล่าว

            “หมอพัศน์เปลี่ยนเบอร์แล้วค่ะ ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ และอีกอย่างหมอพัศน์ไม่ยอมบอกว่าเธอไปไหน คุณลองสอบถามลลิวรรณดีมั้ยคะ” ปั้นหยาแนะนำ และเธอก็ไม่รู้จริงๆ เนื่องจากหมอพัศน์ให้เธอ check out ออกจากโรงแรมแล้วนำกระเป๋าเดินทางของหมอพัศน์มาไว้ที่บ้านทรรศกรเพื่อเตรียมเดินทางต่อไป

            “ผมลองสอบถามวรรณแล้วครับ แต่พัศน์บอกเธอว่าพงศธรเป็นคนเจ้าเล่ห์และสามารถอ่านความคิดวรรณออก ดังนั้นพัศน์จึงกลัวว่าวรรณจะหลุดปากบอกสามีจนผมล่วงรู้ความลับครับ” ธนพัฒน์กล่าวเสียงเศร้า

            “งั้นฉันเสียใจด้วยนะคะ ที่ช่วยคุณไม่ได้” ปั้นหยาจนปัญญาช่วย

            “ไม่เป็นไรครับ” ธนพัฒน์กล่าว

            “ผมว่ายังไงคุณจะต้องรู้เบาะแสของหมอพัฒน์ได้แน่ครับ” ทรรศกรให้กำลังใจ

            “อย่าปลอบผมเลยครับ งั้นผมขอตัวกลับก่อนก็แล้วกัน” ธนพัฒน์รู้สึกหมดกำลังใจ

            ธนพัฒน์เดินคอตกเพื่อไปสนามบินและกลับกรุงเทพฯ สองสามีภรรยาทำได้แต่สงสารและเห็นใจท่านประธานเท่านั้น