ธัญญ่าเองเป็คนที่มีไหวพริบที่ดีคนหนึ่ง เธอจับได้ถึงสีหน้าที่ผิดปกติของอาจารย์ของเธอ
เธอจึงถามออกมาพร้อมหรี่ตาจ้องอาจารย์ดาริน “อาจารย์มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
ตอนนี้ดารินได้รู้ตัวแล้วว่าเธอได้ทำพลาดครั้งใหญ่ เธอพยายามปรับสีหน้าให้เป็ปกติโดยเร็ว เธอพยายามตอบด้วยเสียงสงบ แต่ไม่ทันที่เสียงของเธอจะออกมาจากลำคอ หยดน้ำที่ลอยอยู่เหนือหัวของเทพไท จากที่ปกติเป็สีฟ้าโปร่งใส ตอนนี้ภายในของมันเป็สีแดงกระพริบคล้ายสัญญาณเตือนไซเรน
ปึง!
เสียงประตูกระแทก แต่ตัวประตูไม่ได้ถูกเปิดออกอย่างสมบูรณ์ มันติดสายโซ่ตะขอเกี่ยวประตู แต่มันก็มีช่องว่างมากพอที่จะใครสักคนมองเข้ามาเห็นข้างไหน
หลังบานประตูที่แง้มออกมามีชายผมสีน้ำเงินอยู่ข้างหลังประตู เขาเอ่ยเสียงค่อนข้างดัง “อ่าว มีคนอยู่งั้นเหรอ? ขอโทษที”
“แกมันไอ้พวกทีมสาม ออกไป! ห้องนี้ไม่ว่างแล้ว” ปกรณ์ตวาดกลับไป
“แหม ก้าวร้าวเสียจริง ฉันไปก็ได้ไอ้พวกหัวหน้าไม่สั่งสอน” ชายที่อยู่หลังประตูกระแทกประตูปิดตามหลังไป
“หน็อย ไอ้เวรตุลา ใครกันแน่ที่หัวหน้าไม่สั่งสอน” ปกรณ์อารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมาเมื่อได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูด แล้วเขาก็หันกลับมาพูดกับพรรคพวกของเขา “เ้าหมอนั่นต้องตั้งใจทำเป็ไม่รู้ว่าพวกเราอยู่ข้างในเพื่อมาสอดแนมพวกเราแน่ ๆ”
“ของมันแน่อยู่แล้ว ไอ้พวกทีมสามมันจ้องหาโอกาสขึ้นเป็ทีมสองแทนพวกเรามาตลอด” เทพไทเห็นด้วยกับความคิดของเพื่อนเขา
ธัญญ่าหัวหน้าทีมสองของพวกเขาไม่พูดอะไรออกมา แต่เธอรีบหันไปทางอาจารย์ดาริน เธอ้าดูว่าซองจดหมายสีดำยังอยู่หรือเปล่า เธอถอนใจออกมาอย่างโล่งอกทันทีที่ไม่เห็นมันอยู่แล้ว
ดารินเข้าใจถึงสิ่งที่ธัญญ่าคิดทันที เธอพูด “ไม่ต้องห่วงฉันรีบเก็บั้แ่เห็นหยดน้ำส่งสัญญาณเตือนแล้ว เขาไม่น่าจะทันเห็นว่าพวกเรามีซองจดหมายนั่น” เธอเว้นวรรคก่อนจะพูดต่อ “แต่ต่อให้เห็น พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว พวกเขาไม่มีทางได้รู้ถึงสิ่งที่อยู่ภายในจดหมาย และถ้าพวกเขากล้าพอที่จะขโมยไป พวกเราก็มีสิทธิ์ที่จะฆ่าพวกเขาได้ทันที”
“แต่ก็จะเป็การดีกว่าที่จะไม่ให้พวกเขารู้ว่าเรากำลังทำภารกิจลับนี้อยู่” ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับอาจารย์ดารินของพวกเขา ยกเว้นอานนท์เพียงคนเดียวที่ยังคงไร้การตอบสนองใด ๆ
ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครสนใจกับท่าทีที่เฉยเมยของเขามากนัก เพราะไม่มีใครในทีมหวังพึ่งเขาอยู่แล้ว เว้นแต่ดารินเท่านั้นที่ตอนนี้เธอที่แอบไม่พอใจกับท่าทางที่ไม่สนใจของเขา หากไม่มีคำสั่งพิเศษเฉพาะเธอที่ได้รับ เธอก็คงไม่สนใจในท่าทีของอานนท์เหมือนคนอื่นในทีมเช่นกัน ถ้าเป็ไปได้เธออยากจะเรียกเขาไปคุยเป็การส่วนตัวเสียเดี๋ยวนี้ แต่มันจะเป็การผิดสังเกตมากเกินไป เธอจึงพับความคิดนี้ไปก่อน
“แล้วเราจะทำยังไงต่อกับภารกิจลับ หัวหน้า?” ปกรณ์หันไปถามธัญญ่า ธัญญ่าทำหน้าดุใส่ปกรณ์ทันที ในขณะเดียวเพื่อนของเขารีบเอาศอกกระทุ้งร่างอันใหญ่โตของปกรณ์พร้อมกระซิบบอกว่าหัวหน้าของภารกิจลับสุดยอดคืออาจารย์ดารินต่างหากไม่ใช่ธัญญ่าหัวหน้าทีมสองที่พวกเขาคุ้นชิน
“ไม่เป็ไร ฉันเข้าใจ” ดารินพูดด้วยน้ำเสียงสงบ
“ให้ผมใช้เวทมนตร์ติดตามเขาดีไหมครับ?” เทพไทเสนอ
“ฉันคิดว่าไม่น่าจะทำได้” ดารินตอบกลับอย่างทันที “ผู้กองเกรียงเดชก็เป็สายตรวจจับเหมือนกับเธอ แถมน่าจะเก่งกว่าเธอด้วยมากด้วย เป็ไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่รู้ตัวว่าโดนเวทมนตร์สะกดรอยตาม”
เทพไทคอตกเล็กน้อยที่ได้ยินเช่นนั้น แต่มันก็เป็ความจริง เขายอมรับว่าผู้กองเกรียงเดชนั้นเก่งกาจกว่าเขาในเวทมนตร์สายตรวจจับ
“แล้วพวกเราจะติดตามเขายังไงดีครับ? ถ้าเขาจะเก่งแบบนั้น” ปกรณ์ขมวดคิ้วขณะถามอาจารย์ของเขา
ดารินใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปทางอานนท์ ก่อนจะพูด “บางทีอาจจะต้องใช้เขา”
ทุกคนต่างหันมองอานนท์เป็ตาเดียวกันก่อนจะหันกลับมามองดารินพร้อมมีเครื่องหมายคำถามอยู่เต็มสีหน้าของพวกเขา
“ในกลุ่มของพวกเรา อานนท์น่าจะเป็คนที่มีพลังเวทต่ำมากพอที่จะหลบการตรวจจับของผู้กองเกรียงไกรหากเขาทิ้ง่ห่างมากพอ” ดารินอธิบาย
เทพไทในฐานะหน่วยตรวจจับประจำกลุ่มเห็นด้วยกับดารินทันที ส่วนเ้าตัวผู้ที่ทุกคนกำลังฝากความหวังด้วยกลับดูไม่ทุกข์ร้อนใด ๆ ทั้งสิ้น อานนท์ยังคงดูเหม่อลอยไม่สนใจหันซ้ายทีหันขวาทีราวกับคนกำลังชมนกชมไม้ทั้ง ๆ ที่ภายในห้องมีเพียงผนังกำแพงรอบทั้งสี่ด้าน
คราวนี้เหมือนธัญญ่าจะเหลืออดแล้วจริง ๆ เธอกระชากคอเสื้อของอานนท์แล้วตวาดออกมา “นี่นาย ได้ยินที่อาจารย์ดารินพูดหรือเปล่า?”
อานนท์ยกมือข้างซ้ายขึ้นแล้วแคะเข้าไปในรูหูก่อนจะตอบ “อยู่กันแค่นี้ไม่ต้องะโก็ได้ หูฉันไม่ได้หนวกสักหน่อย”
“ได้ยินแล้วทำไมไม่ตอบรับคำสั่งของอาจารย์” ธัญญ่ากัดฟันพูดด้วยความเดือดดาลต่อ
“ก็ลองโดนชมว่าอ่อนแอที่สุดดูบ้างสิ เป็เธอจะชอบใจแล้วตอบด้วยใบหน้าที่รื่นเริงงั้นเหรอ?” อานนท์เถียงกลับขณะเดียวกันก็พยายามแกะมือของธัญญ่าออกจากคอเสื้อของเขา เขาพูดด้วยเสียงเ็า “ปล่อยได้แล้ว”
“นายก็ยอมรับคำสั่งและสัญญาว่าจะทำให้สำเร็จมาก่อน ฉันถึงจะปล่อย” ธัญญ่ายังคงอารมณ์ขุ่นเคืองอยู่ เธอเห็นอานนท์ยังคงพยายามดิ้นและแกะนิ้วของเธอออกจากคอเสื้อของเขา เธอมองเขาด้วยสายตาดูถูกก่อนจะพูด “ถ้าแค่นี้นายยังหลุดออกไปไม่ได้ มันก็สมแล้วที่จะถูกเรียกว่าคนอ่อนแอที่สุด”
“ข้าบอกให้ปล่อย” สิ้นเสียงของอานนท์ จู่ ๆ ทั้งห้องเหมือนตกอยู่ในแรงกดดันสูงอย่างฉับพลัน
ปัง ปัง ปัง!
ทันใดนั้นมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ไอ้พวกทีมสามเวร มีอะไรอีก ไปให้พ้น!” ปกรณ์ตวาด
แต่แทนที่คนที่เคาะประตูจะจากไป เขากลับผลักประตูเข้ามาจนติดตะขอเกี่ยวประตูอีกครั้ง
“ขอโทษครับ เกิดเหตุฉุกเฉิน ตอนนี้ข้าศึกเข้ามาประชิดแล้ว” เสียงดังมาจากหลังประตูที่เปิดออกมา
“ว่าไงนะ?” ปกรณ์และเทพไทอุทานออกมาพร้อมกัน
“กองทัพของนภาและศิขากำลังบุกโจมตีป้อมของพวกเราครับ ช่วยออกมาช่วยกันด้วยครับ” คำรายงานสถานการณ์อย่างร้อนรนมาจากหลังประตู มีเสียงการะเิบางอย่างดังแทรกเข้ามาด้วย
“ได้ พวกเราจะรีบออกไป” ธัญญ่ารีบปล่อยอานนท์แล้วหันไปออกคำสั่งลูกน้องหลักของเธอ “พวกนายสองคนออกไปช่วยพวกเขาก่อนเลย”
“รับทราบ” ลูกน้องหลักทั้งสองคนของเธอทำความเคารพรับคำสั่งเธอแล้วก็รีบออกจากห้องไป
“ส่วนนายอย่าปล่อยให้เป้าหมายคลาดสายตา ถ้านายทำไม่ได้ นายได้ตายด้วยน้ำมือของฉันก่อนจะตายด้วยศัตรูอย่างแน่นอน” ธัญญ่าขบฟันพูดกับอานนท์โดยพยายามทำเสียงให้เบาที่สุดแต่ก็เน้นทุกคำที่พูดออกมา ส่วนอาจารย์ดาริน ธัญญ่าไม่กล้าออกคำสั่งใดกับเธอ แต่เธอก็รู้ว่าอาจารย์ของเธอต้องมีแผนและทำตัวมีประโยชน์ต่อทีมมากกว่าอานนท์อย่างแน่นอน
ขณะที่ธัญญ่าออกจากห้องไปเพื่อไปช่วยป้องกันข้าศึก เธอคิด ‘คงบังเอิญพอดี แรงกดดันเมื่อตะกี้คงมาจากพวกข้าศึกมากกว่า เป็ไปไม่ได้หรอกที่จะมาจากหมอนั่น’
แต่ความคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับดาริน เพราะเธอมีประสาทััด้านเวทมนตร์ดีกว่าทุกคนในห้องนี้ เธอมั่นใจอย่างยิ่งว่าแรงกดดันเมื่อสักครู่ไม่ได้มาจากข้าศึกหรือคนอื่นที่อยู่ภายนอกห้องในระยะใกล้แต่อย่างใด แต่มันมาจากอานนท์อย่างแน่นอน