***เ้าหนุ่มนอยด์โลก [โฮป]
ผมเข้ามาเรียนที่โรงเรียนบุกเบิกนี่ได้หนึ่งเดือนแล้ว
ทั้งที่เข้ามาเรียนด้วยความฝันและความหวังเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากความยากจน
แต่ไม่รู้ทำไม ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่อาจทำเช่นนั้นได้
รู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ค่าและต่ำต้อย
ยิ่งเรียนก็ยิ่งได้รับรู้
ว่าตัวเองอยู่ส่วนล่างสุดของสังคมเพียงใด...
ณ. หุบเขาขนาดใหญ่ซึ่งเป็ส่วนหนึ่งของส่วนป่าในโรงเรียน
ทิวทัศน์ของหุบเขาทรงแหลมสูงชะลูดประดุจเป็ลำต้นไม้ั์อันสูงชันกว่าห้าสิบเมตรได้แผ่กระออกจนทั่วทุกพื้นที่ตรงหน้า
ราวกับว่าตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าทางเข้าของป่าูเาเช่นนั้น
ม่านหมอกสีขาวได้ลงแผ่ปกคลุมที่ระดับสามสิบเมตรจนมิอาจแหงนมองเห็นยอดของูเาได้
เสียงน้ำตกที่ดังแว่วมาแต่ไกลกำลังไหลลงมาสู่เบื้องล่าง
น้ำตกใสสะอาดจากขุนเขาแต่ละลูกได้ไหลรวมกันจนเป็ลำธารกว้างใหญ่
ลำธารนั้นไหลผ่านคดเคี้ยวไปตามหุบเขาประดุจมีมหาอสรพิษสีฟ้าที่เลื้อยผ่านทาง
เสียงนกร้องขับขานได้ดังสะท้อนกังวาลเป็เสียงเพลงบรรเลงออร์เคสตราจากธรรมชาติที่ไพเราะ
ัป่าทั้งสามสายพันธุ์ต่างใช้ชีวิตอย่างสุขสันต์อยู่ตามสภาพแวดล้อมตรงหน้านี้
[สายพันธุ์ที่ราบ] ัที่มีความสูงเฉลี่ยห้าเมตร มีเกล็ดสีเขียว มีแขนขาและปีกที่กว้างใหญ่ ภายในช่องปากจะมีต่อมแก๊สสะสมที่เอาไว้สำหรับพ่นไฟได้ และยังมีรูปร่างขาที่เหมาะกับการถีบสปริงออกตัวเหมือนเสือชีต้า เลยทำให้พวกมันวิ่งได้เร็วที่สุดจากสายพันธุ์ัทั้งหมดที่มี
พวกนี้จะชอบอาศัยอยู่ตามป่าของเนินเขา
[สายพันธุ์ูเา] พวกมันมีความสูงเฉลี่ยที่ห้าเมตรเช่นกัน มีเกล็ดสีน้ำตาล มีแขนขาและปีกกว้างใหญ่ มีต่อมแก๊สสะสมที่เอาไว้สำหรับพ่นไฟเหมือนกับสายพันธุ์ที่ราบ
โครงสร้างปีกของสายพันธุ์นี้จะแข็งแรงมาก เลยทำให้พวกมันสามารถบินไต่ระดับได้สูง และบินได้รวดเร็วที่สุดจากสายพันธุ์ัทั้งหมดที่มี
เ้าพวกนี้จะชอบอาศัยอยู่ตามหุบเขาสูงหรือไม่ก็ตามโพรงของถ้ำ
[สายพันธุ์น้ำ] สายพันธุ์นี้จะไม่มีปีก ไม่มีแขนและขา บินบนฟ้าไม่ได้ แต่ได้ความสามารถในการว่ายน้ำและหายใจในน้ำมาแทน
พวกมันมีลำตัวที่ตัวยาวถึงสิบเมตรไปจนถึงหลายกิโลเมตร มีเกล็ดสีฟ้า และมีต่อมที่ใช้สำหรับพ่นไฟ
พวกมันเป็สายพันธุ์ที่ชอบอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำสะอาดเป็หลัก
ัทั้งสามสายพันธุ์ที่พวกเรารู้จักปรากฏอยู่ในทวีปนี้ ได้ถูกทางโรงเรียนจับมาเลี้ยงแบบระบบธรรมชาติอยู่ป่าด้านหลังของโรงเรียนแห่งนี้
พวกมันถูกฝึกให้ดุร้ายน้อยลงระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นจึงวางใจเื่ความปลอดภัยได้ระดับหนึ่ง
ถามว่าทำไมถึงต้องมีวิชาที่เกี่ยวกับการเลี้ยงมอนสเตอร์ด้วยนะหรือ?
การบุกเบิกในพื้นที่ป่าลึกนั้นอันตรายมาก และสัตว์มักมีความไวต่อสิ่งอันตรายที่ผิดแปลกธรรมชาติดีกว่าพวกเรา ดังนั้นการเลี้ยงสัตว์หรือมอนสเตอร์เอาไว้เป็คู่หูจึงขาดไม่ได้สำหรับการบุกเบิกที่พวกเรากำลังต้องไปเผชิญในอนาคตอีกปีสองปีข้างหน้า
นี่จึงเป็สาเหตุที่กลุ่มนักเรียนปีหนึ่งกว่าหนึ่งพันชีวิต ต้องมาเข้ารับการทดสอบภาคสนามหลังจากเรียนภาคทฤษฎีกันเสร็จแล้ว
"วันนี้ผู้อำนวยการบานาไม่อยู่ เพราะมีภารกิจต้องออกไปทำต่างแดนสักพักหนึ่งกับผู้อำนวยการคาร์เนต เพราะฉะนั้นฉันเลยรับหน้าที่มาสอนแทนชั่วคราว เรียกฉันว่าอาจารย์ [แครอท] พอ ฉันไม่ใช่ศาสตราจารย์อะไรแบบนั้นหรอกนะ”
สตรีเผ่าั์ที่มารับหน้าที่สอนแทนผู้อำนวยการบานาในคาบฝึกมอนสเตอร์ได้กล่าวเช่นนั้นอยู่บนลานสีขาวลอยฟ้า
แผ่นสีขาวที่กว้างถึงหกเมตรได้ถูกสร้างขึ้นแทรกลอยเข้าไปในป่าหุบเขา
มันถูกสร้างจากเส้นใยสังเคราะห์จากพืชธรรมชาติที่เหนี่ยวยิ่งกว่าโลหะ แถมยังมีน้ำหนักเบาจนสามารถใช้ต้นไม้บอลลูนแขวนพวกมันให้ลอยขึ้นมาอยู่ในอากาศได้ตามที่เห็นตรงหน้า
[ต้นบอลลูน] คือต้นไม้ประหลาดที่จะสะสมสารอาหารในรูปของก๊าซเบาอยู่ภายในโพรงไม้ทรงกลมซึ่งหุ้มด้วยใบไม้และดอกสีเขียว แล้วมีเถาวัลย์ห้องโยงลงมาในอากาศพร้อมกับรากของมัน
เป็พืชที่มีความสวยงามจนผู้คนนิยมนำมาปลูกตกแต่ง และยังมีประโยชน์ในแง่ของการก่อสร้าง รวมไปถึงเป็พืชเศรษฐกิจที่นำมาใช้เป็แหล่งพลังงานสะอาดชั้นยอดด้วย
ชื่อวิทยาศาสตร์ของมันคือ [โนลแล็ป] แต่ชื่อแบบนั้นไม่มีใครอยากจะไปจำมันหรอก
“อีกเื่ อาจารย์มีมีข่าวร้ายจะมาแจ้งเื่หนึ่งด้วย”
อาจารย์แครอทพูดถึงข่าวร้ายด้วยรอยยิ้มจนไม่อยากเชื่อว่ากำลังพูดถึงข่าวร้ายจริง
“สิทธิพิเศษในการไปลงสนามบุกเบิกจริงของตำแหน่งโควต้าพิเศษได้ถูกยกเลิกไปแล้ว"
“ไม่จริง! ”
“ทำไมกัน!? ”
“เงียบ! ”
อาจารย์แครอทตะเบ็งเสียงดังจนกลบเสียงของนักเรียนจนมิด
เธอแผ่ไอสังหารที่อันตรายออกมาจนทุกคนแทบจะกลั้นหายใจแล้วยืนตัวตรงแทบจะในทันที
น่ากลัวชิบ!
ไม่มีใครที่ไม่รู้จักสตรีเผ่าั์ผมสีม่วงคนนี้
สตรีผมสีม่วงยาวที่มัดเป็มวยผมเอาไว้ข้างหลังผู้นี้ คือขุนนางั์แครอท ภรรยาของผู้อำนวยการบานานั่นเอง
ว่ากันว่าความสามารถในการรบและบัญชาการของเธอไม่ได้ด้อยไปกว่าบานาเลย ดีไม่ดีอาจจะแกร่งกว่าด้วยซ้ำ เพราะไม่มีใครเคยเห็นผู้อำนวยการกล้าหือเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ดั่งคำพูดที่ว่า [เหนือยอดวีรบุรุษยังมีมนุษย์เมีย] เช่นนั้น
“ฟังให้จบก่อน ที่ยกเลิกสิทธิ์การลงสนามจริง เพราะว่าโรงเรียนสาขาในดินแดนบุกเบิกสร้างเสร็จแล้ว ดังนั้นนักเรียนทุกคนจึงมีสิทธิ์ไปลงสนามบุกเบิกจริงได้อย่างเท่าเทียมกัน และพวกเรามีกำหนดการจะย้ายนักเรียนกลุ่มแรกไปที่นั่นในเดือนหน้า ที่บานาไปต่างแดนก็เพื่อไปตรวจสอบความปลอดภัยนี่แหละ”
นักเรียนทุกคนต่างเริ่มส่งเสียงดีใจกันเสียงดังลั่น
แต่ผมไม่รู้สึกดีใจเลยสักนิด
เพราะผมยังไม่อยากไปเรียนในสถานที่เสี่ยงอันตรายในต่างดินแดนเช่นนั้น
“เงียบ! ตอนนี้ได้เวลาเริ่มคาบเรียนแล้วนะ! ถ้าจำไม่ผิดเคยแบ่งกลุ่มกันเอาไว้แล้วใช่ไหม? วันนี้พวกเ้าต้องแบ่งกลุ่มไปจับอสูรมาให้ได้อย่างน้อยกลุ่มละหนึ่งตัว ถ้าเป็ไปได้ก็จงสนิทกับพวกมันให้ได้ อสูรทุกตัวที่อยู่ในป่านี้ถือว่าเป็ของธรรมชาติ ถ้าคิดว่าเลี้ยงไหวก็สามารถนำกลับไปเลี้ยงที่บ้านได้เช่นกัน ฉันจะยืนอยู่ตรงนี้ ถ้าใครมีคำถามอะไรให้วิ่งมาถาม ถ้าเจออันตรายก็ได้ยิงพลุขอความช่วยเหลือทันที เอาละ เริ่มคาบเรียนได้! ”
และแล้วคาบเรียนการฝึกมอนสเตอร์ของพวกเราก็ได้เริ่มต้นขึ้นในลักษณะเช่นนี้
แต่ว่าต้องจับกลุ่มกับยัยลี่อีกแล้วหรือ?
ผมหันไปมองยัยลูกครึ่งภูติที่กำลังบินไปทักทายกับสตรีั์ผิวสีเขียวที่มีผมสีม่วงตัดสั้น
จะว่าไปยัยพรุนมีสีผมกับดวงตาเหมือนกับอาจารย์แครอทเลยแฮะ
“กลุ่ม [เอลบ] รวมตัวดอง! ”
ยัยลี่ะโชื่อกลุ่มออกมาด้วยรอยยิ้มอย่างไม่อายตัวเอง
นี่เธอรู้ความหมายจริง ๆ ของชื่อนั้นหรือเปล่า?
[กลุ่มเอลบ (A-) ] นั่นคือชื่อที่กลายมาเป็กลุ่มของเราอย่างเป็ทางการั้แ่เมื่อไหรไม่รู้
ทั้งหมดมันเป็ความผิดของนักเขียนข่าว [โยเยล] ที่โพสลงกระทู้ของโรงเรียนเมื่อวันก่อน
[ลิลลี่ออฟซิเดี้ยน] [พรุน] [โฮป] [เยลโล่ คาร์เนชั่น] [แฟต] และ [ไฮเจนซันไฟล์] พวกเราหกคนได้กลายเป็บุคคลมีชื่อเสียงของโรงเรียนในชั่วข้ามคืนเพราะเหตุการขับไล่ปีศาจลึกลับที่เกิดขึ้นเมื่ออาทิตย์ก่อน
แถมเป็เพราะภาพคลิปที่ [ลิลลี่ออฟซิเดี้ยน] ใช้ทักษะเวทมนตร์รักษาาแถึงชีวิตของดิวซ์มันตราตรึงประทับใจผู้คนมาก เลยทำให้ทุกคนยกให้เธอเป็หัวหน้ากลุ่มของพวกเราไปซะอย่างงั้น
แถมดูเหมือนเ้าตัวจะชื่นชอบการเป็จุดสนใจจนยอมรับชื่อกลุ่ม [เอลบ (A-) ] ไปเสียดื้อ ๆ
นี่ไม่รู้หรือไงว่าไอชื่อนี้มันตั้งตามขนาดหน้าอกของเธอนะ?
“โฮป มาทางนี้เร็ว! ถ้าชักช้าเดียวได้พลาดจับัดี ๆ ไปหรอกดอง! ”
“...ทำไมต้องเป็ั? ”
“เพราะว่ามันเท่ยังไงละดอง! ”
“แค่จะเลียนแบบตามผู้อำนวยการบานามากกว่าละมั้ง? ”
ยัยลี่ถึงกับเบือนสายตาหลบหน้าผมในทันที
พูดจี้ใจดำสินะ?
พูดตามตรงคือผมเกลียดั เพราะพวกมันกินจุ แถมคิดว่าต้องมีบ้านหลังใหญ่กับเงินอีกกี่สิบล้านยูนิต ถึงจะสามารถเลี้ยงพวกมันได้กันละ
ต่อให้รวมค่าขนมทั้งหมดของพวกเราหกคน จะพอมีเลี้ยงัสักตัวครบสามมื้อหรือเปล่าก็ยังไม่รู้
“ถ้าอยากจับั แนะนำว่าให้หาตัวขนาดสักหนึ่งถึงสองเมตรที่ยังเป็ัวัยรุ่นอยู่จะดีกว่าไปจับพวกโตเต็มวัยแล้วมาฝึกค่ะ”
อย่าไปพูดสนับสนุนสิฟะยัยแฟต...
“แล้วเื่อาหารละ? พวกเราไม่มีเงินมากพอจะเลี้ยงไหวหรอกนะแฟต”
“ไม่จำเป็ค่ะ จริงอยู่ว่าการให้อาหารจนติดแล้วเกิดเป็สถานะเ้านายที่ขาดไม่ได้นั้นสามารถทำได้ แต่กับัที่เป็สัตว์ฉลาดแล้ว การผูกััในฐานะสหายที่เท่าเทียมกันจะดีกว่าค่ะ แล้วถ้าทำแบบนั้นได้ มันจะใช้ชีวิตตามทางของมันเอง รวมไปถึงการหาอาหารเอง เราไม่จำเป็ต้องเตรียมที่อยู่หรือเสียเงินแม้แต่แดงเดียวเพื่อเลี้ยงดูพวกมันเลยค่ะ"
มะ---ไม่เคยคิดว่าจะมีวิธีนี้อยู่ด้วย…
"ดีละ งั้นไปจับัวัยรุ่นกันดอง! "
ด้วยเหตุนี้กลุ่มของเราจึงตั้งเป้าไปที่การจับัเป็หลักแทนซะอย่างงั้น
หลังจากนั้นประมาณสิบนาที
ณ ที่ริมแม่น้ำอันใสสะอาด
"มันไปทางนั้นแล้วพรุน! "
"รับทราบค่ะไฮเจน"
เ้าไฮเจนซันไฟล์กำลังบินไล่ตามหลังัวารีอยู่ตัวหนึ่ง
พวกเราให้เขาบินไปล่อพวกมันให้หลุดฝูงออกมาตัวหนึ่ง แล้วเริ่มจัดการไล่ล่าจนมาถึงจุดที่กลุ่มของพวกเรายืนดักรอเอาไว้
ัวารีตรงหน้ามีเกล็ดสีน้ำเงินสวยงามกลมกลืนไปกับผิวน้ำ และมีขนาดตัวยาวเพียงสองเมตร
มันไม่มีปีก แขน และขา เลยทำให้มองผิวเผินเหมือนอสรพิษที่ดุร้าย
สิ่งเดียวที่ทำให้มันต่างไปจากพวกสัตว์เลื้อยคลานที่น่าขยะแขยง คือการที่ัวารีมีหน้าตาดูเป็มิตรน่ารักมากกว่าถึงสิบเท่าตัว
ด้วยดวงตากลมโตสดใสดูไร้เดียงสาของมัน จึงทำให้มันเป็ัที่ผู้คนนิยมนำมาเลี้ยงดูเล่นกันพอสมควร
แต่ถ้ามันโตเต็มวัยเมื่อไหร มันจะมีเขี้ยวยาว แถมยังมีดวงตาที่ดุร้ายมากขึ้น และมีเกล็ดหนา จนทำให้ความน่ารักหายไปจนแทบหมดสิ้น
เ้าัวารีตัวน้อยพยายามว่ายหนีผู้ล่าสีขาวที่กำลังทอดเป็เงาลงมาจากบนท้องฟ้า
ไม่ว่าจะว่ายทวนน้ำ ว่ายไปตามกระแส ก็เป็ต้องถูกเงาอันน่ากลัวนั้นไล่ตาม
"ตรงนี้ปลอดภัยค่ะ"
ยัยเผ่าั์ที่ยืนดักรออยู่กลางแม่น้ำกำลังแสดงรอยยิ้มอ่อนโยนที่หาดูได้ยากออกมา
เธองอตัวโค้งต่ำสิบห้าองศา แล้วอ้าแขนสองข้างออกราวกับจะโอบอุ้มเพื่อปกป้องมัน
แหวนเวทมนตร์ที่นิ้วชี้ซ้ายได้เปล่งประกายแสง พร้อมกับสร้างรัศมีสีน้ำเงินขึ้นมารอบร่างกายของเธอ
ในสายตาของเ้าัน้อยได้เห็นเธอเป็พวกเดียวกับมันอันเนื่องจากแสงสีน้ำเงินนั้น
*กิ้ว! *
เ้าัวารีตัดสินใจดีดตัวขึ้นมาจากผิวน้ำสู่อ้อมกอดของสตรีเผ่าั์
การใช้เวทมนตร์เพื่อสร้างแสงรัศมีสีน้ำเงินเหมือนเกล็ดของมันเพื่อหลอกให้ัวารีสบายใจ มันเป็แผนการที่แฟตแนะนำขึ้นมาให้กับเธอ
"ไม่เป็ไรแล้วน้า~"
“กิ กิ้ว~”
พรุนใช้มือที่อ่อนนุ่มลูบหัวเ้าัน้อยอย่างเบามือ ประดุจประคับประคองทารกน้อยที่บอบบาง ก่อนจะหันมาชูสองนิ้วให้พวกเราว่า [จับได้ตัวหนึ่งแล้วค่ะ]
"เยี่ยมไปเลยพรุน! ดีละ งั้นต่อไปตาฉันนะดอง ฉันอยากได้ัสายพันธุ์ที่ราบ รีบย้ายที่ไปแถวตีนเขากันเถอะดอง! "
ยัยลี่พูดเช่นนั้นแล้วบินนำหายลับเข้าไปในป่าพร้อมกับทุกคนในทันที
หลังจากนั้นอีกสิบนาที
"จับได้แล้วดอง! "
"อุกิ๊ว~"
ยัยลี่กำลังอุ้มัน้อยตัวหนึ่งอยู่ในอ้อมแขนเล็ก ๆ ของเธอ
มันมีขนาดตัวเพียงหนึ่งเมตร และยังทีมีผิวสีเขียวอ่อนไร้เกล็ดแข็ง
เ้านี่ยังงทารกอยู่เลยไม่ใช่เรอะ?
"ไปขโมยลูกใครมา? "
"เปล่านะ! แค่เห็นมันกำลังจะถูกฝูงไฮยีน่าขย้ำอยู่ตรงนู้น เลยบุกเข้าไปช่วยมานะดอง~"
ลี่พูดเช่นนั้นแล้วแสดงพร้ายาวหนึ่งเมตรเปื้อนเืในมือขวาให้ผมดู
"นี่เธอมีแรงพอเหวี่ยงของพวกนี้ไหวแล้วเรอะ…"
"ใช่… ถึงสุดท้ายจะใช้เวทมนตร์ยิงลูกไฟขู่ไล่พวกมันแทนก็ตามเถอะนะดอง~"
เธอพูดด้วยสีหน้าชื่นบาน ก่อนจะกลับไปนวยัทารกต่อ
และหลังจากนั้นอีกสิบนาที
"ไฮเจน… นี่นายไปเอาพี่เบิ้มฝูงแบบนั้นมาจากไหน! "
"แค่กางปีกบินบนฟ้าจนได้รับการยอมรับ อสูรอินทรีย์แดงก็ยอมรับผมให้เป็จ่าฝูงแล้ว"
ข้างหลังของไฮเจนซันไฟล์มีนกอินทรีย์ขนสีแดงขนาดห้าเมตรยืนเรียงแถวกันอยู่สิบตัว
อสูรอินทรีย์แดงคือมอนสเตอร์ที่ร้ายกาจ มีปีกที่แข็งแกร่ง มีจะงอยปากคมกริบ และมีสายตาที่ยอดเยี่ยมมองได้กว้างไกล
มันคือจ้าวแห่งท้องฟ้าที่เป็รองจากัเลยทีเดียว
การจับมันมาขึ้นขี่คือความฝันของพวกฝึกมอนสเตอร์ เพราะว่าพวกมันมีนิสัยหยิ่งทะนงตัว และไม่ยอมก้มหัวให้ใครโดยง่าย
"ถึงขนาดทำให้ตัวแบบนี้ยอมรับได้…"
"มีอะไรหรือโฮป? "
"เปล่า ไม่มีอะไร… "
อีกห้านาทีต่อมา
"ติดกับแล้วค่ะ"
มีฝูงกระต่ายขนปุยสีขาวจำนวนมากกำลังติดอยู่ในหลุมลึกของแฟต
ดูเหมือนว่าเธอจะสร้างกับดักรอจับพวกมันเอาไว้ในตอนที่พวกเรากำลังยุ่งอยู่กับพวกัและเหยี่ยวแดง
กระต่ายพวกนี้มีขนาดเล็กประมาณอุ้งมือ ถึงจะมีเขาแหลมที่คมกริบ แต่พวกมันน่ารัก เลยเป็สัตว์เลี้ยงยอดนิยมของพวกสาว ๆ
ถึงจะเห็นภายนอกจะเห็นเป็มดที่ยืนได้ แต่ผู้หญิงก็คือผู้หญิงวันยังค่ำ
รู้สึกดีใจที่มีคนจับตัวเข้าท่ามาเลี้ยงได้กับเขาสักที---
"เ้ากระต่ายมีเขาพวกนี้น่าอร่อยนะคะ"
"เขาให้จับมาเลี้ยง ไม่ใช่ให้มากินเฟ้ย! "
หลังจากนั้นอีกสามนาที
"กลับมาแล้วปิว ผมเป็เพื่อนกับสิงโตได้แล้วละปิว~"
เ้าเยลโล่คาร์เนชั่นที่หายหัวไปั้แ่เริ่มออกจับมอนสเตอร์ ได้กลับมาพร้อมกับสิงโตตัวเบ้ง
มันกำลังขี่เ้าสิงโตด้วยรอยยิ้มร่าเริง ส่วนเ้าสิงโตเองก็ดูท่าจะชื่นชอบในความน่ารักน่าเอ็นดูของเผ่าภูติอย่างมัน
เยลโล่ ถึงมันจะไม่เก่งอะไรสักอย่าง แต่มันเป็คนที่ให้ความรู้สึกเป็มิตรเข้าหาได้ง่ายโดยธรรมชาติ
ความน่ารักและขนาดตัวที่เล็กจิ๋วของเผ่าภูติ ทำให้ทุกคนที่ได้พบเห็นรู้สึกถึงความน่าเอ็นดูไม่เว้นแม้แต่กับสัตว์ร้ายอย่างสิงโต
แม้แต่เยลโล่ก็ยังสามารถทำให้สัตว์เชื่องได้
แล้วผมละ?
การจับมอนสเตอร์ครั้งนี้ผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่าง ไม่สิ ต้องบอกว่าทำอะไรไม่ได้มากกว่า
การฝึกครั้งนี้มันทำให้ผมได้รู้ตัวว่าตนเองไร้ค่าแค่ไหน
ความจริงก้เริ่มรู้สึกตัวมาได้ครึ่งเดือนั้แ่หลังจากเหตุการณ์ถูกปีศาจโจมตีแล้ว
ผมไม่สามารถจับมอนสเตอร์หรือสัตว์ได้แม้แต่ตัวเดียว
ทั้งที่เข้าใจโครงสร้าง ทั้งที่รู้ถึงพฤติกรรมตามตำรา ทั้งที่ยัดความรู้เข้าหัวมากถึงขนาดนี้
แต่กลับไม่สามารถทำอะไรได้สักอย่าง
รู้หลักการต่อสู้ ฝึกเจียนตายจนเย็นแทบทุกวัน แต่ฝีมือการต่อสู้กลับหยุดอยู่แค่ระดับกลางของรุ่นเท่านั้น
รู้หลักการทางเวทมนตร์ไม่แพ้ยัยลี่ แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถแม้แต่จะสร้างแสงสว่างให้เกิดขึ้นมาได้จริง
มีความรู้ท่วมหัว แต่ไม่สามารถนำไปต่อยอดอะไรได้เลยสักอย่าง
ผิดกับคนอื่นในกลุ่มที่ถึงแม้จะดูเพี้ยน แต่ความสามารถของพวกเขาคือของจริง
ลิลลี่ออฟซิเดียนที่ปากเคยพูดว่าจะตามรอยวีรบุรุษบานา ได้เริ่มทำได้จริงตามอย่างที่ปากพูด
เมื่อก่อนขนาดแค่ถือมีดยังทำไม่ไหว แต่เดียวนี้กลับสามารถใช้งานพร้าต่อสู้ได้จริงแล้ว
พรุนเองก็เริ่มควบคุมและจับหลักการใช้เวทมนตร์ จนเริ่มสร้างแสงสว่างออกมาได้เล็กน้อยภายในเวลาแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น
ถึงแฟตจะดูขี้ขลาด แต่เธอกลับมีไหวพริบในการวางแผนและกับดักที่สูงลิบ จนแม้แต่ผมที่อ่านหนังสือมามากมายยังคิดตามไม่ทัน
แม้แต่ไฮเจนซันไฟล์ที่ดูี้เีที่สุดในกลุ่ม ยังมีความสามารถแฝงในการบินถึงขั้นที่อินทรีย์แดงยอมรับเป็จ่าฝูง
แล้วผมละ?
ตัวผมจะขึ้นไปอยู่ ณ แถวหน้าของรุ่นเพื่อเอาทุนโควต้านักเรียนมาได้ยังไงกัน?
โลกนี้ไม่ยุติธรรม
มันเคยมีคำกล่าวว่า [ทุกคนนั้นเกิดมาเท่าเทียมกัน]
แต่ความเป็จริงมันไม่ใช่เช่นนั้น
ไม่เลยสักนิด
ผมจ้องมองไปที่กลุ่มของตัวเองตรงหน้า
ทุกคนต่างมีเสื้อผ้าตัวใหม่สวมใส่ มีอาหารครบสามมื้อกินอิ่มทุกวัน และยังเกิดมาพร้อมกับความสามารถแฝงที่สามารถพัฒนาต่อไปได้ไม่หยุด
ต่อให้มีคนมาบอกว่า [จงวิ่งให้เร็ว และอย่าได้หยุด เพื่อที่ตัวเองจะได้ขึ้นมาสู่แถวหน้าของสังคม]
แต่คนพูดคงลืมไปว่าเหล่าคนที่อยู่แถวหน้าเองก็ไม่หยุดวิ่งเช่นกัน
คนที่มีจุดเริ่มต้นทิ้งห่าง ถ้าเขาไม่หยุดวิ่ง ก็อย่าหวังว่าตัวเองจะสามารถวิ่งแซงเอาชนะได้
ในทางกลับกัน ถ้าตัวเองหยุดวิ่งเมื่อไหร คงเป็ได้ถูกคนที่อยู่ข้างหลังแซงขึ้นไปแทนในทันที
โลกมันเป็ระบบสังคมเช่นนั้น
วิ่งให้ตาย มิอาจเอาชนะคนแถวหน้าได้
แต่ถ้าหยุดขาตัวเองลง คงได้ตกลงไปสู่ส่วนรั้งท้ายของสังคม
จมลงสู่ความมืดมิดมิได้เห็นแสงตะวันอีก
ใช่ โลกนี้ไม่ยุติธรรมเลย
“ถ้ารวมฝูงกระต่ายมีเขาของแฟตด้วย งั้นแปลว่ากลุ่มของเราหามาได้ถึง… สี่สิบตัวเลยหรือดอง!? ”
“เป็จำนวนที่มากจนเกินไปค่ะ มาต้มกระต่ายกินกันสักส่วนหนึ่งดีไหมคะ? ”
“ต้องปล่อยกลับเข้าป่าสิดอง! ”
ผมมองดูกลุ่มของตัวเองหัวเราะอย่างสนุกสนานกับคำพูดทีเล่นทีจริงของแฟต
ที่ตรงนั้นไม่มีผมอยู่
พวกเขาคือกลุ่มที่ยืนอยู่ในแนวหน้า
ส่วนผมนั้น แค่พยายามรักษาให้อยู่ระดับกลางของของรุ่นก็แทบล้มประดาตายแล้ว
“ให้ตายสิ…”
นี่ละคือความจริงของสังคม
ความจริงที่ไร้ซึ่งความยุติธรรมของโลก