ตอนที่22 มีน้ำปรุงรสชนิดใหม่มาหรือคะ
จากนั้นเสิ่นอี้ใช้ช้อนคนให้ของเหลวใสจากกระบอกไม้ผสมปนเปในชามบะหมี่อย่างทั่วถึงก่อนที่จะตักน้ำซุปขึ้นชิมอีกครั้งอย่างคาดหวัง
เขาตาโตเป็ประกายอย่างยินดีเมื่อพบว่าของเหลวประหลาดจากกระบอกไม้ช่วยทำให้รสชาติน้ำซุปอร่อยหอมหวานมากยิ่งขึ้น
ซินดี้อดรนทนไม่ไหวที่ได้กลิ่นหอมหวานเหมือนดอกไม้นานาพันธุ์รวมทั้งพฤติกรรมประหลาดของเ้านาย จึงสอบถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่า
“เ้านายคะเ้านายกำลังทำอะไรหรือคะ? มีน้ำปรุงรสชนิดใหม่มาหรือคะ?”
“นั่นสิ.....เ้านายไปเอากระบอกไม้มาจากไหน? กลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ผสมน้ำผึ้งเลยครับ”
เทาเซียวแสดงความคิดเห็นอย่างสงสัยเช่นกันเขาพบว่ากลิ่นหอมจากกระบอกไม้มีความหอมหวานสดชื่นเปรียบดั่งดอกไม้ผสมน้ำผึ้ง
อีกประการเขานึกแปลกใจในภารกิจของเ้านายที่กลับมาด้วยสภาพแย่ยิ่งกว่าผ่านการทำาเสียอีกซึ่งคราบสกปรกและกลิ่นตัวเหม็นเน่าจากเ้านายก่อนหน้า ทำให้เขาต้องทำความสะอาดรถยนต์ยกใหญ่
เสิ่นอี้ยิ้มลึกลับโดยไม่ตอบแหล่งที่มาของน้ำประหลาดที่เขาอยากจะเรียกว่า“น้ำอมฤต” ทว่าเขาเลือกที่จะสั่งการลูกน้องสองคนอย่างจริงจังว่า
“ปล่อยเื่นี้เอาไว้ก่อนพรุ่งนี้พวกเราต้องรีบสั่งซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารฉันมีภารกิจเร่งด่วนต้องทำอาหารเลี้ยงผู้สูงอายุยากจน และต้องมีผู้สูงอายุชื่นชมรสชาติอาหารมากกว่าหนึ่งร้อยคนพวกเรามีเวลาจัดซื้อวัตถุดิบทั้งหลาย ไปจนถึงผู้สูงอายุคนที่หนึ่งร้อยเอ่ยชมรสชาติอาหารมีเวลาแค่ห้าชั่วโมง”
“ฮ้า! อะไรนะครับ?”เทาเซียวอุทานอย่างตื่นใ
“ฮ้า! อะไรนะคะ?”ซินดี้อุทานเสียงดังด้วยความใแกมประหลาดใจเช่นกัน
สองพี่น้องหันหน้ามองสบตากันด้วยความงุนงงในภารกิจของเ้านายที่ยุ่งยากและทำได้ลำบากยิ่งนัก
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่าฉันมีตัวช่วยสำคัญอยู่นี่แล้ว น้ำอมฤตนี่จะช่วยให้อาหารอร่อยขึ้นเป็กองไม่เชื่อก็ลองชิมน้ำซุป
บะหมี่ดูสิ”
เสิ่นอี้กล่าวตอบหลังจากกินบะหมี่ไปแล้วหลายคำโดยยังมีบะหมี่และน้ำซุปเหลืออยู่ในชามครึ่งหนึ่ง จึงอยากให้สองพี่น้องได้ทดลองชิมเพื่อพิสูจน์คำกล่าวของเขา
ซินดี้ขมวดคิ้วแน่นอย่างสงสัยเขาจะเป็คนทดลองชิมเพื่อหาคำตอบในความแตกต่างของน้ำซุปบะหมี่เอง เหตุเพราะเขาสามารถเปรียบเทียบรสชาติก่อนหลังได้เป็อย่างดีจึงเอ่ยบอกน้องชายอย่างคาดหวังว่า
“เสี่ยวเซียวเดี๋ยวพี่จะชิมเอง พี่ปรุงบะหมี่นี่ให้เ้านายฉะนั้นพี่จะบอกได้ว่ารสชาติเป็ยังไง?”
หลังจากนั้นซินดี้ไปหยิบช้อนอีกคันจากในครัวก่อนที่จะมาตักน้ำซุปในชามของเสิ่นอี้เล็กน้อยโดยที่น้ำซุปนั้นมีกลิ่นหอมหวานมากกว่าเดิม
พอซินดี้ชิมน้ำซุปไปแล้วพลันตาโตเป็ประกายด้วยความตื่นเต้นและบอกกล่าวทุกคนให้รับรู้ตามจริงว่า
“ว้าว! มันอร่อยขึ้นจริง ๆ ค่ะขนาดเ้านายหยดใส่แค่นิดเดียวเองนะคะนี่ เยี่ยมไปเลย”
เสิ่นอี้พยักหน้าพึงพอใจในท่าทีของซินดี้ที่เป็ไปตามคาดเขาจึงสั่งการพร้อมกับปรึกษาสองพี่น้องเกี่ยวกับภารกิจที่สาม
ว่า
“ถ้างั้นพรุ่งนี้พวกเราเตรียมตัวไปซื้ออุปกรณ์ทำครัวเครื่องปรุงรส และวัตถุดิบทำอาหารทั้งหลาย ฉันตั้งใจที่จะปรุงอาหารเลี้ยงผู้สูงอายุแถบตะวันตกที่นั่นคงมีผู้สูงอายุมากพอในจุดเดียว”
“เข้าใจแล้วค่ะซินดี้จะจัดการซื้ออุปกรณ์ทำครัวให้พร้อม รวมทั้งเครื่องปรุงรสและวัตถุดิบทั้งหลายด้วย ว่าแต่เ้านายอยากทำอาหารเมนูอะไรหรือคะ?”
ซินดี้กล่าวอาสาอย่างยินดีพลางกล่าวถึงรายการอาหารที่เ้านายอาจตั้งเป้าหมายไว้ก่อน เพื่อที่เขาจะได้ซื้อวัตถุดิบให้เหมาะสมตามรายการนั้น
เสิ่นอี้กล่าวตอบซินดี้พร้อมกับถามอย่างกังวลใจว่า
“อันที่จริงก็พอมีอยู่ในใจบ้างแหละแต่ซินดี้คิดว่าควรเป็อาหารแบบไหนดีละ?”
ซินดี้กล่าวแนะนำเ้านายหนุ่มทันทีเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเปิดโอกาสให้ตนเองแล้วจึงตอบอย่างมั่นใจว่า
“หากเป็กรณีที่ต้องปรุงอาหารแค่มื้อเดียวซินดี้คิดว่าควรทำอาหารหนักสำหรับผู้สูงอายุไปเลย เลือกเมนูที่ดีและใช้วัตถุดิบอย่างดีไม่ควรเป็รายการอาหารธรรมดาทั่วไป ควรเป็อาหารที่คนยากจนอยากกินแต่ไม่มีโอกาสได้กินดีกว่า ถือโอกาสทำบุญไปด้วยเลยไงคะ”
คำแนะนำจากซินดี้ตรงใจเสิ่นอี้เป็อย่างยิ่งเขากำลังคาดเดาทิศทางของระบบโกลาหล ซึ่งพบว่าระบบน่าจะชื่นชอบในการให้เขาทำความดีรวมทั้งสร้างความโกลาหลให้เกิดขึ้นกับผู้คนจึงพยักหน้าตอบรับพร้อมกล่าวมอบหมายงานให้กับสองพี่น้องทันทีว่า
“ดี!.....เป็ความคิดที่ดีทีเดียวถ้างั้นผมมอบหมายให้พวกคุณไปจัดซื้อวัตถุดิบตามเมนูที่้าเลยรับรองว่าผมสามารถปรุงอาหารได้ทุกเมนู”
“เอ๋! เ้านายต้องปรุงอาหารเองด้วยหรือครับ? ให้ผมกับพี่ซินดี้ทำให้ก็ได้เ้านายแต่งตัวหล่อ ๆ คอยถ่ายรูปลงโซเชียลก็พอนะครับ”
เทาเซียวรู้สึกห่วงใยเ้านายเขาไม่อยากเห็นเ้านายหนุ่มต้องลงมือทำเอง รวมทั้งรู้สึกสำนึกในบุญคุณของอีกฝ่ายที่ช่วยรับเขาและพี่เข้าทำงาน
เขามีความสุขที่ได้ทำงานหลายอย่างที่ชอบไม่ว่าจะเป็การดูแลบ้าน จัดสวน ทำความสะอาดบ้าน อีกทั้งเงินเดือนจำนวนมากที่ชายหนุ่มมอบให้ซึ่งช่วยให้เขามีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีขึ้น จึง้าตอบแทนความเมตตาให้กับเ้านาย
“ไม่ได้!...ไม่ได้!...งานนี้ฉันต้องลงมือทำเองหากฉันให้คนอื่นทำ ก็เท่ากับไม่ใช่ภารกิจของฉันนั่นซีไว้ช่วยงานอย่างอื่นก็แล้วกัน เพราะปรุงอาหารเสร็จแล้วต้องรีบแจกจ่ายอาหารหาทางทำให้ผู้สูงอายุเอ่ยชมให้ได้อย่างน้อยหนึ่งร้อยคนไม่งั้นหากฉันทำภารกิจไม่สำเร็จ อาจมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับฉันก็ได้”
เสิ่นอี้โบกมือปฏิเสธความหวังดีจากเทาเซียวโดยตรงเขาสังหรณ์ใจว่าหากมอบให้คนอื่นทำแทนรวมทั้งไม่สามารถปฏิบัติภารกิจให้เสร็จตามกำหนดเวลาเขาอาจประสบเคราะห์กรรมใหญ่หลวงได้
“ในเมื่อเ้านายสั่งการแล้วพวกเราก็ทำตามคำสั่งเถอะ อย่าลืมว่าเ้านายบอกว่ามีเวลาแค่ห้าชั่วโมงเท่านั้น แค่ซื้อของก็ใช้เวลาพอสมควรแล้วนะเสี่ยวเซียว”
ซินดี้เริ่มเข้าใจความกังวลใจของเ้านายรวมทั้งเขาประเมินสถานการณ์ตามเงื่อนไขที่เ้านายแจ้งก่อนหน้าแล้วพบว่าเป็เงื่อนไขที่ค่อนข้างบีบรัดพอสมควรจึงคิดว่าควรแยกย้ายกันทำคนละอย่างดีกว่า
จากนั้นเสิ่นดี้วางแผนงานกับสองพี่น้องอย่างละเอียดโดยที่เขาไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะมีเื่เข้ามาสร้างความวุ่นวายให้กับชีวิตเขาเป็อย่างมาก
..........
รุ่งเช้าเสิ่นอี้อาบน้ำแต่งตัวสวมชุดใหม่ที่ซินดี้เลือกให้เขาเป็พิเศษซึ่งเขาทดลองสวมแล้วส่องกระจกในห้องดู พลางเอ่ยชื่นชมซินดี้อย่างจริงใจในทักษะการดูแลเื่ส่วนตัวของตนว่า
“ไม่เลวเลยแฮะซินดี้เลือกเสื้อผ้าได้ถูกใจทีเดียว เป็แบรนด์หรูเสียด้วย แต่ฉันจะต้องใส่ชุดนี้ไปสำรวจทำเลไว้ก่อนหวังว่าจะไม่มีปัญหาหรอกนะ”
เขารู้สึกกังวลใจเล็กน้อยในการสวมชุดราคาแพงไปเยี่ยมชมสถานที่เพื่อการวางแผนขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะเริ่มสั่งซื้ออุปกรณ์เครื่องครัว เครื่องปรุงรส และวัตถุดิบทั้งหลาย
โดยสองพี่น้องรับหน้าที่จัดซื้ออุปกรณ์สิ่งของดังกล่าวซึ่งทั้งสองคนจะกดปุ่มสั่งซื้อออนไลน์ แล้วให้ผู้ขายนำส่งถึงที่ปรุงอาหารและแจกจ่ายเพื่อประหยัดเวลาให้ได้ครบภายในห้าชั่วโมง
อีกประการเขารู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมากะทันหันว่าเช้านี้จะมีเื่วุ่นวายเข้ามารบกวนจิตใจทำให้ไม่อยากใส่ชุดราคาแพงไปตรวจสอบทำเล
อย่างไรก็ตามเสิ่นอี้ปล่อยวางเื่ชวนปวดหัวทั้งหลายเขาออกจากบ้านไปพร้อมกับเทาเซียว โดยตรงไปยังเขตพื้นที่ตะวันตกของเมืองหลวงซึ่งมีคนยากจนอาศัยอยู่เป็จำนวนมาก
เมื่อเขาเดินสำรวจพื้นที่กับเทาเซียวโดยเทาเซียวพยายามตะเวนสอบถามผู้คนเพื่อค้นหาทำเลเหมาะสมในการซื้อ เนื่องจากเสิ่นอี้้าซื้อตึกแถวไว้เป็การถาวรเหตุเพราะเขา้าปรุงอาหารให้กับผู้สูงอายุเดือนละครั้งเป็การทำความดีที่้าให้ระบบโกลาหลพึงพอใจ
ระหว่างที่เทาเซียวกำลังสอบถามกลุ่มชายหญิงสูงอายุที่นั่งรวมกลุ่มกันในสวนสาธารณะอยู่นั้น
พลันมีเสียงทักทายเสิ่นอี้จากด้านหลังเขาดังขึ้นอย่างไม่แน่ใจว่า“เสิ่นอี้!.....นั่นใช่คุณไหม?”
เสิ่นอี้พลันยืนนิ่งตัวแข็งทื่อด้วยความตื่นใเขาไม่คาดคิดว่าจะได้พบกับแฟนเก่าในสถานที่แบบนี้ โดยความทรงจำเก่าจำได้ว่าหญิงสาวพักอยู่ในอะพาร์ตเมนต์หรูใกล้ที่ทำงาน
จ้าวเฟยเซียนเห็นว่าเสิ่นอี้หยุดเดินแล้วจึงปราดเข้าไปยืนขวางตรงหน้าพลางจ้องมองสำรวจชายหนุ่มจากหัวจรดเท้าอย่างพิจารณาด้วยท่าทีตื่นเต้นยินดี
เธอยังมีความหวังว่าจะสามารถกลับคืนเป็แฟนกับหนุ่มหล่อเหลาที่เคยคิดว่ายากจนและเป็หนุ่มกากแห่งยุคเนื่องด้วย่นี้แฟนใหม่ลูกชายเ้าของบริษัทตีตัวออกห่างจากเธอ ทำให้เธอต้องมองหาเป้าหมายใหม่ที่ร่ำรวยกว่ากระทั่งพบเข้ากับเสิ่นอี้อย่างไม่ตั้งใจในวันนี้
เสิ่นอี้ลอบกลอกตามองบนอย่างเบื่อหน่ายเขาตอบกลับคำถามของหญิงสาวด้วยน้ำเสียงรำคาญใจว่า
“ใช่.....มีอะไรหรือ? ผมกำลังยุ่งอยู่ไม่มีเวลาสนทนากับคุณหรอก ไปหาแฟนคุณเถอะ”
“ฉันเลิกกับเขาแล้วเสี่ยวอี้ไม่รักฉันแล้วหรือ? ฉันยังคิดถึงคุณเสมอนะคะที่ผ่านมาฉันแค่หลงผิดไปชั่วครู่เท่านั้นเอง คุณไม่คิดจะให้อภัยฉันเลยหรือ?”
จ้าวเฟยเซียนน้ำตาคลอเบ้าพลางพูดเสียงเครือเรียกความเห็นใจจากแฟนเก่าเธอแอบเหล่ตามองอย่างมีความหวังว่า
น้ำตาที่เคยทำให้อีกฝ่ายใจอ่อนมาก่อน จะช่วยให้เธอสมหวังในครั้งนี้ได้