คังอิงพูดไม่ออก ดูเหมือนสิ่งที่กวนเสี่ยวพูดจะเป็นเรื่องจริง คนที่ชอบเอาเปรียบเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ไม่ควรปล่อยให้อยู่ประจำตำแหน่งแคชเชียร์ ไม่อย่างนั้นก็เป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาทำผิด
โชคดีที่กวนเสี่ยวอยู่ที่นี่มานาน ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่รู้เรื่องลับๆ พวกนี้เลย
จริงอย่างที่เขาว่า ด้านที่ละเอียดอ่อนของจิตใจคนเรานั้น ไม่อาจมองออกได้เพียงแค่ดูจากภายนอก คังอิงรู้สึกโล่งอกมาก เธอจึงเอ่ยถามต่อ “เอาละ งั้นคนนี้หยุดไว้ก่อน แล้วคนนี้ล่ะ? เขามีเรื่องราวอะไรบ้าง?”
คังอิงชี้ไปที่พนักงานเก็บเงินอีกคนที่กวนเสี่ยวพูดถึง
“คนนี้ชอบเก็บของเก่าขาย” กวนเสี่ยวบอกตรงๆ
“เก็บของเก่าขาย? นี่มันยังไงกัน? มีเรื่องอะไรอีก?” คังอิงดูไม่เข้าใจอีกครั้ง
“สำหรับเขาแล้ว ของของรัฐบาลก็เปรียบเหมือนขยะ ที่เขาสามารถเก็บของพวกนี้ไปขายต่อที่ร้านรับซื้อของเก่าได้ ครั้งหนึ่งเขาเคยลากสายเคเบิลในโกดังออกไปขาย โชคดีที่ผู้จัดการไช่มาเห็นเข้า จึงรีบตามไปเอาคืนมา แต่เขากลับแก้ตัวประมาณว่า ก็นึกว่าของพวกนี้เป็นของเก่าที่บริษัทไม่ต้องการแล้ว เขาเลยจะนำไปรีไซเคิล” กวนเสี่ยวบอก
“อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง!” เมื่อคังอิงได้ยินประวัติอันโชกโชนของคนทั้งสอง เธอก็รู้สึกปวดหัว คนแบบนี้ไม่ว่าเธอส่งไปทำงานฝ่ายไหนก็คงวางใจไม่ลงอยู่ดี
“แต่ประธานคังคะ คุณไม่ต้องคิดมากขนาดนั้นหรอก นั่นมันเป็นความคิดในอดีต เพราะหน่วยงานรัฐบาลเปิดโอกาส พวกเขาจึงหาผลประโยชน์ หรือใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกันหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ หรือทรัพย์สินสาธารณะต่างๆ พวกเขาก็ไม่เคยประหยัดเลย เพราะคิดว่ายังไงก็เป็นของรัฐบาล ใช้ไปก็ไม่เสียหาย
แต่ตอนนี้มันต่างออกไปแล้ว หลังจากที่คุณมารับหน้าที่ดูแลงาน ก็ต้องเปลี่ยนวิธีการจัดการใหม่ บางทีพวกเขาอาจจะได้รับอิทธิพลจากบรรยากาศ แล้วเลิกคิดหาผลประโยชน์แบบนั้นไปก็ได้
แน่นอนว่าพวกเราสามารถใช้วิธีบางอย่างเพื่อแก้ไขการกระทำที่ผิดพลาดของพวกเขา อย่างเช่นคนที่ชอบอาบน้ำในห้องน้ำสาธารณะ ฉันคิดว่าเราสามารถติดตั้งประตูบานเลื่อนสำหรับห้องน้ำสาธารณะ แล้วล็อกประตูไว้ในช่วงกลางคืน ให้เฉพาะพนักงานรักษาความปลอดภัยมีกุญแจ แบบนี้เขาก็คงแอบเข้าไปอาบน้ำไม่ได้อีก”
กวนเสี่ยวเป็นคนตรงไปตรงมา จึงเสนอวิธีรับมือแบบตรงแด่ว
เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมของบริษัทได้
กวนเสี่ยวรู้สึกว่า หากคังอิงยอมจัดการกับเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ นั่นหมายความว่าเธอกำลังสร้างระเบียบใหม่ให้กับบริษัทอย่างแท้จริง
ขอแค่หัวหน้าทีมพาพวกเขาเดินไปในทางที่ถูกต้อง เมื่อนานวันเข้า เรื่องเช่นนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นอีก ดังนั้นเธอจึงเต็มไปด้วยความมั่นใจต่ออนาคตของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ
ชาติก่อนคังอิงก็เคยเป็นหัวหน้าทีมมาก่อน เธอจะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร คังอิงพยักหน้าทันทีเพื่อเป็นการแสดงถึงการสนับสนุน เธอบอกว่า “คุณมีพรสวรรค์ด้านการบริหารจัดการจริงๆ เก่งมาก!”
กวนเสี่ยวไม่คิดเลยว่าคังอิงจะชมเธอเช่นนี้ เธอจึงรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมา บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
คังอิงบอกว่า “ทำตามที่คุณพูดเถอะ ย้ายทั้งสองคนนี้ออกจากตำแหน่งแคชเชียร์ไปทำงานฝ่ายบริการหลังการขายแทน ถ้าหากมีลูกค้าร้องเรียนเกินสามครั้งต้องหักเงินเดือน ถ้ายังไม่ดีขึ้นอีก ก็ต้องย้ายพวกเขาออกจากตำแหน่งนี้ ฉันจะกำหนดกฎเกณฑ์พวกนี้เอาไว้ ห้างสรรพสินค้าของพวกเราจะไม่เลี้ยงคนขี้เกียจ คนที่เอาแต่กินข้าวแล้วไม่ทำอะไร และคนที่ชอบหาประโยชน์เข้าตัว”
ตอนนี้กวนเสี่ยวรู้สึกวางใจแล้ว เธอแย้มยิ้มพลางบอกว่า “นอกจากสองคนนี้ คนอื่นๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้วค่ะ ส่วนเรื่องจางชางเซิ่งนั้น คุณย้ายเขาไปทำงานฝ่ายขนส่ง งานฝ่ายนี้หนักมาก ฉันกลัวเขาจะไม่พอใจแล้วจะไปพูดว่าร้ายคุณลับหลัง แถมจะไปยุยงคนอื่นๆ อีก”
“งานฝ่ายนั้นหนักก็จริง แต่เงินเดือนก็สูงเหมือนกันนะ ถ้าหากทำงานล่วงเวลาได้ก็ยิ่งได้เงินเยอะเข้าไปอีก เขาน่ะฐานะยากจนไม่ใช่เหรอ? ฉันก็เลยอยากให้โอกาสเขาหาเงิน ผู้ชายอายุสามสิบกว่าๆ แข็งแรงจะตาย บริษัทจะให้เงินเลี้ยงดูคนที่มีร่างกายแข็งแรงแบบนี้ฟรีๆ ได้ยังไง?” คังอิงบอก
กวนเสี่ยวยังคงกังวลใจ “งั้นคุณก็ต้องระวังให้มาก ฉันไม่รู้ว่าคนแบบเขาจะใช้วิธีสุดโต่งอะไรบ้าง ฉันกลัวว่าเขาจะทำร้ายคุณ”
คังอิงบอกอย่างไม่ใส่ใจ “ตัดสินใจแบบนี้แหละ ไม่เป็นไรหรอก ฉันรู้ว่าตัวเองควรทำอย่างไร”
หลังจากที่กวนเสี่ยวออกไปแล้ว สือเจียงหย่วนก็เอามือลูบหว่างคิ้วพลางบอกว่า “ลำบากคุณแล้ว อันที่จริงคุณไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนี้ ยกคนพวกนี้ให้สำนักงานใหญ่ไป ให้หน่วยงานของรัฐจัดการพวกเขา จากนั้นเราก็รับคนใหม่เอง คนที่เพิ่งเริ่มงานจะต้องเชื่อฟังเรามากกว่า”
“ไม่เป็นไรค่ะ อย่างที่กวนเสี่ยวบอก ‘คนไม่ดีมักจะมีเพียงไม่กี่คน คนส่วนใหญ่ยังคงต้องการงานทำเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว’ ฉันไม่อาจทอดทิ้งพวกเขาไปได้หรอกนะ”
คังอิงนึกถึงปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากการเลิกจ้างพนักงานในชาติที่แล้ว การที่เธอรับคนพวกนี้มาทำงาน นับว่าเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคม
การที่เธอประสบความสำเร็จเพียงลำพังจะมีความหมายอะไรกัน? เธอก็ต้องช่วยให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ความหมายของชีวิตถึงจะปรากฏขึ้นมา ตอนนี้เธอคงไม่สามารถดูแลคนมากมายได้ แต่ว่าคนสามสิบกว่าคนในห้างสรรพสินค้ามิตรภาพนี้ เธอยังคงดูแลพวกเขาได้
“ผมเดาว่าคุณคงทำงานที่นี่อย่างไม่ค่อยราบรื่นแน่ๆ ถ้าหากมีเรื่องอะไรไม่สบายใจ ก็ต้องบอกผมนะครับ” สือเจียงหย่วนบอกอย่างกังวลใจ
“วางใจเถอะ ไม่ต้องกังวลหรอก ศัตรูมาเราก็ต้องรับมือ ภัยมาเราก็ต้องป้องกัน แค่รับมือไปตามสถานการณ์ก็พอ วันเปิดห้างที่คุณช่วยพาผู้นำอำเภอมาร่วมงานก็ถือว่าช่วยฉันมากแล้ว”
คังอิงรู้จักจิตใจของคนธรรมดาทั่วไป หากผู้นำของอำเภอมาร่วมพิธีตัดริบบิ้นเปิดตัว พวกเขาจะต้องคิดว่าคังอิงเป็นคนที่มีเส้นสาย มีภูมิหลัง และจะต้องหวั่นเกรงเธอมากขึ้นแน่นอน
สือเจียงหย่วนเคยทำงานในหน่วยงานของรัฐ เขารู้ดี พวกหัวหมอเป็นคนที่รับมือได้ยากที่สุด เขากลัวคังอิงจะต้องเสียเปรียบ จึงอดไม่ได้ที่จะกำชับเธอหลายประโยค
คังอิงยิ้มพลางบอกว่า “ฟังดูเหมือนคุณจะมีประสบการณ์ด้านนี้มากเลยนะ เอาไว้ฉันเจอเรื่องแบบนี้อีก จะมาขอคำปรึกษาจากคุณแน่”
จู่ๆ สือเจียงหย่วนก็รู้สึกยินดีขึ้นมา คังอิงมักจะเสนอนโยบายใหม่ๆ ด้านการบริหารงานบุคคล ซึ่งทำให้เขารู้สึกไม่มีที่ยืนและรู้สึกว่าตนเองทำอะไรไม่ได้ แม้อยากจะช่วยเหลือเธอก็ตาม
แต่พอได้ยินคังอิงพูดแบบนี้ เขาก็รู้สึกว่าตนเองมีบทบาทแล้ว
สือเจียงหย่วนยกแขนขึ้นพลางทำท่าทางเหมือนกำลังโชว์กล้ามแล้วพูดติดตลกว่า “มีปัญหาอะไร ก็เรียกใช้ผมได้เลยครับ!”
คังอิงหัวเราะ “เราใช้กฎเกณฑ์ในการควบคุมคน ไม่ใช่กำลัง”
หลังจากที่สือเจียงหย่วนกลับบ้าน เขาก็ครุ่นคิดถึงการกระทำของคังอิงวันนี้ในขณะที่อาบน้ำ เขารู้สึกอารมณ์ดีมาก ไม่ทันได้สังเกตเลยว่า มุมปากของเขาที่สะท้อนอยู่ในกระจกห้องน้ำนั้นกำลังยิ้มร่า
หลังจากที่สือเจียงหย่วนกินอาหารเย็นเสร็จ ก็เห็นเสี่ยวจางแม่บ้านของน้ารองกำลังเอาเสื้อผ้าไปใส่ในเครื่องซักผ้า ในนั้นมีเสื้อยืดแขนสั้นที่เขาเพิ่งใส่เมื่อวันนี้อยู่ด้วย
ทันใดนั้นสือเจียงหย่วนก็นึกขึ้นได้ เขารีบเดินเข้าไปห้ามเสี่ยวจางแล้วตะโกน “หยุดก่อน!”
เสี่ยวจางสะดุ้งตกใจ เห็นสือเจียงหย่วนพุ่งเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็วแล้วแย่งเสื้อผ้าในมือของเธอไป เธอพลันตะลึงงัน “พี่ใหญ่สือ เกิดอะไรขึ้นคะเนี่ย?”
ไม่ต้องพูดถึงเสี่ยวจางเลย แม้แต่ชุยซิ่วถิงเองก็ยังมองหลานชายด้วยความประหลาดใจ เพราะสือเจียงหย่วนมักจะเป็นคนที่ใจเย็นสุขุมราวกับว่าไม่มีเรื่องใดๆ ทำให้เขาร้อนใจได้ แล้วทำไมเขาถึงได้เปลี่ยนไปแบบนี้กัน?