ซูเหยียนหมอหญิงผู้ทระนง

    บทที่4ข้าแค่เคยรักท่านเท่านั้น


    ซูเหยียนรู้สึกว่าตนหลับไปยาวนานเหลือเกิน ความฝันที่เด่นชัดตรงหน้าเหมือนกับความจริงไม่มีผิดเพี้ยน คล้ายกับว่าเ๱ื่๵๹นี้หาใช่ความฝัน แต่เป็๲ชีวิตเสี้ยวหนึ่งของนางที่ล้วนเคยเกิดขึ้น ภาพของการเกิดใหม่ในต่างภพ โลกที่เจริญรุ่งเรืองต่างจากยุคโบราณแห่งนี้ลิบลับ


    นางได้เรียนถึงรู้สิ่งต่างๆมากมาย ทั้งวิชาการแพทย์และวิชาการต่อสู้ รวมถึงการใช้ดาบและฝึกฝนวิชากระบี่หรือแม้แต่การใช้อาวุธลับ ที่ฝึกสอนโดยอาจารย์ผู้ชำนาญการหลายคน ซูเหยียนซึ่งเป็๲คนฉลาดมีไหวพริบ หัวสมองของนางคิดและประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว

    นางจึงรับรู้ได้ว่านี่คือตัวนางเองหาใช่ใครอื่น เป็๲นางอีกชีวิตหนึ่งในโลกที่แตกต่างกัน ในอีกภพภูมิหนึ่งก่อนที่นางจะย้อนมาเกิดใหม่ยังโลกโบราณแห่งนี้ นางที่มีเ๣ื๵๪เนื้อและจิต๥ิญญา๸ที่เข้มแข็ง การเกิดใหม่อีกครั้งในร่างเดิมช่างเป็๲เ๱ื่๵๹ที่น่าอัศจรรย์


    ในขณะที่ดวงจิตกำลังหลอมรวมก็ได้เกิดมีภาพ ของเ๱ื่๵๹ราวทั้งสองภพหลั่งไหลเข้ามาในหัวของนางไม่หยุด จนทำให้ศีรษะของซูเหยียนนั้น แทบจะแตกออกเป็๲เสี่ยงๆเพราะความเ๽็๤ป๥๪

    ซูเหยียนลืมตาขึ้นอีกครั้งบนเตียงที่คุ้นเคย ด้านข้างคือโต๊ะเครื่องแป้งที่ทำจากไม้จันทน์หอม แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง ใกล้ๆกันเป็นลิ้นชักเก็บของสูงห้าชั้น ไม่ไกลกันนั้นมีเก้าอี้กลมวางอยู่ พื้นและผนังห้องประดับด้วยผ้าปักลายเมฆมงคล และภาพนกน้อยที่กำลังโผบินให้ความรู้สึกเป็นอิสระเมื่อยามมองดู

    "ช่างอัศจรรย์จริงๆ นี่ข้าตายถึงสองครั้งสองครา ก็ยังได้กลับมากำเนิดใหม่ในร่างเดิม ท่านยมบาลคงชิงชังข้ามากกระมัง ที่ไม่อาจนำดวงวิญญาณของข้าไปสู่นรกภูมิได้"
    ซูเหยียนเหยียดยิ้มอย่างเย้ยหยัน นางอดไม่ได้ที่จะยิ้มเยาะในโชคชะตาของตนเอง

    นางเดินก้าวลุกจากเตียงเดินอย่างช้าๆ ไปหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง พลางจ้องมองไปที่กระจกทองเหลืองที่ตั้งอยู่ ภาพที่สะท้อนจากแผ่นทองเหลืองที่ปรากฏสู่สายตานั้น คือหญิงสาวที่มีดวงหน้างดงามหมดจดล่มบ้านล่มเมือง ผมดำยาวนุ่มสลวยดุจแพรไหมชั้นเลิศ

    รูปลักษณ์ทุกอย่างของซูเหยียนยังคงเหมือนเดิม แต่ที่เปลี่ยนไปแล้วคือแววตา..แววตาดวงนี้ที่แต่ก่อนเคยกระจ่างใสไร้เดียงสาตามวัย ในวันนี้กลับเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง หาได้ดูไร้เดียงสาอ่อนต่อโลกเหมือนเช่นในวันวาน บัดนี้ซูเหยียนคนใหม่ได้ถือกำเนิดแล้ว

    "ฮูหยินตื่นแล้วหรือเจ้าคะ"

    ชุ่ยเหอรีบกุลีกุจอไปยกอ่างล้างหน้าให้นายสาว นางแย้มยิ้มเมื่อเห็นว่าวันนี้เจ้านายของตน มีสีหน้าที่แช่มชื่นไม่อมทุกข์เศร้าโศก นางรู้สึกว่าเจ้านายของตนเปลี่ยนไป แต่นางก็บอกไม่ถูกว่านายหญิงซูเหยียน นายหญิงของนางเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้ บ่งบอกว่าสตรีตรงหน้าของนางผู้นี้ ดูมีความสุขหาได้ตอมตรมอีกต่อไป

    "ฮูหยินล้างหน้าล้างตาก่อนเจ้าค่ะ"

    "อืม..วันนี้มีอะไรกินบ้าง"

    ซูเหยียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระจ่างใส ตั้งแต่สามีนางพาหญิงอื่นกลับมา นางก็ตรอมใจเป็นทุกข์เพราะเขาไม่เหลียวแล จนทำให้ร่างกายที่เคยมีน้ำมีนวลผุดผ่องซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อนึกย้อนมองกลับไปนางรู้สึกว่าตนช่างโง่งมยิ่งนัก แต่บัดนี้ซูเหยียนผู้อ่อนแอขลาดเขลาผู้นั้นได้ตายจากไปแล้ว 

    นางคือซูเหยียนคนใหม่ที่มีวิญญาณดวงเดิม ที่มีวิชาความรู้ได้เรียนรู้ทุกอย่างมาจากศตวรรษที่30 โลกที่เต็มไปด้วยวิทยาศาสตร์อันก้าวหน้า สตรีที่กำเนิดในภพนั้นทุกคนล้วนมีความมั่นใจในตัวเอง กล้าคิดกล้าทำองอาจไม่แพ้บุรุษอกสามศอก สตรีบางคนอาจจะเก่งกาจมีความสามารถ มากกว่าชายชาตรีอกสามศอกเสียด้วยซ้ำไป

    "อืม..ข้าหิวแล้ว"

    "เจ้าค่ะ..เจ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นบ่าวจะตั้งสำรับเลยนะเจ้าคะ"

    ชุ่ยเหอรีบเรียกอิงเถาบ่าวหญิงอีกคน ไปช่วยกันยกสำหรับมาให้เจ้านาย นางดีใจที่นายหญิงของตนจะกินอาหารได้เสียที หลายวันมานี้นางต้องทนเห็นผู้เป็นนายเป็นทุกข์ข้าวปลาไม่กิน จึงพลอยทำให้บ่าวคนสนิทเช่นนางเป็นกังวล แต่วันนี้ฮูหยินบ่นว่าหิวนางจึงดีใจยิ่งนัก อดคิดไปไม่ได้ว่า 'ดูเหมือนว่านายหญิงของนางจะคิดได้แล้วกระมัง'

    "พี่ชุ่ยเหอ นายหญิงไม่เป็นอะไรแล้วจริงหรือเจ้าคะ"

    "อืม..ไม่เป็น ไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ พวกเราวางใจได้แล้วล่ะ ข้าดูออกว่านายหญิงปล่อยวางได้แล้ว"

    "ดีจริงๆเจ้าค่ะ เพราะข้าไม่ชอบเห็นนายหญิงร้องไห้เลย"

    "อืม..เร็วเข้าเถอะ รีบช่วยกันยกอาหารไปอย่ามัวชักช้า ให้ฮูหยินน้อยรอนานไปจะไม่ดี"
    ชุ่ยเหอรีบพากันยกอาหารด้วยสีหน้าเบิกบาน

    "หยุด..หยุดเดี๋ยวนี้! นั่นพวกเจ้ากำลังทำอะไรกันห๊ะ!"
    นางหลี่หัวหน้าแม่ครัวตะคอกเสียงดุ

    "แม่ครัวหลี่ ข้ามายกอาหารไปให้ฮูหยินน้อยเจ้าค่ะ"
    อิงเถารีบเอ่ยออกมา เพราะเห็นสีหน้าโกรธเคืองของหัวหน้าแม่ครัว

    "เจ้ายกอาหารพวกนี้ไปไม่ได้ อาหารเหล่านี้เรือนใหญ่สั่งทำพิเศษเพื่อแม่นางรั่วเซียน สำรับอาหารของนายเจ้า อยู่ทางด้านนู้นยกไปสิ"
    นางหลี่พูดวางอำนาจพร้อมชี้นิ้วไปยังโต๊ะที่วางอาหารอยู่

    ชุ่ยเหอกับอิงเถาจึงเดินไปที่โต๊ะเพื่อมองดูอาหาร อาหารที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ซึ่งมีสภาพไม่ต่างจากอาหารหมู

    "นี่ท่านจะรังแกกันมากเกินไปแล้วนะ"
    อิงเถาเอ่ยออกมาอย่างสุดจะทน

    "ข้ารังแกพวกเจ้าแล้วจะทำไม!.. ในเมื่อนี่คือคำสั่งของเรือนใหญ่ แน่จริงเจ้าก็ให้เจ้านายของเจ้า ไปพูดเรื่องนี้กับฮูหยินใหญ่เองซิ!..จะมาโวยวายกับข้าทำไมกัน ข้าก็เป็นแค่บ่าวที่รับคำสั่งมาจากเจ้านายก็เท่านั้น กล้านักก็ไปโวยวายกับคนเรือนใหญ่เอาเอง ข้าจะรอดูว่านายหญิงของพวกเจ้าจะมีปัญญารึเปล่า"
    นางหลี่เท้าสะเอวชี้หน้าด่าอย่างหยาบคาย

    ชุ่ยเหอและอิงเถาเดินคอตกกลับมายังเรือนพักของซูเหยียน นางทั้งสองคนตาแดงก่ำด้วยความโกรธ ถึงแม้จะอัดอั้นตันใจแค่ไหน พวกนางก็ไม่มีพลังความสามารถมากพอ ที่จะสู้รบหรือต่อกรกับคนตระกูลฟางอยู่ดี

    "อ้าวทำไมกลับมามือเปล่าแล้วอาหารเล่า"

    "ฮือๆๆเรียนฮูหยิน คนพวกนั้นรังแกกันเกินไป แล้วเจ้าค่ะ พวกเขาทำของดีๆอาหารเลิศรสให้กับผู้หญิงคนนั้น แต่กลับเตรียมอาหารหมูให้กับท่าน หัวหน้าแม่ครัวบอกว่านี่เป็นคำสั่งของเรือนใหญ่เจ้าค่ะ"

    อิงเถาอดไม่ไหวนางจึงปล่อยโฮออกมา นางร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความคับข้องใจ พูดไปร้องไห้ไปลั่นเรือนพัก เพราะนางอายุยังน้อยปีนี้อิงเถาอายุเพียง13หนาว ยังถือว่าเด็กอยู่มาก ต่างกับชุ่ยเหอที่มีอายุ17หนาวแล้ว ชุ่ยเหอจึงมีความสุขุมและมีความอดทนอดกลั้นเก่งกว่ามาก

    "นับวันคนตระกูลฟางก็ยิ่งบีบคั้นข้า ข้ากับตระกูลฟางไม่ว่าวันนี้หรืออนาคตในวันข้างหน้า ล้วนแล้วแต่ไม่อาจญาติดีกันได้เสียแล้ว"
    ซูเหยียนกล่าวออกมาอย่างเย็นชา

    "ฮือๆแล้วอย่างนี้จะทำอย่างไรกันดีเจ้าคะ พวกบ่าวจะกินอยู่ลำบากแค่ไหนก็ทนได้ แต่ว่าจะให้นายหญิงของบ่าวทนลำบากได้อย่างไรกัน"
    อิงเถาพูดไปร้องไห้ไปไม่หยุด

    "นั่นสิเจ้าคะฮูหยิน..อิงเถาพูดถูก อีกอย่างตระกูลฟางคงไม่ยอมรามือ พวกเขาคงคิดหาวิธีมากลั่นแกล้งท่านอีกเป็นแน่ ในเมื่อเรื่องดำเนินมาจนถึงขั้นนี้แล้ว ฮูหยินจะคิดจะทำเช่นไรต่อไปเจ้าคะ"
    ชุ่ยเหอถามอย่างเป็นกังวลเพราะห่วงนายหญิงของตน

    "ฮือๆๆ พวกเขารังแกกันเกินไปแล้วเจ้าค่ะ"
    อิงเถาก้มหน้าร้องไม่หยุด

    "เอาล่ะ..เอาล่ะพอได้แล้ว เจ้าจะร้องไห้ไปทำไมกัน ข้าจะบอกให้นะ พวกเจ้าสองคนเป็นคนของข้า หาได้ต้องเกรงกลัวผู้ใดไม่ นับจากวันนี้ใครร้ายมาจงร้ายกลับให้เต็มที่ เอาคืนให้สาสม หาใช่อ่อนแอทำเพียงมาร้องไห้คร่ำครวญกับข้าเช่นนี้ คราวหน้าคราวหลังถ้าพวกมันไม่ยอมให้นำอาหารกลับมา ก็จงรื้อทำลายห้องครัวเสีย ไม่ต้องเกรงกลัวหรือไว้หน้าผู้ใด เอาไว้ว่างๆข้าจะสอนพวกเจ้าต่อสู้ รับรองว่าวันหน้าแม้แต่องครัษ์ประจำจวนตระกูลฟาง ก็ไม่อาจเป็นคู่ประมือของพวกเจ้าแน่"
    ซูเหยียนพูดด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม

    ชุ่ยเหอและอิงเถาอ้าปากค้าง มองนายหญิงของตนตาปริบๆ ไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน นายหญิงของพวกนางเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ แถมยังโหดกว่าเมื่อก่อนด้วย แต่พวกนางกลับชอบใจเสียอย่างนั้น

    "นายหญิงรู้วิชาต่อสู้หรือเจ้าคะ"
    ชุ่ยเหอถามอย่างแปลกใจ

    "เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นคนชอบอ่านตำรา ตำราที่ข้าอ่านมีมากมายหลายศาสตร์ คนหัวไวอย่างข้ามีเรื่องใดที่ตนจะไม่รู้บ้าง"

    ซูเหยียนโกหกหน้าตายออกไป บ่าวหญิงคนสนิททั้งสองเมื่อได้ฟังคำผู้เป็นนายก็เชื่อสนิทใจ เพราะว่านายหญิงของพวกนาง เป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดมาแต่ไหนแต่ไร อ่านออกเขียนได้เชี่ยวชาญศาสตร์ศิลป์ทั้งห้าแขนง วิชาที่สตรีในแคว้นควรรู้ นายหญิงของพวกนางล้วนเรียนรู้และแตกฉานตั้งแต่อายุยังน้อย

    "ไว้ข้าจะสอนให้ พวกเจ้าทั้งสองคนเป็นสตรี จำเป็นต้องเรียนวิชาการต่อสู้ไว้ เพื่อป้องกันตัวเองมิให้ผู้อื่นมารังแกได้"

    "เจ้าค่ะ"/"เจ้าค่ะ"
    ชุ่ยเหอและอิงเถารับคำอย่างตื่นเต้น

    "ไปกันเถอะ"
    ซูเหยียนลุกขึ้นจัดอาภรณ์ให้เข้าที่พร้อมทั้งเอ่ยปากกับชุ่ยเหอและอิงเถา

    "ไปไหนกันหรือเจ้าคะ"
    ชุ่ยเหอถามออกมาอย่างสงสัย

    "ก็ไปเรือนใหญ่อย่างไรเล่า เมื่อพวกมันไม่ยอมให้ข้าได้อยู่อย่างสงบ พวกมันก็อย่าได้หวังว่าจะอยู่อย่างเป็นสุขเลย ข้าบอกกับพวกเจ้าแล้วอย่างไรเล่า นับจากวันนี้ไปใครดีมาจงดีตอบ ใครร้ายมาพวกเจ้าก็จงร้ายกลับ แต่ต้องเอาคืนเป็นเท่าตัวนะ อย่าได้ยอมเสียเปรียบเชียว"
    ซูเหยียนยกยิ้มอย่างเย็นชา แววตาของนางบอกถึงความอาฆาต

    "เจ้าค่ะ"/"เจ้าค่ะ"
    ชุ่ยเหอและอิงเถารับคำอย่างหนักแน่น

    ซูเหยียนนำบ่าวหญิงทั้งสองเดินมายังเรือนใหญ่ ตลอดเส้นทางที่เดินผ่าน บ่าวรับใช้ชายหญิงต่างพากันซุบซิบแสดงสีหน้าท่าทางดูแคลน ซูเหยียนปรายตามอง ในใจของนางก็นึกอยากฆ่าล้างบางจวนตระกูลฟางเสียจริงๆ ชั่วอึดใจนางและบ่าวคนสนิททั้งสองก็มาถึงเรือนใหญ่ ภาพครอบครัวสุขสันต์ที่กำลังนั่งกินข้าวอย่างมีความสุข ก็ทำให้ซูเหยียนเหยียดยิ้มอย่างดูแคลน

    "เจ้ามาที่นี่ทำไม! ข้าสั่งบ่าวไปบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือไง! ว่าห้ามเจ้ามายุ่งวุ่นวายที่เรือนใหญ่"
    ฮูหยินใหญ่จูแม่สามีของซูเหยียนตวาดกร้าวอย่างไม่พอใจ ที่เห็นลูกสะใภ้ที่นางชังน้ำหน้าโผล่หัวมาขัดความสุข

    ซูเหยียนยังคงนิ่งเงียบนางกวาดตามองคนในห้องที่ละคนอย่างช้าๆ แววตาของนางช่างทำให้คนรู้สึกขนหัวลุก ฟางลั่วเฉินรู้สึกว่าภรรยาในนามของเขาคนนี้ ได้มีบุคลิกและท่าทางที่เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นอย่างมาก จากหญิงสาวที่ดูอ่อนแอไร้เดียงสาสมวัย กลับเปลี่ยนเป็นสุขุมสง่างามน่าเกรงขาม เมื่อฟางลั่วเฉินได้สบกับสายตาอาฆาตของซูเหยียน แววตานั้นกลับทำให้เข้ารู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก เขาอดที่จะนึกแปลกใจไม่ได้เพราะเพียงแค่ชั่วข้ามคืน เหตุใดสตรีผู้นี้ถึงเปลี่ยนไปได้มากมายราวกับเป็นคนละคนกัน

    "เห็นผู้อาวุโสแล้วเหตุใดยังไม่เอ่ยทำความเคารพอีก!"
    ฮูหยินผู้เฒ่าฟางเอ่ยตำหนิเสียงดัง

    "ผู้อาวุโสอย่างนั้นหรือ! ฮ่าๆๆ"
    ซูเหยียนยกมือป้องปากแล้วหัวเราะเสียงเย็นเยียบ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า

    "พวกท่านถือตนเป็นผู้อาวุโส แต่ในสายตาของข้านั้น พวกท่านก็ไม่ต่างอะไรจากคนแก่ที่ไม่รู้ความ อีกทั้งยังเป็นคนแก่ที่จิตใจดำด้านไร้เมตตา ที่ชอบใช้อำนาจข่มแหงรังแกผู้น้อยเช่นข้า แล้วอย่างนี้พวกท่านยังจะมีหน้า! มาถามหาความเคารพจากข้าอีกอย่างนั้นนะหรือ...ฮึ! ช่างน่าขำเสียจริง!"
    ซูเหยียนตอบกลับฮูหยินผู้เฒ่าฟางอย่างไม่ไว้หน้า

    "เจ้า!..เจ้า! เสนาบดีซูอบรบสั่งสอนเจ้ามาเช่นไร! เจ้าจึงได้มีกิริยาเหมือนไพร่ชั้นต่ำเช่นนี้!"
    ฮูหยินใหญ่จูตะคอกด่าซูเหยียนอย่างเหลืออด

    "แล้วบิดาของท่าน!..รองเจ้ากรมโยธาเลี้ยงดูท่านมาเช่นไรเล่าฮูหยินใหญ่จู! ตัวท่านถึงได้กล้ากล่าวล่วงบิดาของข้าที่เป็นถึงเสนาบดี! หรือท่านไม่รู้ว่าการดูหมิ่นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ มีโทษร้ายแรงถึงขั้นโบยตีจนสิ้นใจ ถ้าข้านำเรื่องนี้ไปร้องต่อกรมอาญา จุ๊ๆๆ น่ากลัวว่าท่านคงปากดีอย่างนี้ไม่ออกเสียแล้ว!"
    คำพูดแต่ละคำของซูเหยียนทำเอาแม่สามีของนางเหงื่อตกเพราะความกลัว

    "ใจเย็นๆก่อนเถอะซูเหยียน..ล้วนแล้วแต่เป็นคนในครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น มีอะไรค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถิดนะ"
    ฟางเค่อหยุนผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็นพ่อสามี รีบเอ่ยห้ามปรามก่อนเรื่องราวจะลุกลามใหญ่โต

    "ครอบครัวหรือ!.. ข้าหลงลืมไปแล้วจริงๆว่าท่านนับข้า เป็นคนในครอบครัวของท่านตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ไม่เลยข้าไม่เคยเป็น!  ข้าไม่เคยเป็นคนในครอบครัวของตระกูลฟางของพวกท่าน!.. ข้าซูเหยียน!..เดิมทีเคยเป็นสตรีในห้องหอที่ดีผู้หนึ่ง เพราะความรักจึงทำให้ข้าหลงผิด แต่ว่านับจากวันที่ข้าก้าวขาเข้าจวนตระกูลฟางมา ข้าก็ไม่เคยกระทำผิดหรือคิดร้ายต่อคนตระกูลฟางเลยแม้แต่สักครั้งเดียว ข้าอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวมาโดยตลอด แต่ความดีของข้าที่ได้กระทำไปทั้งหมดนั้น คงไม่อาจจะเอาชนะใจที่มืดบอดของคนตระกูลฟางได้!"

    คำพูดของซูเหยียนทำเอาคนตระกูลฟางจุกในอกพูดต่อไม่ออก พวกเขามองซูเหยียนยังไม่เชื่อสายตาตัวเอง สะใภ้ที่ตระกูลฟางไม่ต้องการผู้นี้ เดิมทีก็เป็นเพียงลูกพลับนิ่มให้คนตระกูลฟางรังแก แต่วันนี้นางกลับเปลี่ยนไปแล้ว หาใช่ซูเหยียนคนเดิมที่อ่อนแออีกต่อไป

    ซูเหยียนหันหน้าช้าๆไปหาฟางลั่วเฉิน บุรุษที่นางเคยรักอย่างสุดหัวใจ ก่อนที่นางจะพูดใส่หน้าเขาอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า

    "ข้าเคยรักท่านฟางลั่วเฉิน!..ข้าเคยรักท่านอย่างหมดหัวใจ"

    "เคยรักอย่างนั้นหรือ"
    ฟางลั่วเฉินเลิกคิ้วถามนางอย่างสงสัย เกิดความรู้สึกวูบไหวในอกอย่างฉับพลัน

    "ใช่แล้วแค่เคยรัก!.. มาถึงตอนนี้ความรู้สึกที่ข้าเคยมีต่อท่านนั้น มันได้ตายไปจากใจของข้าแล้ว ข้าหวังว่าวันหน้าท่านจะไม่นึกเสียใจทีหลัง กับสิ่งที่ท่านได้เลือกในวันนี้ ท่านมักกล่าวดูแคลนว่าข้าเป็นสตรีที่ไร้ยางอาย แต่ข้าจะพูดให้ท่านกระจ่างแก่ใจนะแม่ทัพฟาง สตรีที่ยืนข้างกายท่านผู้นั้นต่างหากเล่า ที่คู่ควรกับคำว่า'ไร้ยางอาย'คำนี้ เพราะว่าไม่มีสตรีที่ดีคนไหน อยากเสนอตัวให้บุรุษที่มีภรรยาอยู่แล้ว สตรีเช่นนางที่ใช้มารยายั่วยวนแย่งชิงสามีผู้อื่น อีกทั้งยังทอดกายให้บุรุษเชยชมง่ายๆ การกระทำของนางไม่ต่างอะไรกับหญิงงามเมือง! แต่ท่านกลับมองไม่ออก ฟางลั่วเฉินหนอฟางลั่วเฉิน บุรุษผู้โง่เขลาเช่นท่าน! เหตุใดถึงได้มีตำแหน่งเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ กองทัพที่มีท่านเป็นผู้นำ พวกทหารเหล่านั้นช่างน่าสงสารเสียจริงๆ ที่มีผู้นำเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาเช่นนี้"

    ซูเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกคำพูดที่เชือดเฉือน แววตาที่จ้องฟางลั่วเฉินอย่างดูแคลน ทำเอาคนทั้งห้องอึ้งจนพูดไม่ออก

    "เจ้า!..แล้วเจ้าจะเอายังไง"
    ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกระทันหันของซูเหยียน ทำเอาฟางลั่วเฉินและคนตระกูลฟางตั้งตัวแทบไม่ทัน

    "ฮ่าๆๆๆ ข้าก็ไม่เอายังไงหรอกท่านแม่ทัพ ในเมื่อท่านอยากอยู่เคียงคู่กับสตรีอื่น ข้าก็จะให้ท่านสมปรารถนาอย่างไรเล่า แต่ว่านะ! คนอย่างข้าซูเหยียนไม่เคยยอมเสียเปรียบผู้ใด ก่อนที่ท่านจะมอบหนังสือหย่าขาดให้กับข้า หวังว่าคนตระกูลฟางจะจ่ายค่าตอบแทนที่มากพอให้ข้าซูเหยียนพึงพอใจ..หาไม่แล้วล่ะก็! ข้าจะป่าวประกาศให้คนทั้งเมืองหลวงรู้โดยทั่วกัน ว่าข้ามีชีวิตอย่างไรในจวนตระกูลฟางแห่งนี้ ข้าขอเตือนว่าพวกท่านอย่าได้คิดท้าทาย กับความอดทนของข้าจะดีกว่า!"

    ซูเหยียนกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ เดิมทีนางก็ไม่อยากได้ทรัพย์สินเงินทองของตระกูลฟาง แต่คนตระกูลฟางรังแกนางมาตลอด ทั้งตอนที่แต่งงานตระกูลฟางก็นิ่งเฉย มิได้ส่งมอบสินสอดทองหมั้นมากเท่าที่นางควรจะได้ ทำให้เรื่องนี้เป็นที่ขบขันของผู้คนในเมืองหลวง นางต้องกลายเป็นตัวตลกให้ผู้อื่นนินทา คิดแล้วก็น่าเจ็บใจนางก็ควรเอาคืนบ้างไม่ใช่หรือ ถึงนางจะมีสินเดิมอยู่จำนวนมากก็ตาม แต่ในภายภาคหน้าก็มีเรื่องที่ให้นางต้องใช้เงินอีกมาก

    ความทรงจำจากการตายแล้วเกิดใหม่สองรอบ ทำให้นางรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ในปีนี้จะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้น ภัยของลมหนาวที่ทำให้ผู้คนต้องพลัดถิ่นฐานบ้านเกิด นางจะใช้เงินที่ได้มาจากตระกูลฟาง จัดตั้งโรงทานและตั้งโรงหมอขึ้น ภัยพิบัติในครั้งนี้ยังพ่วงมากับโรคระบาด ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากล้มตาย นางจะใช้สองมือนี้เพื่อช่วยชีวิตชาวบ้าน เพื่อเป็นกุศลที่นางได้กำเนิดใหม่ถึงสองครั้ง