หลงเซียวเหยาและจิติญญาผู้ยิ่งใหญ่ที่อาศัยอยู่ภายในแหวนมิตินั้น
พวกมันทั้งสองไม่รู้เลยว่า พวกเขากำลังตกเป็เป้าหมายของสิ่งที่ไม่มีผู้ใดสามารถหลีกเลี่ยงได้
โชคชะตาอันดำมืดที่กำลังถูกถักทอโดยมือของหลัวหยางและระบบสังหารโชคชะตา
ซึ่ง ณ บัดนี้ ภายในจิตของหลัวหยาง ระบบที่เคยสุขุมและพูดจาอย่างทะเล้นกำลังเผยด้านอันแท้จริงของตน มันแทบจะน้ำลายสอเมื่อััได้ถึงกลิ่นหอมหวานของโชคชะตาระดับแปดที่สุกงอมอยู่เบื้องหน้า พลังของมันบริสุทธิ์และลึกล้ำจนยังรู้สึกหลงใหล
ทว่าถึงจะเต็มไปด้วยความอยาก กลืนกิน และแย่งชิง แต่มันก็รู้จักควบคุมความปรารถนานั้นได้อย่างแเี
เสียงของมันดังขึ้นด้วยท่าทางที่ข่มอารมณ์สุดขีดเอาไว้ภายในใจของหลัวหยาง
【เอาไว้ก่อนละกันเ้าหนู เป้าหมายโชคชะตาระดับแปดในตอนนี้สำหรับเ้าถือว่าแข็งแกร่งมากเกินไป โดยเฉพาะกับไอ้จิติญญาระดับจักรพรรดิฟ้าดินที่สิงสู่อยู่ในแหวนนั่น ต่อให้เ้าทุ่มทุกอย่างในตัวตอนนี้ ก็ไม่มีทางสังหารได้อย่างแน่นอน】
หลัวหยางฟังแล้วก็พยักหน้าเล็กน้อยอย่างเข้าใจถึงความร้ายกาจของเป้าหมาย
【แต่ถ้าเ้าทำให้เจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหลตื่นขึ้นมาได้ละก็.. อย่าว่าแต่จักรพรรดิฟ้าดินเลย ต่อให้เป็ผู้ที่อยู่เหนือกฎแห่ง์ ผู้ยืนอยู่เหนือเส้นทางแห่งสัจธรรมสูงสุด กระทั่งผู้อยู่เหนือสรรพสิ่งเองก็ต้องแตกดับไปอย่างสมบูรณ์】
หลัวหยางได้ยินก็เลิกคิ้วสูง ดวงตาเปล่งประกายวาววับเต็มไปด้วยความหวังและความตื่นเต้น ริมฝีปากขยับราวจะเอ่ยถามต่อ
“ถ้าข้าใช้เจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหลได้ในตอนนี้...”
แต่ยังไม่ทันได้พูดจบ ระบบก็แทรกคำขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงดุดันจนเ้าตัวต้องสะดุ้งในจิต
【ฝันไปก่อนเถอะไอ้เด็กบ้า】
【การจะควบคุมเจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหลได้นั้น เ้าจะต้องฝึกฝนวิชาบ่มเพาะอย่างคัมภีร์จักรพรรดิแห่งความโกลาหลให้ล้ำลึกมากยิ่งกว่านี้ เพราะวิชานั้นไม่ใช่แค่คัมภีร์ธรรมดา แต่มันเป็สื่อกลางอันสูงส่งของเจตจำนงที่สามารถสบั้นได้ทุกสรรพสิ่ง】
【สั่นคลอนได้แม้แต่เส้นทางแห่งดวงดาวและจักรวาลทั้งปวง เจตจำนงนั้นคือหนึ่งในสิ่งที่แม้แต่ระบบของข้ายังเคารพบูชา】
【แต่ตอนนี้เ้าก็แค่หลอมกายาขั้นสาม เ้าคิดว่าเจตจำนงอันยิ่งใหญ่แบบนั้นจะยอมให้เ้าจับถือมันโดยง่ายหรือ? เลิกฝันไปก่อนเถอะ】
หลัวหยางถอนหายใจในใจอย่างยอมจำนน ทว่าความหวังที่เปล่งประกายในดวงตาเขานั้นกลับไม่ลดลง
เพราะรู้ว่าทุกสิ่งต้องค่อยเป็ค่อยไป ยิ่งเป้าหมายยิ่งใหญ่มากเพียงใด ผลตอบแทนก็ยิ่งมหาศาลมากเท่านั้น และระบบก็ไม่ได้ปล่อยให้ความหวังนั้นเงียบหายไป มันพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่กลับมาเป็ปกติ พร้อมด้วยแผนการที่ดูจะสมเหตุสมผลกว่ามากในยามนี้
【ไปกันได้แล้ว กลับไปฝึกฝนพลังภายในห้องพัก รอคอยเวลาที่ขั้วอำนาจทั้งสิบจะมาถึง】
【โลกเบื้องล่างกำลังสั่นะเือยู่ใน่เปลี่ยนผ่าน และศูนย์กลางของโชคชะตาจะกระจุกอยู่ที่แคว้นเทียนิแห่งนี้】
【ส่วนตอนนี้ปล่อยหมูให้อ้วนและเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆก่อน】
【เมื่อนั้นโชคชะตาของมันอาจแปรเปลี่ยนไปและยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าที่เป็อยู่ในตอนนี้ แล้วพวกเราค่อยเชือดมันทิ้งหลังจากนี้ก็ยังไม่สาย】
หลัวหยางรับฟังด้วยความเข้าใจ ไม่มีความลังเลในการตอบรับคำสั่งจากผู้ที่เขายกให้เป็อาจารย์
ภายใต้ความนิ่งเงียบที่แผ่คลุมอยู่ทั่วโรงเตี๊ยม ราวกับทุกสรรพสิ่งกลับคืนสู่ภาวะสงบอีกครั้ง เขาค่อยๆวางตะเกียบลง วาดปลายนิ้วไปตามขอบจอกเหล้าเพื่อชำระกลิ่นสุดท้ายของมื้ออาหาร แล้วเรียกพนักงานของร้านมาเพื่อชำระเงิน
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย หลัวหยางก็ลุกขึ้นก้าวเดินออกจากที่นั่งโดยไม่เร่งรีบ
ขณะที่หลัวหยางกำลังก้าวเดินผ่านโต๊ะไม้เก่าซึ่งหลงเซียวเหยากำลังนั่งจิบเหล้าอยู่อย่างสบายอารมณ์ สายตาเรียบเฉยของเขากลับสะท้อนประกายบางอย่างออกมาเพียงเสี้ยววินาที มันไม่ใช่เพราะเสียงพูดคุย ไม่ใช่เพราะกลิ่นอาหารหรืออาการของผู้ใด
แต่เป็เพราะบางสิ่งที่สั่นะเืหัวใจจากเบื้องลึกที่สุดในจิติญญา
สายตาของเขาเบนไปยังเหนือศีรษะของหลงเซียวเหยาโดยไม่ได้ตั้งใจ
และในตอนนั้นเอง เขาก็มองเห็นมันอย่างชัดเจน ประกายแสงสีชมพูเข้มที่เจิดจรัสอย่างประหลาด ราวกับรัศมีแห่งโชคชะตากำลังส่องแสงนำทางในความมืดหม่น ประกายแสงนั้นไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่าของคนทั่วไป
ทว่าหลัวหยาง ผู้ที่ได้รับระบบสังหารโชคชะตาเป็อาจารย์ ย่อมสามารถมองเห็นมันได้อย่างชัดเจนและลึกซึ้งกว่าผู้ใด
ประกายแสงนั้นมันเหมือนกับเปลวไฟแห่งชะตากรรมที่ลุกโชนอย่างรุนแรง น่าหลงใหล และน่ากลืนกินอย่างที่สุด
สีหน้าอันสงบของหลัวหยางกลับเปลี่ยนเป็ความกระหายที่แฝงอยู่ในรอยยิ้มมุมปากอย่างเ็า
เขาเลียริมฝีปากอย่างช้าๆ โดยที่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยแววแห่งความละโมบ มันเป็ความรู้สึกเดียวกับหมาป่าที่กำลังจ้องมองลูกแกะผู้ไม่รู้เื่รู้ราวตรงหน้า และ้าจะกลืนกินทุกสิ่งที่เป็มัน ไม่ใช่แค่ชีวิตแต่รวมถึงโชคชะตาทั้งมวล
แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง หลงเซียวเหยาผู้ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว กำลังยกจอกเหล้าขึ้นจิบด้วยท่าทางที่ไม่เร่งรีบ
ทว่าจู่ๆร่างของเขากลับสั่นไหวขึ้นอย่างหนัก ใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่กลับแข็งค้างเล็กน้อย
ดวงตาเบิกเล็กน้อยเมื่อััได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง เสียงหัวใจของเขาเต้นถี่ขึ้นโดยไร้เหตุผล ชั่วขณะหนึ่งรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งที่มองไม่เห็นเคลื่อนผ่านแผ่นหลัง ราวกับเงาอันเย็นเยียบที่ไหลผ่านกระดูกสันหลังจนรู้สึกเสียววาบ
“ทะ.. ท่านอาจารย์เหยา”
“เมื่อกี้นี้ท่านรู้สึกหรือเปล่า? ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังเพ่งมองมาที่ข้าจริงๆด้วย!”
หลงเซียวเหยาเอ่ยขึ้นในห้วงจิต พร้อมกับหันมองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง
ดวงตาของเขากวาดมองผ่านทุกโต๊ะ ทุกมุม และทุกผู้คน ทว่ากลับไม่พบสิ่งใดที่ผิดแปลกหรือมีท่าทีไม่ชอบมาพากลเลย
ในตอนแรกมันแสดงความโอ้อวดต่อผู้เป็อาจารย์ แสดงความมั่นใจในพลังและโชคชะตาของตนเสมอ
ทว่าในยามนี้เอง ความรู้สึกไม่มั่นคงได้เข้ามาแทนที่
“เ้าคงคิดไปเองแหละ”
น้ำเสียงของปรมาจารย์เหยาเต็มไปด้วยความสงบนิ่งและมั่นคง
“ในโรงเตี๊ยมเล็กๆแห่งนี้ไม่มีใครที่มีพลังมากพอจะลอบสังหารเ้าหรือจ้องมองเ้าโดยไม่ถูกข้าััถึง.. อย่าคิดมาก!”
“ตอนนี้ก็รีบๆกิน แล้วไปบ่มเพาะพลังได้แล้ว เป้าหมายของเ้าคือระดับเปิดห้วงจิติญญา.. ไม่สิ แค่ได้หลอมกายาขั้นที่สิบก็ไม่เลว เพราะวิชาบ่มเพาะอย่างคัมภีร์เพลิงผลาญฟ้าที่ข้ามอบให้เ้านั้น มันจำเป็ต้องใช้ทรัพยากรและหลักความเข้าใจอยู่มาก”
“การที่เ้าบ่มเพาะมาหนึ่งเดือน แล้วมีระดับถึงหลอมกายาขั้นเจ็ดได้ ย่อมเป็ผลลัพธ์ที่ไม่เลวแล้วละ”
คำพูดของปรมาจารย์เหยาทำให้หลงเซียวเหยาเริ่มเข้าใจ เขายกเหล้าขึ้นดื่มอึกใหญ่เพื่อขจัดความคิดฟุ้งซ่านที่ค้างคาอยู่ในจิตใจ ก่อนจะวางจอกลงแล้วถอนหายใจออกมา ดวงตากลับมาเป็ปกติอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับหัวใจที่บอกกับตนว่าความรู้สึกเมื่อครู่ก็แค่จินตนาการไปเอง
เขาหัวเราะเบาๆในลำคอ และหันกลับไปนั่งสงบตามเดิม
โดยไม่รับรู้เลยว่าเพียงแค่หนึ่งสายตาและหนึ่งก้าวที่เคลื่อนไปอย่างไร้เสียง ได้เปลี่ยนโชคชะตาของเขาไปอย่างเงียบเชียบ
ภายในใจของหลัวหยางที่เดินเลยผ่านโต๊ะไปแล้วนั้น
เสียงของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้งหนึ่งในห้วงสำนึกด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มอารมณ์แห่งความหิวโหยเอาไว้
【ไอ้เด็กโชคชะตานั่นมันช่างมีโชคชะตาที่หอมหวานเสียจริงๆนะ ข้าชักจะอดใจไม่ไหวแล้ว…】
【แต่มันยังไม่ถึงเวลา..】
【ต้องปล่อยมันไปก่อน】
หลัวหยางรู้ดีว่าต้องรอเวลา เมื่อหมูอ้วนจนเต็มที่จะยิ่งให้เนื้อมากขึ้น และหากปล่อยไว้ให้มันเติบโต ก็จะสามารถกลืนกินได้มากกว่าเดิม
ขณะที่หลงเซียวเหยาเองก็เริ่มเข้าใจถึงข้อจำกัดของตนเช่นกัน และเริ่มเข้าใจว่าเส้นทางของผู้บ่มเพาะไม่อาจเดินเดียวดาย หากไร้ทรัพยากร ไม่มีนิกายหนุนหลัง สุดท้ายก็มิอาจก้าวไปได้ไกล
เป้าหมายของมันในตอนนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การบ่มเพาะพลังให้สูงขึ้นเท่านั้น แต่เป็การเข้าร่วมกับสำนักหรือนิกายที่มีอิทธิพล
และยิ่งไปกว่านั้น ตัวของมันตั้งใจแน่วแน่จะเข้าร่วมงานชุมนุมขั้วอำนาจทั้งสิบที่กำลังจะจัดขึ้นภายในเมืองจงหนานในอีกไม่กี่วันนี้
ตัวของมันเองก็ไม่รู้เลยว่าความตั้งใจเดียวกันนั้น ทั้งหมดมันก็ถูกจุดขึ้นในใจของหลัวหยางที่เพิ่งเริ่มต้นในเส้นทางเช่นกัน