เสียงคำรามของศิษย์พี่หลิวยังคงดังก้องอยู่ในโถงถ้ำแคบๆ แสงสีเงินจาก "พัดวายุท่องเมฆา" (云游风扇 - หยุนโหยวเฟิงซ่าน) สาดส่องวูบวาบ ขับไล่ความมืดมิดโดยรอบ เผยให้เห็นอสูรงูเพลิงเกล็ดอัคคี (火鳞炎蛇 - ฮั่วหลินเหยียนเสอ) ที่กำลังคดเคี้ยวร่างมหึมา เตรียมพร้อมจะจู่โจมอีกครั้ง ดวงตาสีทองของมันจับจ้องไปยังพัดในมือหลิวอย่างระแวดระวัง พลังงานที่แผ่ออกมาจากอาวุธชิ้นนั้นทำให้มันรู้สึกถึงภัยคุกคาม
เจิ้งอี้และซูเม่ยถอยร่นไปรวมกลุ่มกันใกล้กับผนังถ้ำ คอยระวังป้องกันตัวและจับตามองการปะทะเบื้องหน้าอย่างตึงเครียด
เิเหยียน (เร็นไซ) ยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลังกลุ่มเล็กน้อย สายตาของเขาไม่ได้จับจ้องไปที่ความโอ่อ่าของพัดวิเศษ หรือท่าทางฮึกเหิมของศิษย์พี่หลิว แต่กำลังพิจารณาการเคลื่อนไหวของอสูรงูเพลิงอย่างละเอียดถี่ถ้วน
'อาวุธิญญา...ขยายพลังภายนอก แต่หาได้ขัดเกลาจิตภายในไม่ การควบคุมยังหยาบกระด้าง พึ่งพากำลังดุจคนเขลา ย่อมมิอาจยืนหยัดได้นาน' ความคิดของเร็นไซวิเคราะห์อย่างเ็า 'อสูรงู...พลังธาตุไฟรุนแรง แต่กายเนื้อยังคงมีข้อจำกัดตามธรรมชาติ ลำตัวที่เทอะทะคือโซ่ตรวนที่รั้งความเร็วของมันไว้...นั่นคือช่องว่าง'
"เข้ามาเลยเ้าอสรพิษชั้นต่ำ! ข้าจะให้เ้ารู้ว่าพลังของศิษย์สำนักจันทรากระจ่างเป็เช่นไร!" ศิษย์พี่หลิวะโก้อง เขาโบกพัดเหล็กสร้างเป็คลื่นลมคมกริบหลายสายพุ่งเข้าโจมตีอสูรงูเพลิง
อสูรงูคำรามตอบ มันพ่นลูกไฟขนาดเล็กหลายลูกออกมาสกัดกั้นคลื่นลมเ่าั้ เสียงะเิดังขึ้นเป็ระยะ เศษหินบนผนังถ้ำร่วงกราว
"เจิ้งอี้! ซูเม่ย! คอยสนับสนุนข้าจากด้านข้าง!" หลิวออกคำสั่งโดยไม่หันมามอง
เจิ้งอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับ เขากระซิบกับซูเม่ย "ระวังตัวด้วย อย่าเข้าไปใกล้มาก พลังของมันยังเหนือกว่าเรานัก"
ซูเม่ยพยักหน้าอย่างหวาดๆ นางรวบรวมพลังปราณเตรียมพร้อม
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ศิษย์พี่หลิวอาศัยพลังของพัดวายุท่องเมฆาเข้าปะทะกับอสูรงูเพลิงอย่างไม่เกรงกลัว คลื่นลมและประกายไฟปะทะกันอย่างต่อเนื่อง แต่เห็นได้ชัดว่าหลิวกำลังตกเป็ฝ่ายตั้งรับมากขึ้นเรื่อยๆ พลังปราณของเขาเริ่มลดน้อยลงอย่างรวดเร็วจากการใช้อาวุธจิติญญาอย่างต่อเนื่อง เหงื่อเริ่มผุดขึ้นเต็มใบหน้า
'พึ่งพาศาสตราแต่ไร้ซึ่งปัญญา ก็ไม่ต่างจากลิงถือกระบี่ ฟาดฟันสะเปะสะปะ สูญเปล่าซึ่งพลังงานและโอกาส...ช่างน่าสมเพชและ...น่าเบื่อหน่าย' เร็นไซคิดพลางส่ายศีรษะเล็กน้อยอย่างที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
ทันใดนั้น อสูรงูเพลิงก็อาศัยจังหวะที่หลิวเริ่มอ่อนแรง สะบัดหางอันทรงพลังเข้าโจมตีจากมุมที่คาดไม่ถึง! หลิวเบิกตากว้าง พยายามจะใช้พัดต้านทานแต่ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว!
"ศิษย์พี่หลิว!" ซูเม่ยร้องเสียงหลง
เจิ้งอี้เองก็พุ่งตัวเข้าไปช่วย แต่ดูเหมือนจะช้าไปก้าวหนึ่ง
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง!
ร่างเล็กๆ ของเิเหยียนที่ยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ขยับไหว! เขาไม่ได้พุ่งเข้าไปปะทะโดยตรง แต่กลับก้มตัวลงต่ำอย่างรวดเร็ว พร้อมกับตวัดเท้าไปข้างหน้า! ปลายเท้าของเขาสะกิดเข้ากับก้อนหินขนาดพอเหมาะก้อนหนึ่งที่ตกอยู่บนพื้น!
"ฟิ้ว!"
ก้อนหินนั้นลอยละลิ่วไปในอากาศด้วยความเร็วและทิศทางที่แม่นยำอย่างเหลือเชื่อ! มันไม่ได้พุ่งเข้าใส่หางอสรพิษ แต่กลับพุ่งไปยังดวงตาสีทองข้างหนึ่งของมัน!
อสูรงูเพลิงที่กำลังจะฟาดหางใส่หลิว รู้สึกถึงอันตรายที่พุ่งเข้ามา สัญชาตญาณของมันสั่งให้เบี่ยงเบนการโจมตีเล็กน้อยเพื่อหลบหลีกวัตถุแปลกปลอมนั้น!
"เคร้ง!"
หางของมันพลาดเป้าศิษย์พี่หลิวไปเพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงปัดถูกพัดในมือของเขาจนหลุดกระเด็น! ส่วนก้อนหินนั้นก็เฉียดดวงตาของมันไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด!
"อ๊าก!" ศิษย์พี่หลิวร้องออกมาด้วยความเ็ปเมื่อถูกแรงปะทะ แม้จะไม่โดนเต็มๆ แต่ก็ทำให้เขากระเด็นไปชนกับผนังถ้ำและเสียอาวุธจิติญญาไป
อสูรงูเพลิงคำรามอย่างเดือดดาลที่ถูกก่อกวน มันหันขวับมามองเิเหยียนด้วยแววตาอาฆาต!
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนเจิ้งอี้และซูเม่ยแทบไม่ทันตั้งตัว พวกเขามองเิเหยียนด้วยความประหลาดใจระคนตกตะลึง
'ชิ...พลาดเป้าไปนิดเดียว ดวงตามันไวกว่าที่คิด แต่ก็ยังพอสร้างจังหวะได้บ้าง' เร็นไซคิดอย่างเยือกเย็น แม้จะถูกอสูรร้ายจ้องเขม็ง เขาก็กระชับกระบี่เหล็กในมือ เตรียมพร้อมรับมือ 'อย่างน้อยก็ทำให้เ้าเด็กนั่นรอดตายไปได้อย่างหวุดหวิด...ข้าไม่ได้อยากจะช่วยมันนักหรอก แต่ถ้ามันตายไปตอนนี้ สถานการณ์ของข้าเองก็จะยุ่งยากไปด้วย ถือว่าเป็การลงทุนเล็กน้อยเพื่อความสะดวกในภายหน้าก็แล้วกัน'
"เิเหยียน! เ้าทำบ้าอะไรของเ้า!" ศิษย์พี่หลิวที่เพิ่งตั้งหลักได้ ตะคอกใส่เิเหยียนอย่างหัวเสีย แม้ลึกๆ จะรู้ว่าเมื่อครู่ตนเองรอดมาได้อย่างไร
"ข้าแค่...เห็นว่ามันมีช่องว่างขอรับ" เิเหยียนตอบเสียงเรียบ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
อสูรงูเพลิงไม่ปล่อยให้พวกเขาได้สนทนากันนาน มันพุ่งทะยานเข้าใส่เิเหยียนทันที! มันมองว่าเด็กชายร่างเล็กผู้ใช้วิธีการประหลาดนี้คือตัวอันตรายที่ต้องกำจัดก่อน!
เจิ้งอี้รีบเข้ามาขวาง "เิเหยียน! ถอยไป!" เขารวบรวมพลังปราณทั้งหมดตวัดกระบี่เข้าปะทะกับกรงเล็บของอสูรงู!
"เคร้ง! เคร้ง!"
การต่อสู้ปะทุขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้สถานการณ์ของกลุ่มศิษย์ดูจะย่ำแย่ลงกว่าเดิม เมื่อศิษย์พี่หลิวเสียอาวุธจิติญญาไป พลังต่อสู้ของเขาก็ลดลงอย่างมาก
เิเหยียนถอยฉากออกมาเล็กน้อยตามคำสั่งของเจิ้งอี้ แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของอสูรงูเพลิงไม่วางตา 'การโจมตีของมันเน้นพละกำลังและพลังธาตุไฟเป็หลัก ความเร็วในการเคลื่อนที่ของลำตัวยังคงเป็จุดอ่อน หากสามารถทำให้มันเสียการทรงตัว หรือเบี่ยงเบนความสนใจไปยังทิศทางอื่นได้...'
เขาก้มมองก้อนหินที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นถ้ำอีกครั้ง พลันความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว เขาลอบหยิบก้อนหินดำสนิทที่เก็บได้เมื่อตอนกลางวันออกมาจากห่อสัมภาระอย่างแเี กำมันไว้ในมือข้างหนึ่ง 'เ้าก้อนหินนี่...ดูดซับพลังงานได้ทุกชนิดรึ? น่าลองดูสักหน่อย บางที...อาจจะได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจก็ได้'
เขาเริ่มเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ เลียบไปตามผนังถ้ำที่มืดสลัว พยายามหาตำแหน่งที่เหมาะสม ในขณะที่เจิ้งอี้และซูเม่ยกำลังพัวพันอยู่กับการโจมตีของอสูรงู
ทันใดนั้น เขาก็แกล้งทำเป็สะดุดก้อนหินเล็กๆ อีกครั้ง!
"โอ๊ะ!" เขาร้องเสียงหลง ทำทีเหมือนจะล้ม แต่กลับใช้จังหวะนั้นดีดตัวต่ำลง พร้อมกับขว้างก้อนหินธรรมดาอีกก้อนหนึ่งออกไปทางด้านข้างของอสูรงู!
"ฟุ่บ!"
อสูรงูหันขวับไปยังทิศทางของเสียงและก้อนหินที่พุ่งมาตามสัญชาตญาณ!
และในจังหวะที่มันหันไปนั่นเอง เิเหยียนก็อาศัยความมืดและความสับสน ใช้มือข้างที่กำศิลาไร้ลักษณ์แตะลงไปที่เกล็ดบริเวณลำตัวส่วนท้ายของอสูรงูอย่างรวดเร็ว! เขาไม่ได้ใช้พลังอะไรเป็พิเศษ เพียงแค่ "ัั" มันเท่านั้น 'ทดสอบดูหน่อยซิ...ว่าเ้าหินนี่มันจะทำอะไรได้บ้าง'
อสูรงูเพลิงสะดุ้งเล็กน้อย หันกลับมามองด้วยความฉงน แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ มันจึงหันกลับไปสนใจเจิ้งอี้และซูเม่ยต่อ
เิเหยียนถอยกลับมายืนนิ่งในเงาตามเดิม สีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจกำลังประหลาดใจเล็กน้อย 'ไม่มีอะไรเกิดขึ้น? หรือว่าข้าเข้าใจผิดไปเอง... หรือบางที...มันอาจจะต้องใช้พลังงานบางอย่างกระตุ้น? หรือต้องใช้เวลาในการแสดงผล?'
การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป สถานการณ์ของกลุ่มศิษย์เริ่มคับขันมากขึ้นเรื่อยๆ พลังของเจิ้งอี้และซูเม่ยเริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนศิษย์พี่หลิวที่ไร้อาวุธจิติญญา ก็ทำได้เพียงแค่คอยหลบหลีกและโจมตีสนับสนุนจากระยะไกลอย่างไม่ค่อยได้ผลนัก
เิเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย 'ดูท่า...คงต้องลงมือจริงๆ จังๆ เสียแล้วกระมัง การปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ คงจะไม่เป็ผลดีต่อใครทั้งนั้น...รวมถึงตัวข้าเองด้วย การทดลองเล็กๆ น้อยๆ คงไม่เพียงพอเสียแล้ว'
ประกายตาของยอดนักดาบเฒ่าทอแววคมปลาบขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้...ดูเหมือนเขาจะไม่ได้คิดแค่จะ "ก่อกวน" อีกต่อไปแล้ว
(จบตอนที่ 9)