ในขณะที่ตัวก่อเหตุชิ่งหนีความโกลาหลที่ตัวก่อไว้ เยี่ยหยางตบอกปลอบใจตัวเองยกแขนเสื้อซับเหงื่อไคล พยายามปรับลมหายใจให้คงที่ เขาวิ่งสาวเท้าออกมากลับตำหนักอ๋องอย่างรวดเร็ว ไม่หวังดูผลงานที่ตัวเองก่อวีรกรรมชอกช้ำให้ผู้อื่นไว้
เฮ้อ...คิดว่าต้องฟังเสียงแหลมเล็กนั่นกรีดร้องให้ทรมานหูน้อย ๆ ของเปิ่นหวางแล้วสักอีก ดีที่เผ่นออกมาได้ทัน
เ้าตัวรีบร้อนไม่ทันระวังชนเข้ากับหัวขบวนมนุษย์ไม่เบา เซจนหน้าแทบซบพื้น แต่มนุษย์ผู้นั้นกับยืนนิ่งตั้งตระหง่านดั่งกำแพงเมืองไม่ไหวติง
เยี่ยหยางอาศัยเกาะกำแพงมนุษย์พยุงตัวขึ้นเองพร้อมส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้กับไท่จื่อมู่หรงลู่เฉินญาติผู้น้องไร้อารมณ์ของเขา
“ไท่จื่อมู่หรงลู่เฉิน”
“ชินอ๋องมู่หรงเยี่ยหยาง” น้ำเสียงเรียบนิ่งลึก ไม่บ่งบอกอารมณ์ใด ๆ สีหน้าเรียบยิ่งกว่าน้ำเสียงไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
ใบหน้าอ่อนเยาว์นุ่มนวลดูแข็งกระด้างไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความหล่อเหลาสง่างามที่ฉายแววออกมาทั้งที่เยาว์วัย ดูทรงคุณวุฒิมากกว่าเยี่ยหยางอีก ทั้ง ๆ ที่อายุอ่อนกว่าเกือบสองปีเต็ม เขาเหลือบมองเยี่ยหยางอย่างเอือมระอาลูกพี่ลูกน้องผู้พี่คนนี้ที่ทำตัวไม่เป็โล้เป็พาย
“จริงสิ เื่ที่เ้าต้องไปศึกษาที่เทียนถูหวู่ เป็พระประสงค์ของฮ่องเต้หรือ?” เยี่ยหยางอดรู้สึกหมั่นไส้หนังหน้าลู่เฉินไม่น้อย ต่อให้ตัวตนจริง ๆ ของเขาจะเย่อหยิ่งมากแค่ไหน แต่ก็ไม่มากเท่านี้
โอ๊ย...เ้านี่มันหน้าน้ำแข็งหรือไง เจอหน้าทีไรก็ไร้อารมณ์อย่างกับผู้บรรลุรสมรรคาธรรม์ชั้นเซียน วาจากล่าวน้อยคำยิ่งกว่า
“ข้าประสงค์จะไปศึกษาร่ำเรียนเอง” องค์รัชทายาทตอบกลับ
“อ๋อ ถ้างั้นเ้าคง้าความสงบในการศึกษาเล่าเรียนใช่หรือไม่ เช่นนันข้าจะไปทูลฮ่องเต้ให้ถอดถอนราชโองการของข้า เ้าจะได้มีสมาธิตั้งใจศึกษาอย่างดี”
เยี่ยหยางตบบ่ามู่หรงลู่เฉินรีบเสนอความคิดเห็น ไม่ปล่อยโอกาสดีที่โผล่ขึ้นมาให้เห็นรอดไปได้ เขาคิดว่าชื่อเสียงที่ตัวเองเพียรสร้างสะสมมานานอาจมีประโยชน์ในครานี้
คนอย่างลู่เฉินคงไม่้ายอดตัวบัดซบอย่างเขาไปเป็ตัวถ่วงของตัวเองการเรียนรู้ของเขาอย่างแน่นอน จึงพูดกล่อมให้อีกฝ่ายนึกรำคาญ ถ้ามีเขาไปด้วย
“ไม่ต้อง ข้าไม่ถือ” ลู่เฉินปฏิเสธข้อเสนอแนะของเยี่ยหยางอย่างไม่ไยดี ด้วยประโยคสนทนาสั้น ๆ แล้วก้าวเดินออกไปอย่างไม่สนใจสีหน้าชินอ๋องที่ยืนอึ้งแม้แต่น้อย
หากใครสังเกตให้ดีสักนิดจะพบว่ามุมปากขององค์รัชทายาทกระตุกยกขึ้นเล็กน้อยอย่างอารมณ์ดี แววตาเป็ประกายวูบหนึ่งก่อนกลับมานิ่งเรียบเหมือนเดิม
ส่วนคนที่คว้าโอกาสไม่สำเร็จอย่างท่านอ๋องบัดซบ ได้แต่โอดครวญอยู่ในใจ
แต่ข้าถือ...ถือหนักมากด้วย
เยี่ยหยางกลับมาตั้งหลักที่ตำหนักชินอ๋องของตัวเองก่อน การไปเทียนถูหวู่เหมือนจะเป็ปัญหาก็เหมือนไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา แต่เื่นี้อาจสร้างความยุ่งยากลำบากให้เขาเล็กน้อย
ตัวเขาก็ไม่กล้าจะไปเจอฝ่าาให้ยกเลิกราชโองการ ฮ่องเต้สำหรับเขาให้ความรู้สึกน่าหวั่นเกรงไม่น้อย คล้ายความรู้สึกเหมือนเขาพบเจอเ้านายเก่าที่ชวนขนหัวลุก ดังนั้นหลีกเลี่ยงได้ก็หลีกเลี่ยงไม่เจอหน้าเป็เื่ดีที่สุด แม้ว่าเขาจะได้รับพระเมตตามาโดยตลอด แต่ในฐานะหลานชายกลับสนิทสนมพอสมควร
ชายหนุ่มในร่างของเด็กหนุ่มเยาว์วัย ไล่ผู้คนบ่าวไพร่ออกจากเรือนของเขา ไม่ให้ใครเข้ามาจนกว่าเขาจะเรียก ปิดประตูหน้าเรือนใหญ่ลง พร้อมกับคาถาเวทลงทับป้องกันคนสอดรู้สอดเห็น
สีหน้าบุคลิกไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเยี่ยหยางเปลี่ยนเป็สีหน้านิ่งสงบ ดูเยือกเย็นเย่อหยิ่งขึ้นตามตัวตนที่แท้จริง ถึงแม้ความจริงเขาจะไม่ได้ดูหยิ่งยโสดังที่เห็นจากภายนอก
แต่อำนาจก็หล่อหลอมให้เขากลายเป็คนแบบนี้ เป็บุคลิกประจำตัวตามฉบับคุณชายจอมเวทเืบริสุทธิ์ตระกูลวินเซอร์ที่ตอนนี้คือ ผู้นำตระกูลที่ดำรงตำแหน่งได้แค่วันเดียว ก็ปลิวมาอยู่ที่นี่อย่างไม่รู้สาเหตุ
ตัวตนที่แท้จริงของเขาหาใช่ชินอ๋องมู่หรงเยี่ยหยาง ที่แท้จริงกลับเป็ ‘เกรกอรี่ วินเซอร์’ ดยุคตระกูลศักดิ์สิทธิ์ของระนาบมนตรา ที่เกิดเหตุการณ์ความผิดพลาดบางอย่างของเวทมนตร์ ทำให้เขาปรากฏตัวในที่ระนาบแห่งนี้ ระนาบที่เรียกว่า หวู่เซียน
ระนาบหวู่เซียนเป็ระนาบที่มีพลังปราณยุทธเป็ใหญ่ แตกต่างจากระนาบมนตราที่พลังเวทมนตร์เป็ใหญ่
และเขาก็หาทางกลับไม่ได้
แต่ก็เป็เื่ดีที่เขาไม่ต้องตาย เด็กหนุ่มปลงกับตัวเอง เป้าหมายในชีวิตตอนนี้สำหรับเยี่ยหยางคือการกลับไปในที่ของตัวเอง และฟื้นชีวิตสหายที่เป็เหมือนพี่น้องเป็คู่อริของเขา
เยี่ยหยางเดินเข้าไปในห้องหนังสือของเรือน หน้าต่างทุกบานปิดสนิทเหมือนเ้าของไม่ค่อยจะเข้ามาใช้งาน ซึ่งเป็ความจริงห้องนี้เป็แค่ทางผ่านสำหรับเดินเข้าห้องใต้ดินที่เขาสั่งคนทำขึ้น โดยไม่มีใครรู้ว่าใต้ตำหนักแห่งนี้มีดินแดนใต้ดินอยู่ ผู้ที่รู้เื่ราวถูกลบความจำทั้งหมดด้วยเวทมนตร์อย่างถาวร
ดินแดนใต้ดินตำหนักชินอ๋องมีทางเข้าหลายทาง ซึ่งเยี่ยหยางสร้างขึ้นเพื่อความสะดวกของเขา แต่ละทางเข้าก็มีวิธีเข้าไปที่แตกต่างกัน ไม่มีทางที่ผู้คนทั่วไป แม้กระทั่งเ้ายุทธภพของที่นี่จะผ่านเข้าไปได้ ถ้าไม่มีพลังเวทและรู้วิธีเข้ามาที่ถูกต้อง ดีไม่ดีกลายเป็ผีเฝ้ายามให้เขาใช้สอย
บรรยากาศดินแดนด้านล่างต่างจาก้าลิบลับ กลิ่นอายต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เครื่องเรือนหลายชิ้นดูแปลกตา กลับตกแต่งหรูหราอย่างเข้ากันด้วยสีขาวเป็ส่วนใหญ่ตัดด้วยสีเทาและดำ
พื้นหินสีดำเงางามบางส่วนพื้นที่ถูกปูด้วยพรมสีน้ำเงินนุ่มเท้า กำแพงหินเรืองแสงส่องสว่างเหมือนเบื้องบนของไข่มุกฉายตะวัน
เยี่ยหยางเดินผ่านโถงทางเดิน ผ่านห้องเล็กห้องน้อยที่กั้นเป็สัดส่วนเข้าไปในห้องหนึ่ง
ภายในห้องต่างจากห้องอื่นโดยเฉพาะไม่มีเครื่องเรือนมากมาย มีเพียงเตียงหยกหิมะเหมันต์ขนาดไม่ใหญ่ ที่เขาบังเอิญไปเจอในถ้ำหิมะลึกลงไปใต้ดินทางตอนเหนือ ตอนตามฮ่องเต้เสด็จประพาสเมื่อเจ็ดปีก่อน
กลางเตียงหยกมีบุรุษเพศผู้หนึ่งนอนหลับ นิ่งไม่ไหวติง เส้นผมสีเข้มนุ่มฟูดูยุ่งเหยิง เปลือกตาปิดสนิทไม่เห็นแวว ผิวที่เคยแทนคล้ำกลับขาวซีด เสียงหัวใจเต้นช้า ๆ เป็จังหวะสม่ำเสมอเป็สิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าร่างนั้นไม่ไร้ลมหายใจ
“เซเวียร์ เ้ามันนอนี้เีเกินไปแล้ว” เยี่ยหยางเอ่ยน้ำเสียงเบา ๆ ทักทายร่ายไร้สติ เดินไปเทไวน์ใส่แก้วนั่งจิบอย่างสงบไปหนึ่งแก้ว ก็ลุกขึ้นไปทำสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบอย่างการปรุงยา
หลังจากมาเยี่ยมร่างอัศวินไร้จิติญญาอย่างทุกครั้งที่ลงมาด้านล่าง ส่วนใหญ่เขาก็หมกตัวอยู่ในห้องปรุงยาห้องใหญ่ที่ถูกสร้างใหญ่กว่าห้องอื่น ๆ มีตู้หลายใบเรียงรายกันในห้อง ในตู้ต่างมีขวดมากมายเรียงกันอย่างเป็ระเบียบ
หม้อขนาดต่าง ๆ ตั้งอยู่ตามมุมห้องทำด้วยวัสดุต่างกันไป ท้ายห้องปรุงยาเป็ประตูทะลุไปสู่ห้องเก็บเครื่องปรุงยาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็สมุนไพร หรือแม้กระทั่งชิ้นส่วนอวัยวะของสัตว์ในห้องแคบยาวไปจนสุดทาง ที่ทะลุกว้างออกไปเสมือนป่าขนาดย่อมแห่งหนึ่ง ถูกปลูกด้วยพืชนานาพรรณ ั้แ่มีพิษร้ายแรงั้แ่กำเนิดยันพืชผักสวนครัวทั่วไปที่สามารถนำมาใช้ปรุงยา ด้วยแสงอาทิตย์จากไข่มุกฉายตะวันหล่อเลี้ยงพืชพรรณเหล่านี้
เยี่ยหยางโบกมือเรียกข้าวของทั้งหมดในห้องปรุงยา ราวกับถูกยกย้ายไปอยู่ในกล่องหนังใบใหญ่ที่มีถือสำหรับหิ้ว
ในพริบตากลายเป็ห้องโล่งมืด ๆ มีแสงลอดมาจากกล่องเท่านั้น กล่องหนังที่อยู่บนพื้นใบนั้น คือกระเป๋าหนังหน้าตาประหลาดสำหรับคนที่นี่ ถูกเปิดออก
เขาก้าวเท้าเข้าไปในกล่องที่มีความกว้างยาวเท่าตัวคนรอดผ่านเท่านั้น ตัวเยี่ยหยางค่อย ๆ หายลงไปในกล่องใบใหญ่ มือจับขอบกล่องหนังเอื้อมมืออีกจับอีกด้านปิดลงพร้อมแสงทั้งหมดหายไป
เด็กหนุ่มก้าวลงบันไดไปห้องปรุงยา ที่เมื่อครู่ถูกย้ายเข้ามา เพื่อเตรียมการสำหรับเดินทางไกลของเขา เยี่ยหยางสำรวจข้าวของว่าทุกอย่างถูกเป็ระเบียบจัดเรียบร้อยเหมือนเดิมหรือไม่
น้ำยามากมายประเมินคุณค่าไม่ได้ มีสรรพคุณชั้นเลิศยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเทียบยาของหมอเทวดาในยุทธภพ เขาต้องทยอยย้ายข้าวของส่วนตัวของเขาเหล่านี้ั้แ่เนิ่นๆ
ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครเข้ามาที่นี่ได้ แต่เผื่อเหตุไม่คาดฝันขึ้นเขาจะได้ใช้ประโยชน์จากมัน เพราะตั้งใจจะลงหลักปักฐานที่ราชอาณาจักรซีเว่ย จึงทำให้เขาสร้างอาณาเขตของตัวเองไว้ที่นี่ แต่ต้องไปร่ำเรียนวิชาเซียนอะไรสักอย่าง ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ เยี่ยหยางจึงเก็บของสำคัญติดตัวไปด้วยทั้งหมด เหมือนก่อนที่จะมาปักหลักที่นี่
ในท้ายที่สุดกระเป๋าหนังใบใหญ่ถูกย้ายไปในห้วงมิติของเขาอีกที พ่อมดแม่มดน้อยคนนักที่จะมีห้วงมิติเป็สมบัติส่วนตัวมีเพียงจอมเวท ที่มีพร์ของสายเืเมอร์ลิน และไม่ใช่ทุกคนที่มีสายเืเมอร์ลินจะมีพร์นี้
ห้วงมิติของพ่อมดแม่มดแต่ละคนก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันไป บางคนเป็เหมือนกระเป๋าใบเล็ก ๆ ไว้เก็บของน้อยนิด บางคนกว้างใหญ่ราวกับใบหนึ่ง
การใช้ห้วงมิติขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและปริมาณของพลังเวท ห้วงมิติของเยี่ยหยางนั้นกว้างใหญ่ราวปราสาทหลังใหญ่ แต่ก็มีข้อจำกัด ถึงแม้จะกว้างใหญ่เพียงไหนก็ได้แค่เก็บข้าวของ
ตัวเขาไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเข้าไปอยู่ในห้วงมิติได้ สิ่งของสิ่งมีชีวิตอื่นที่เขาส่งเข้าไปสามารถเข้าไปได้ยกเว้นร่างกายเขา เยี่ยหยางสามารถย่างก้าวเข้าห้วงมิติได้แค่จิติญญาเท่านั้น มันเลยเป็เหมือนกระเป๋าใบโตมโหฬารที่พบพาไปไหนก็ได้อย่างที่ไม่มีใครรู้
ที่ระนาบหวู่เซียนก็มีมิติพบพาเช่นกัน เป็อุปกรณ์สลักอักขระอย่างแหวนมิติ หรือกำไรมิติ ส่วนใหญ่อยู่ในรูปลักษณ์เครื่องประดับ แต่พื้นที่จัดเก็บช่างน้อยนิด ยิ่งชิ้นไหนมีพื้นที่จัดเก็บมากราคาก็มหาศาลตามขนาด เขาเองก็มีแหวนมิติอยู่หนึ่งวง มีพื้นที่ขนาดจี๊ดลิดใส่วัวเข้าไปสักตัวก็เต็มแล้ว เขาเลยใส่สวย ๆ ใช้ปกปิดความลับที่เขามีห้วงมิติแทน
เยี่ยหยางเดินออกจากห้องใหญ่ที่เคยเป็ห้องปรุงยา มุ่งเข้าสู่ห้องนอนโปร่งกว้างสบายไม่เหมือนห้องที่อยู่ใต้ดิน เขาเอนตัวลงบนเตียงนุ่มสบายผิดกับตั่งเตียงของคนที่นี่นิยมกัน มันแข็งจนเขาปวดหลังไปหมด
หลังจากทรมานตัวเองอยู่พักใหญ่ เขาเลยสร้างอาณาจักรใต้ดินของตัวเองขึ้น ผ้าปูเตียงสีน้ำเงินเข้มเด้งขึ้นยุบลงตามน้ำหนักเ้าของที่โถมลงมา เชิงเทียนที่ถูกจุดเป็แสงสว่างแทนไข่มุกฉายตะวันดับลงทั้งหมดด้วยมือที่โบกร่ายของเ้าของห้อง
เฮ้อ...ในวันนี้เขารู้สึกเหนื่อยไม่น้อยกับการสวมหน้ากาก เป็มนุษย์ผู้รักการเสเพล ทำตัวเหลาะแหละ ทำตัวแย่ ๆ ไปวัน ๆ หน้ากากชั้นแล้วชั้นเล่าที่เขาต้องสวมไว้หนาจนด้านไปแล้ว ั้แ่รู้เื่ฐานะ ตัวตนนี้สร้างความหนักใจไม่น้อย
...แต่ช่างมันเถอะ...เปิ่นหวางชินแล้วล่ะ
เวลาเลยผ่านไปอย่างรวดเร็วเดือนกว่าที่เยี่ยหยางเก็บเนื้อเก็บตัวั้แ่มีราชโองการฟาดลงมาที่เขา เ้าตัวก็ไม่สร้างเื่ให้ทหาร ชาวบ้านได้หวาดหวั่น นับเป็เื่ดีที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงของราชอาณาจักรซีเว่ย ที่สงบสุขไม่มีเสียงร้องเรียนจนฎีกาสูงล้นศีรษะฮ่องเต้
ณ. ศาลาพักบริเวณ ประตูเสินอู่เหมินด้านทิศเหนือของวังหลวง
“เฮอะ!!!”
น้ำเสียงไม่พอใจอย่างมากค่อนขอดอยู่ในลำคอ พยายามบังคับไม่ให้ตัวเองแสดงออกผ่านสีหน้ามากเกินไปของสือหลงโหยว บุตรชายหัวหน้าองครักษ์หน่วยพิเศษสือ
แต่เวลายิ่งผ่านไปนานเท่าไร ใบหน้ายิ่งเขียวคล้ำสลับแดง ข้างกันเป็องค์รัชทายาทมู่หรงลู่เลิน ที่นัดแนะเวลาเดินทางไปเทียนถูหวู่ด้วยกัน นั่งรออ่านตำราที่พกติดมืออย่างใจเย็น
จนกระทั่งเวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม จากเวลาที่นัดแนะกันในยามเฉิน[1] ตอนนี้ยามซื่อ[2] แล้วยังไม่เห็นแม้แต่เงาหัวของชินอ๋อง
ใกล้ยามอู่[3] มีรถม้าบึ่งตะบึงควบมาอย่างเร็วจนตัวรถกับม้าแทบจะปลิวหลุดออกจากกัน มาทางด้านหลังประตูเสินอู่เหมินทางทิศเหนือ ฮ่อมาจนฝุ่นฟุ้งกระจาย
รถม้าด้านหลังแทบปลิวซ้ายเซขวาถูกควบคุม ด้วยพ่อบ้านมือฝีชั้นยอดประจำตำหนักชินอ๋อง...เจี้ยนฝู๋ ด้วยสีหน้าเหมือนคนอยากร้องไห้ แต่รูปลักษณ์ใบหน้าทะมึนทึมคิ้วเข้มกับมองดูแล้วขัดกันพิลึกกึกกือ
เมื่อใกล้ถึงศาลาพักบริเวณใกล้ประตูเสินอู่เหมิน เจี้ยนฝู๋หยุดม้าเบรกจนขาคู่หน้ายกขึ้น ล้อหมุนเสียดสีกับพื้นดินติ้ว ๆ เป็ร่องลึกไม่น้อยด้วยฝีมือเก่าแก่มากความสามารถของตน
พ่อบ้านตำหนักชินอ๋องก็เหวี่ยงตัวลงทันที ก้าวหาบุคคลในศาลาพัก ทำความเคารพผู้สูงศักดิ์ “ข้าน้อยขออภัยไท่จื่อแทนชินอ๋องขอรับ”
“อืม”
“แล้วเ้านายของเ้าล่ะ!” เสียงกัดฟันกอดของสือหลงโหยว ถามหาตัวต้นเหตุให้เขาเสียเวลารอคอยโง่ ๆ อยู่ตรงนี้มานานกว่าสองชั่วยาม
“เอ่อ…” เจี้ยนฝู๋ไร้คำพูดจะบอกกล่าว ได้แต่หันไปมองในรถม้าไม่เอ่ยคำใด ‘ท่านอ๋องข้าน้อยขออภัย’
สือหลงโหยวก้าวฉับ ๆ ไปเปิดรถม้า สีหน้าเขามืดครึ้มอยากสังหารคนยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก ทั้งแดงเขียวม่วงจนยากจะบรรยาย
มือขวาชักกระบี่ติดตัว หวังฟาดฟันเ้าตัวบัดซบที่ตอนนี้ยังนอนอุตุนอนสบายไม่รู้ตัวอยู่ภายในรถม้า ประกายกระบี่ฉายแววฉุนจัดตามเ้าของฟาดเข้าหาชินอ๋องกะให้ได้เืดับความโมโห
คนนอนหลับขยับหลบเบี่ยงตัวโดยสัญชาตญาณ กระบี่พันฟันลงโดนผืนผ้านวมหนาที่บุรองภายในรถม้า เขาลืมตาตื่นกลิ้งงัวเงีย ยั่วโมโหคนโทสะสูงเฉียดฟ้าในรถม้าสภาพหักพังอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ “อ้าว… คุณชายสือ อรุณสวัสดิ์ยามเช้า หาว ๆ ง่วงชะมัด”
“นี่เ้า!!!”
“ใช่ข้า มีอะไรหรือ?” เยี่ยหยางยังคงยียวนไม่เลิก เอียงคอถามด้วยท่าทีใสซื่อบริสุทธิ์
พรึบ!
“เ้ามาก็ดีแล้ว จะได้ออกเดินทาง” ลู่เฉินเก็บหนังสือลงในอกเสื้อ สะพายย่ามสัมภาระส่วนตัวเดินไปหาม้าที่เตรียมไว้ เขาเหวี่ยงตัวขึ้นหลังม้าตบเท้าข้างลำตัวม้าเบา ๆ ย่างออกเดิน ไม่พูดพร่ำให้เสียเวลาไปมากกว่านี้
สือหลงโหยวรู้สึกงุดหงิดอย่างไม่สามารถระบายออกมาได้ อัดอั้นเหมือนคนท้องผุไม่ได้ปลดทุกข์มาหลายวัน สีหน้ายับย่นบึ้งตึง เดินกระแทกตัวผ่านเยี่ยหยางไปหาม้าของตน พร้อมะเิอารมณ์ร้ายตลอดเวลาขึ้นม้าตามหลังมู่หรงลู่เฉินไป
พ่อบ้านของชินอ๋องลากจูงม้าที่เตรียมไว้มาให้เ้านาย มองดูเยี่ยหยางที่กวนอารมณ์ผู้คนอย่างพึงพอใจแล้ว ขึ้นม้าตามหลังไปอย่างปีติยินดีที่ภารกิจส่งตัวชินอ๋องไปล่ำเรียนได้สำเร็จ
เยี่ยหยางขี่ม้าเหยาะ ๆ ออกนอกเมืองอย่างอาลัยอาวรณ์ อย่างน้อยเขาก็ใช้ชีวิตได้ดีอย่างสงบสุขหลายปีอยู่ที่เมืองหลวงแห่งนี้ ไม่มีชาวบ้านคนไหนที่เด็กหนุ่มไม่เคยคลุกคลีด้วย เขาย่างเท้าม้าช้าลงซึมซับบรรยากาศรอบ ๆ
เฮ้อ...อยู่ที่นี่มาเป็สิบปี กลายเป็บ้านอีกหลังของเขาไปแล้ว น่าเสียดายที่ท่านพ่อท่านแม่ไม่อยู่ด้วย ถ้าหากเพื่อนรักสองคนของเขาอยู่ที่นี่ เขาคงไม่เหงาขนาดนี้
เยี่ยหยางมองตึกรามบ้านเรือนที่ต่างจากระนาบมนตรา วัฒนธรรมที่แตกต่าง ไม่คิดว่าเขาจะอยู่ที่ระนาบมิติแห่งนี้มาสิบกว่าปีแล้ว
ถึงแม้ว่าเขาจะทำตัวดูไร้สาระในสายตาผู้อื่น ไม่ทุกข์ร้อนกับเื่ใด ๆ แต่ความในใจกับมีมากมาย
เขาปิดดวงตาลงเก็บซ่อนความคิด ลืมตาขึ้นมาก็เห็นผู้คนยืนอออัดแน่นถนนตลอดเส้น
ดูท่าจะมีละครให้เขาเล่นอีกเื่...
“ท่านอ๋อง ท่านไปศึกษาที่เทียนถูหวู่เป็เื่น่ายินดียิ่งนักไฉนถึงมีสีหน้าเช่นนั้น” เหล่าฮุ่ยผู้จัดการเหลาสุรา...รีบเปิดปากพูดคุยอย่างสนินสนม
ขณะที่เดินเคียงข้างก้าวไปข้างหน้า ด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังสนทนากับสหาย แต่ฟันที่ขบบดในปากแทบแตกต่างส่งเสียงน่าหวาดหวั่นว่ามันจะสึกหรอไม่น้อย ไม่ใช่ว่ามันอยากเสนอหน้ามาสนทนากับอ๋องท่านนี้ แต่มาเพราะความจำใจและต้องกล่าววาจาชวนระรื่นหวานหู เพื่อขับไสไล่ส่งชินอ๋องผู้นี้
เขาถูกชาวบ้านคนที่รู้จักหลายคนจับไม้สั้นไม้ยาวจับพัดจับผลูเป็ตัวแทนน้อมส่ง (ขับไสไล่ส่ง) อ๋องผู้นี้ เดินออกมาจากข้างถนนที่ฝูงชนมามุงดูการออกนอกเมืองของเยี่ยหยาง ท่านอ๋องที่รักยิ่งของชาวบ้าน?
“โอ้ เหล่าฮุ่ย...ท่านอย่าลืมสหายดื่มกินอย่างข้านะ ข้าจะรีบเรียนรีบกลับ ไม่ให้ท่านต้องคิดถึงอย่างเป็ห่วง” เยี่ยหยางกล่าวกลับมีน้ำเสียงสีหน้าอาลัยอาวรณ์อย่างสุดซึ้ง
“ไม่ได้ ๆ ท่านอ๋อง ท่านต้องค่อย ๆ ตั้งใจศึกษา และต้องค่อย ๆ ศึกษาอย่างละเอียดลออละเมียดละไม ไม่ต้องรีบร้อนช้า ๆ ต้องใจเย็น ๆ ยิ่งศึกษานาน ท่านยิ่งเก่งกาจยิ่งแตกฉาน ฉะนั้นท่านจึงต้องไปนาน ๆ ยิ่งนานก็จะยิ่งดี ไม่ต้องกลับมาก็ยิ่งดียิ่งกว่า”
เหล่าฮุ่ยรีบอธิบายทันทีด้วยกลัวว่าชินอ๋องผู้นี้จะรีบกลับมาสร้างความวุ่นวาย แต่ประโยคท้ายกับบ่นพึมพำเบา ๆ คล้ายไม่อยากให้อ๋องตรงหน้าได้ยิน
เยี่ยหยางทำสีหน้าไม่อยากจากไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ ชาวบ้านทั้งหลายตลอดทางต่างพูดโน้มน้าว ด้วยสีหน้าแสดงถึงความจริงใจและใจจริงอย่างสุดซึ้ง เค้นคำ เค้นความคิด พูดคำพูดคำจาคะยั้นคะยอส่งชินอ๋องด้วยความเต็มใจ
คำพูดของแต่ละคนล้วนไม่ซ้ำกัน พูดแต่ข้อดีของการไปเทียนถูหวู่เกลี้ยกล่อมไม่ให้ชินอ๋องเปลี่ยนใจ สีหน้าจริงใจที่สุด แต่ใครจะสังเกตแววตาวาบผ่านอย่างสนุกสนานที่เห็นแวบเพียงครู่ของคนที่อยู่ในใจของเหล่าชาวบ้าน
จากนี้ไป คนเหล่านี้คงเงียบเหงาคิดถึงเปิ่นหวางไม่น้อย
หลังจากขบวนเล็กที่ออกนอกเมืองหลวงผ่านพ้นไปจนลับตา ชาวบ้าน พ่อค้า คฤหบดี ขุนนางน้อยใหญ่คุณหนูฮูหยินทั้งหลายต่างถอนหายใจอย่างโล่งอกเฮลั่นออกมา
ทุกคนต่างสบสายตาอย่างรู้กันว่า ในที่สุดก็ส่งตัวบัดซบอย่างชินอ๋องผู้นี้ไปไกล ๆ ได้สักที
ผู้คนต่างร่ำสุราเลี้ยงฉลองกับการจากไปจากเมืองหลวงของชินอ๋อง ที่นำความสงบกลับคืนสู่เมืองหลวงอีกครั้ง ทุกตรอกซอกซอย ถนนทุกหนแห่งต่างพูดสนทนาอย่างยินดี เลี้ยงฉลองอย่างมีความสุข แสดงถึงวีรกรรมของเยี่ยหยางที่เพียรสร้างมาด้วยน้ำมือ
ชื่อเสียงท่านอ๋องบัดซบอันดับหนึ่งแห่งราชอาณาจักรซีเว่ยไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่ผ่านการสะสมอย่างตั้งใจจากใจจริงมาเกือบสิบปีตรากตรำมาอย่างเหนื่อยยาก
ในขณะที่ในวังหลวงเหล่าพระสนมชายาวังหลังก็จัดงานเลี้ยงด้วยสีหน้าสดชื่นสดใส เรียกพี่สาวน้องสาวอย่างกลมเกลียว วางความบาดหมางลง ครึกครื้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เมืองหลวงสงบเรียบร้อยได้หลายเดือน
ชินอ๋องช่างเป็ผู้ที่ผู้คนรักใคร่อย่างลึกซึ้งจริง ๆ
*แก้ไขครั้งที่1
[1] ยามเฉิน (辰:chén) เท่ากับเวลา 07.00 น. จนถึง 08.59 น.
[2] ยามซื่อ (巳:sì) เท่ากับเวลา 09.00 น. จนถึง 10.59 น.
[3] ยามอู่ (午:wǔ) เท่ากับเวลา 11.00 น. จนถึง 12.59 น.