เมื่อคนสองคนมีความคิดไปคนละทางจึงไม่สามารถปรับเข้าหากันได้ ดังนั้นเรียวมะจึงไม่คิดจะพูดอะไรทำเพียงปฏิเสธไปเท่านั้นนอกจากนี้วันนี้ยังอากาศดีเสียด้วยเรียวมะจึงรีบหนีขึ้นไปกินข้าวบนดาดฟ้าแล้วนอนสักพักก่อนกริ่งจะดัง
แบบนี้มันดีแล้วสำหรับทั้งสองฝ่าย
“อ่า งั้นเอาไว้เจอกันนะ”เรียวมะส่งสายตามองไปยังเพื่อนร่วมห้องก่อนจะส่งเสียงบอกไปแล้วจึงเดินไปทางหลังห้อง
ใช่แล้วเป็วันธรรมดาอีกหนึ่งวัน เพียงแต่วันอันสงบราบรื่นของเขาดันจบลงเพียงแค่นี้
มันเกิดขึ้นตอนที่เรียวมะกำลังเดินขึ้นบันไดไปชั้นดาดฟ้าการเดินทางอันแสนยาวไกลของเด็กหนุ่มได้เริ่มต้นที่ตรงนี้
“อ๊ะ?”
จู่ๆ พื้นที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขาก็หายไปร่างกายของเขาดิ่งลงสู่เบื้องล่าง และแน่นอนว่าเขาไมได้ตกบันไดแต่อย่างใดจะว่าไปขั้นบันไดที่เหยียบอยู่ก็หายวับไปกับตา และเขาก็ร่วงหล่นลงไปทั้งแบบนั้น
เรียวมะยื่นมือซ้ายออกไปพยายามจะคว้าราวบันไดไว้ เพียงแต่มันก็ไม่อยู่ตรงนั้น มันหายไปพร้อมๆ กับตัวบันไดทั้งหมดมือของเขาจึงคว้าได้เพียงความว่างเปล่า
มองขึ้นไป้าแสงไฟจากหลอดไฟบนเพดานค่อยๆ เล็กลง จากนั้นแสงสว่างก็ดับไป ท่ามกลางความมืดมิดเด็กหนุ่มยังคงร่วงหล่นลงไปเรื่อยๆ
“โอ๊ะ ?”
ทันใดนั้นเรียวมะก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงไม่รู้ั้แ่เมื่อไหร่ที่ร่างกายเขาไม่ได้ตกลงไป แต่ลอยขึ้นต่างหาก
“เกิดอะไรขึ้นนะ..ฝันเหรอ? หรือภาพลวงตา? แล้วฉันทำอะไรไป..” เรียวมะพึมพำกับตัวเอง
คงเป็เช่นนั้นแม้จะมีความเป็ไปได้ต่ำ ก็ยังเป็ไปได้ว่าสาเหตุอาจเกิดจากตึกถล่มหรือแผ่นดินไหวรุนแรงและในทางฟิสิกส์แล้วการที่เขาจะตกหรือร่วงลงก็ไม่ใช่เื่แปลก
แต่ว่าการที่จะลอยขึ้นนี่มันเป็ไปไม่ได้เลย
เพราะคนเราไม่สามารถบินขึ้นท้องฟ้าได้ด้วยกำลังของตัวเองไม่ว่ามีจะร่างกายที่ฝึกฝนมาแค่ไหนก็ตาม
เรียวมะมองขึ้นไป้าไม่รู้ั้แ่เมื่อไหร่ เรียวมะสังเกตเห็นแสงที่ลอยอยู่เหนือหัวเขายิ่งลอยเข้าไปใกล้เท่าไหร่ แสงก็ยิ่งสว่างมากขึ้นและในท้ายที่สุดร่างของเรียวมะก็บินพุ่งเข้าไปในแสงนั้น
“ที่นี่ที่ไหนน่ะ...ในโรงเรียนไม่น่ามีที่แบบนี้อยู่... ได้เลย..” เรียวมะหรี่ตามองแสงไฟพลางมองกวาดไปรอบๆ
สำหรับเรียวมะแล้วที่นี่น่าจะยังเป็โรงเรียนหรืออย่างน้อยที่สุด ยังอยู่ในเขตของโรงเรียนดังนั้นแม้ว่าภาพที่ปรากฏตรงหน้าจะเป็สถานที่ที่ราวกับสถานประกอบพิธีกรรมอะไรบางอย่างก็ยังคงคิดว่าเป็ส่วนหนึ่งในพื้นที่ของโรงเรียนอยู่
ทว่าความคิดนั้นก็พังทลายลงเมื่อมองเห็นกลุ่มบุคคลตรงหน้าหลังจากดวงตาปรับตัวให้เข้ากับแสงได้แล้ว เงาตะคุ่มๆ ที่มองเห็นก็ค่อยๆ ปรากฏเป็รูปร่างชัดเจนขึ้นมา
(พวกนี้เป็ใครกันอาจารย์? เป็ได้ซะที่ไหนกันล่ะ...)
เบื้องหน้าของเรียวมะปรากฏเป็ผู้ชายห้าคน
คนหนึ่งเป็ชายชราที่ห่อหุ้มร่างกายอย่างมิดชิดไว้ด้วยเสื้อคลุมยาวสีขาวสะอาดและปักลายด้วยด้ายเงินและทองสภาพเหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์สมัยยุโรปกลาง
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาหลักปัญหาที่แท้จริงคือสิ่งที่อยู่ในมือบุคคลอีกสี่คนที่ยืนอยู่ด้านหลังชายชราคนนี้
ความสูงและลักษณะรูปร่างของสี่คนนี้แทบไม่ต่างจากเรียวมะสักเท่าไหร่ นั่นหมายความว่า ร่างกายได้รับการฝึกฝนมาเป็อย่างดีสินะ
ดูจากแขนใหญ่ๆสองข้างกับมัดกล้ามเนื้อ่บั้นท้ายแล้ว เห็นชัดได้ว่าไม่ใช่มือสมัครเล่นแน่นอน
ชายฉกรรจ์เ่าั้สวมใส่เกราะที่ทำด้วยทองที่ศีรษะสวมหมวกเกราะแบบนักรบโรมันที่มีพู่ติดอยู่้าตัวหมวกเกราะมีส่วนที่ยื่นลงมาเป็รูปตัว T อยู่ตรงบริเวณจมูกเป็หมวกเกราะป้องกันใบหน้า ในมือมีขวานฮัลเบิร์ด*
เกราะนั้นเป็ของจริงหรือไม่เรียวมะไม่ได้สนใจพิจารณาในเื่นี้แต่จากที่ได้ฝึกฝนด้วยดาบจริงกับปู่มานาน พอจะมองออกว่าขวานปลายหอกให้มือชายเ่าั้เป็อาวุธใช้ฆ่าคนอย่างไม่ต้องสงสัยแต่ถ้าหากเป็เช่นนั้นแล้วดาบที่ผูกห้อยอยู่กับเอวพวกนั้นก็สันนิษฐานได้ว่าเป็ของจริงแน่นอน
ส่วนเื่เกราะนั้นเรียวมะคิดว่า สภาพเหมือนพวกแต่งตัวคอสเพลย์ก็ว่าได้
ถ้าจะบอกว่าเป็เกราะธรรมดาในญี่ปุ่นถ้ายอมจ่ายเงินหน่อยก็ไม่ใช่ว่าจะหาซื้อไม่ได้ แน่นอนว่าคนซื้อก็คงมีแต่คงไม่มีใครเอามาใส่จริงๆ
แต่ถึงจะบอกว่าไม่มีคนเอามาใส่จริงจากสภาพรอบข้างตอนนี้เรียวมะก็รับรู้แล้วว่า มันมีคนเอาเกราะมาใส่จริงอยู่ตรงนี้เองมาถึงขนาดนี้แล้วจะบอกว่าเขาหลุดมาอยู่อีกโลกหนึ่งก็ดูอย่างไรอยู่ แต่เป็เื่จริงที่ว่าเขาไม่ได้อยู่ในที่ที่ตนเองเคยใช้ชีวิตในทุกๆวันอีกต่อไป
และด้วยขวานปลายหอกที่ล้อมจ่อเรียวมะอยู่ทุกเล่มนั้นได้รับการลับมาคมกริบสิ่งที่เรียวมะได้รับตกทอดมาจากปู่คือการลงดาบในหนึ่งครั้งเท่านั้น เรียวมะเป็คนดูแลรักษาดาบด้วยตัวเองมาตลอดจึงไม่มีเหตุผลใดที่เขาจะมองอาวุธเ่าั้ไม่ออก และเขาก็ไม่สามารถมองได้ว่าขวานปลายหอกของจริงพวกนี้เป็เพียงของเล่นสะสมตลกๆ เท่านั้น
ประเด็นแรกเขาไม่นึกฝันจินตนาการเลยว่าจะมาโดนของพรรค์นี้ล้อมจ่อในประเทศญี่ปุ่นที่มีความภาคภูมิในด้านระเบียบและความสงบหรือไม่ว่าที่ใดในโลกนี้ก็ตาม
ต่อให้เป็กลุ่มโจรหรือพวกสุ่มทำร้ายคนก็ไม่น่าจะมีคนอุตส่าห์ใช้ของอย่างขวานปลายหอก อาวุธที่ควรใช้น่าจะเป็มีดสั้นหรือมีดทำครัวยังดูเป็ไปได้มากกว่า
นอกจากนี้จิตสังหารที่แผ่ออกมายังเป็ของจริงเสียด้วยไม่ใช่เพราะอยากโอ้อวดว่าตัวเองฝึกกับปู่มาั้แ่เด็กๆแต่มันเป็ความรู้สึกแบบเดียวกับตอนที่โดนปู่โจมตี ความรู้สึกเสียวปลาบเหมือนโดนกรีดที่ิัเข้าโจมตีเรียวมะ
(เฮ้ยๆเอาจริงเหรอไอ้พวกนี้... ไม่สิ ก็เอาจริงอยู่จริงๆ นี่นา... สายตานั้น)
จากท่าเดินและท่าตั้งจับขวานแล้วดูอย่างไรก็ไม่ใช่มือสมัครเล่นแน่นอนเห็นได้ชัดเลยว่าคนเหล่านี้เป็ทหาร เป็มืออาชีพที่ถูกฝึกมาให้ใช้อาวุธพิเศษเหล่านี้
วินาทีที่กระจ่างในเื่ต่างๆแล้ว ในใจของเรียวมะก็มีบางอย่างโผล่ขึ้นมา จากวันธรรมดากลายเป็วันไม่ธรรมดาวันอันแสนสงบราบรื่นของเขาได้พังครืนลงไป
“หืม?เหมือนว่าการอัญเชิญครั้งนี้จะอัญเชิญมาถูกนะ”ชายแก่ที่ใช้เสื้อคลุมยาวกวาดตามองเรียวมะก่อนจะหันไปส่งเสียงพูดคุยกับผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านหลังที่หมวกของชายที่ถูกพูดด้วยนั้นมีพู่สีแดงประดับอยู่

จากที่มองดูแล้วมีคนที่ดูภูมิฐานอยู่แค่คนเดียว คงจะเป็หัวหน้าของอีกสี่คนที่เหลือ
“ไม่ครับท่านไกเอส ยังไม่ควรด่วนตัดสินตอนนี้ จริงอยู่ที่อัญเชิญมานั่นสภาพร่างกายดีอยู่ แต่ยังคงต้องดูเื่ความเสียหายด้วยอย่างไรก็ตาม เนื่องจากจนถึงตอนนี้แล้วได้ทำการอัญเชิญมามากกว่าหนึ่งร้อยคนแต่ที่ออกมาแล้วมีสภาพสมบูรณ์ดียังมีไม่ถึงสิบคน”
สายตาของทั้งสองคนพุ่งตรงมาที่เรียวมะเป็สายตาที่ราวกับว่ากำลังประเมินสภาพราคาสินค้าอยู่
“หึก็คงเป็เช่นนั้น ช่างเถอะ จะใช่ได้หรือไม่ก็ต้องลองเลี้ยงกันดูก่อน”ได้ยินคำพูดดังนั้นชายแก่ทำเพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วบุ้ยคางไปทางเรียวมะ
“รีบนำมันไปประทับตราเวทซะไป”
ทหารสามคนได้รับคำสั่งดังนั้นก็เดินมาล้อมเรียวมะไว้ลักษณะเหมือนพัดที่กางออกหันปลายขวานเข้าหาเรียวมะพร้อมกับเดินเข้ามาอย่างช้าๆ
(พวกนี้มันเป็ใครกันแน่? แล้วเกิดอะไรขึ้นกัน)
คำถามผุดขึ้นเต็มหัวเรียวมะเด็กหนุ่มพยามหยุดความสงสัยเ่าั้อย่างสิ้นหวัง
เป้าหมายของคนกลุ่มนี้คืออะไรเป็เื่ที่เด็กหนุ่มยังไม่เข้าใจ อย่างไรก็ตามเมื่อครู่ยังควรอยู่ที่โรงเรียนแท้ๆ แต่จู่ๆ สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับเป็สถานการณ์ที่โดนห้อมล้อมด้วยใบมีดมีแต่เื่ไม่เข้าใจทั้งสิ้น
แต่สำหรับเรียวมะในตอนนี้ชัดเจนแล้วว่านี่ไม่ใช่เื่ที่ดีแต่อย่างใด การหันดาบใส่คนอื่นนั้นเป็หลักฐานแล้วว่ามีจุดประสงค์ร้ายต่ออีกฝ่าย
เรียวมะกวาดตามองสี่คนตอนนี้สิ่งที่ควรทำคือตรวจสอบหาเส้นทางหนีศัตรูคือคนแก่กับชายฉกรรจ์สี่คนที่เป็นักรบ
ถ้าหากฆ่าได้หมดก็พอจะเห็นแววชนะอยู่
แต่ว่าทางที่จะใช้หนีออกจากห้องนี้ได้อย่างเช่นหน้าต่างกลับไม่มีเลยที่มองเห็นก็พอจะมีหน้าต่างระบายอากาศที่อยู่เหนือหัวขึ้นไปประมาณ 10 เมตรซึ่งจำเป็ต้องใช้บันได หากไม่มีก็คงทำอะไรไม่ได้ เมื่อเป็แบบนั้นแล้วทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือประตูเหล็กด้านหลังชายชราเท่านั้น
เรียวมะต้องเลือกทางที่ปกป้องตัวเองให้ได้
จะนั่งเงียบเฉยๆโดยไม่ทำอะไร หรือจะเลือกฆ่าคนเหล่านี้ให้หมดแล้วหนีไป
(หากคิดจะปกป้องอะไรสักอย่างแล้วก็จงอย่านึกเมตตาศัตรู)
คำพูดของปู่ลอยเข้ามาในหัวของเรียวมะ
ท่องจำมาแต่คำพูดเท่านั้นยังไม่เคยได้เอาไปใช้จริงอย่างไร เพราะอย่างน้อยที่สุดในชีวิตของมิโกะชิบะ เรียวมะไม่เคยมีความจำเป็ที่จะต้อง เตรียมใจฆ่าคนมาก่อน แต่ว่าด้วยสถานการณ์แบบนี้ก็มีแต่ต้องตัดสินใจแบบนี้
(หนีดีที่สุดประเด็นคือที่นี่คือที่ไหน และสถานการณ์เป็อย่างไร)
ด้วยความที่ไม่ทราบสภาพการณ์ในตอนนี้จึงจำเป็ต้องให้ใครสักคนอธิบายให้อย่างน้อยที่สุดต่อให้หนีออกไปได้แบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ก็คงไม่สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ
เป็เช่นนั้นแล้วทางเลือกจึงมีแค่ทางเดียวเท่านั้น
ไว้ชีวิตคนที่อ่อนแอที่สุดซึ่งก็คือชายชราที่ใส่เสื้อคลุมยาวส่วนอีกสี่คนก็ฆ่าทิ้งให้หมด แน่นอนว่านั่นเป็การตัดสินใจที่ไม่สามารถให้อภัยได้แต่แรงจูงใจที่จะฆ่าก็ไม่มีเหมือนฆาตกรทั่วๆ ไป ในฐานะคนในสังคมปัจจุบัน เป็ทางเลือกที่ไม่สามารถทำได้อย่างเด็ดขาด ทว่า เรียวมะก็ยังคงไม่ลังเล เขาเลือกที่จะมีชีวิตรอดแม้จะเป็ทางเลือกที่ต้องเืตกยางออกกันบ้าง ปีศาจร้ายที่ซ่อนอยู่ในตัวเรียวมะก็เริ่มลืมตาตื่นขึ้น
(ทางเราใช้มือเปล่าส่วนอีกฝ่ายมีสี่คน ซ้ำยังสวมเกราะและใช้อาวุธยาวถ้าจะพุ่งจากฝั่งตรงข้ามไปเราก็จะเสียบเปรียบจะโจมตีทีเผลอแล้วฆ่าไม่ตายสนิททางเราก็อันตราย ถ้างั้น..)
ในหัวของเรียวมะเลือกวิธีที่ดูจากสถานการณ์แล้วจะมีโอกาสรอดมาที่สุดทักษะที่นำมาใช้จริงเพื่อการนั้นในที่สุดเรียวมะก็ได้ใช้สิ่งที่ร่ำเรียนมาจากปู่จริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็ครั้งแรกที่ได้ลองนำมาใช้จริงๆ และในใจของเด็กหนุ่มก็ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
เรียวมะลบเจตนาฆ่าในใจทิ้งไปในขณะเดียวกัน ในใจของเขาก็รู่สึกพลุ่งพล่านไม่หยุดทั้งความรู้สึกโกรธหรือความกังวลหายไปหมด จากนั้นเรียวมะก็วางกล่องข้าวที่ถือติดมือมาไว้ที่พื้นเดินเข้าไปหาเหล่าทหาร แล้วส่งยิ้มกว้างสดใสไปให้
เป็รอยยิ้มที่ราวกับมอบให้เพื่อนสนิท
เมื่อเห็นรอยยิ้มที่ถูกส่งมาเหล่าทหารได้แต่มองหน้ากันเอง พวกเขาเองก็คงไม่คิดว่าบุคคลที่ถูกอัญเชิญมาจะมาส่งยิ้มให้แบบนี้หรือว่าบางทีอาจเป็ปฏิกิริยาทั่วไปก็ได้ คนที่ถูกลักพาตัวมามายืนส่งยิ้มให้คนร้ายลักพาตัว กลุ่มทหารเต็มไปด้วยความงุนงงจึงหยุดเดินแน่นอนว่าเรียวมะคาดไว้แล้วว่าจะเป็แบบนั้น หลังจากนั้นอึดใจหนึ่ง เรียวมะก็โค้งหลังแล้วเดินไปยังหนึ่งในทหารทั้งสามคนที่ยืนอยู่ริมซ้ายสุด และจากนั้นก็ใช้นิ้วชี้พุ่งเสียบเข้าไปในเบ้าตาอีกฝ่ายนิ้วของเด็กหนุ่มเสียบลึกเข้าไปในลูกตาและพื้นที่บริเวณเปลือกตา
ฮัลเบิร์ด** ขวานด้ามยาวที่มีปลายเป็ใบหอกด้วย