"เฮ...เฮ..."
เสียงกองเชียร์ดังคึกคักจากฝั่งสแตนด์สีน้ำตาล ธงลายอินทรีสยายปีกโบกสะพัด บรรยากาศรอบสนามวันเดอร์ปาร์ค แห่ง ประเทศนิวซีแลนด์ กำลังดุเดือดเร้าใจขึ้นทุกขณะ สนามกลางซึ่งจัดรอบชิงชนะเลิศ "สโมสรโลกระดับเยาวชน (อายุต่ำกว่าสิบห้าปี)" ระหว่าง ทีมม้าขาวจากอังกฤษ กับ ทีมอินทรีฟ้าจากสหรัฐอเมริกา เวลา 60 วินาทีสุดท้ายเริ่มเดินถอยหลัง ตัวเลขบนสกอร์บอร์ดยัง 0 : 0
"...นั่นแหละ เขาล่ะ จะใครซะอีก ผ่านฟ้าได้ลูกแล้ว แค่บอลถึงเท้า เสียงกรี๊ดก็เกรียวกราวเชียว เอาล่ะ มาลุ้นกัน ซุปตาร์อัจฉริยะคีย์แมน จะเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับทีม ในสามสิบวินาทีที่เหลือได้หรือไม่ หรือต้องต่อเวลาออกไป..." เสียงนักพากย์ในสนาม เป็ภาษาอังกฤษ เริ่มจะตื่นเต้น เรียกเสียงเชียร์กระหึ่มกว่าครึ่งอัฒจันทร์
"ผมพลาดอะไรไหม?" ห้องนักข่าว้า ธีรศักดิ์ นักข่าวชาวไทย ซึ่งมาเกาะติดการแข่งขันรายการนี้ กลับมาจากห้องน้ำ ทรุดนั่งบนเก้าอี้
"ได้เวลาไคล์แมกซ์แล้ว" สุนีย์ นักข่าวสาวไทยคู่หู ตอบเรียบๆ จ้องหน้าจอมอนิเตอร์ตาไม่กะพริบ บ่งบอกความตื่นตัว
"โอ้โห ผ่านฟ้า!" ธีรศักดิ์เลื่อนสายตาไปหน้าจอ หลุดปากอุทาน นักข่าวหลายเชื้อชาติที่ประจำการอยู่ห้องนั้น คล้ายจะถูกเวทมนตร์เป่า หยุดนิ่ง ตะลึงมองเป็ตาเดียว
"...ไปแล้วครับ ไวจริงๆ หลบหนึ่ง หลบสอง หลบสาม... นาทีนี้ แม้แต่ซุปเปอร์ไซย่าก็หยุดไม่อยู่ เวลาเริ่มน้อยลงทุกที ผ่านฟ้าไม่มีทางเลือกอื่น การฉายเดี่ยวครั้งนี้ จะนำชัยชนะมาสู่ทีมหรือไม่ สิบ เก้า แปด เจ็ด..."
"Counterattack แบบฉายเดี่ยว!" ธีรศักดิ์โพล่งอย่างทึ่ง
"ลงเร็วมาก ห้าคนในกรอบเขตโทษ" สุนีย์อ้าปากค้าง
กองหลังกับกองกลางทีมม้าขาว ห้อเต็มเหยียดมาอัดแน่นอยู่หน้าประตูตัวเอง หนึ่งเดียวจากทีมอินทรีฟ้า ซึ่งลากบอลมาไกลั้แ่หน้ากรอบเขตโทษ ไม่หยุดชะงักหรือลังเล กรรมการยกข้อมือดูเวลา พร้อมกับลูกที่พุ่งออกจากเท้า ปั่นไซด์ก้อยจากเส้นยี่สิบหลา โค้งอ้อมตัวกองหลังสี่คน ม้วนเข้าวงในราวกับมีเรดาร์ คนหนึ่งยื่นเท้าสะกัดแต่วืด นายประตูพุ่งขวาสุดแรงเกิด ตัวลอยเป็แนวระนาบกับพื้น...
ปรี๊ดดดดด... เสียงนกหวีด พร้อมกับเสียง เฮ... ดังกึกก้องทั่วสนาม ผ่านฟ้า สุริยาประทีป ทิ้งตัวนอนหงาย หลับตา ฟังเสียงปรบมืออื้ออึง ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ
4 ปี ต่อมา...
ณ วิทยาลัยแก้วปัญญา 06.00 น.
เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ หน้าตาคมสันน่ารัก ตัวเล็กแต่รูปร่างสมส่วน สวมชุดเครื่องแบบสีขาว ระดับชั้นปวช. (ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นต้น) ตามยูนิฟอร์ม หิ้วกระเป๋าพาดบ่าซ้าย เดินทอดน่องผ่านรั้ววิทยาลัย อย่างเบิกบาน อารมณ์ดี ผิวปากจังหวะสนุก
สวนกับเด็กสาวอายุสิบเจ็ดปีสองคน ซึ่งหนึ่งในนั้น ผมสั้นและหน้าตาน่ารัก หันขวับมามองแผ่นหลังเขา หยุดเดิน และขมวดคิ้ว
"อะไรเหรอ แก้วตา" เพื่อนถาม
ผู้ชายคนนั้น...คุ้นหน้าจัง...!? แก้วตา รำพึง ก่อนไปทำธุระต่ออย่างค้างคาใจ
เด็กหนุ่มเดินมาถึงกลางทางก็ชะงัก หันขวาเป็สนามหญ้าและเสาธง หันซ้ายเป็โรงยิม มีเสียงคนและลูกบอลแว่วออกมา เขาก้าวไปยังโรงยิม หยุดอยู่หน้าประตูที่เปิดอ้า...
สิบหนุ่มบนพื้นยิม อายุไล่เลี่ยกัน มีั้แ่ 16-17-18 สวมชุดทีมทับยูนิฟอร์ม แบ่งเป็สองฟาก กำลังไล่เตะบอลกันอย่างคึกคัก เอาจริงเอาจัง สีหน้าและแววตาเหมือนไม่ได้มาเล่นๆ ชายผู้หนึ่ง โดดเด่นที่สุด ยืนอยู่ข้างสนาม เสียงดัง ออกท่าออกทาง และะโร้องสั่งตลอดเวลา พร้อมกับคนอีกเป็สิบยืนมองอยู่รอบๆ
"...เกริกหล้า ลงมาป้องกันเร็ว ดิเฟนซ ดิเฟนซ... ลายเมฆ แข้งขาอ่อนปวกเปียกไปเฟ้ย ขืนช้าอีก ฉันจะถอดออก บุกให้วูบวาบกว่านี้..."
หนุ่มผมสีน้ำตาลทองออกแดง อายุแค่สิบแปด แต่ทั้งชี้นิ้ว ปรบมือกระตุ้น สั่งการเสียงเข้ม ราวกับเป็โค้ชก็ไม่ปาน คือ นักเรียนปวช.ปี 3 กัปตันทีมฟุตซอล ชื่อ แดนไตร
"ครับ กัปตัน" เด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ด ตัวผอมเก้งก้าง ชื่อ เกริกหล้า ขานรับ เช่นเดียวกับ เด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ด ตัวเล็ก หน้าตาละอ่อน ชื่อ ลายเมฆ ทั้งสองเป็รุ่นน้องอยู่ปวช.ปี 2
และนี่คือ การแข่งขันฟุตซอลภายในทีมชมรม ระหว่างรุ่นพี่ กับ รุ่นน้อง...
"อ๊ะ...!" ลายเมฆสกัดบอลพลาด ลูกบอลเด้งออกสนาม ลอยโด่งมาที่หน้าประตู ทุกคนหันมอง ร่างเล็กที่ยืนขวางอยู่นั้น เทคตัวสูงขึ้นโหม่ง ทั้งที่บอลมาด้วยความแรง กลับพุ่งสู่ฟ้าแล้วตกสู่เท้าเป็แนวตรง เขาเดาะบอลด้วยเท้าสองสามที แล้วขึ้นมาที่หัวเข่า สลับข้างเดาะไปมา ทั้งที่มือหนึ่งยังหิ้วกระเป๋าพาดบ่า
...ท่าดูดบอลลงพื้นนั่นมันอะไรน่ะ!... ลายเมฆสะดุ้งในใจ
"ข...ขอบอลด้วย" เป็คนทำออกจึงวิ่งมาเอา
"ลูกเด้งมีสปรินดีจังแฮะ ระวังหน่อยนะ ข้อเท้าขวาของนายน่ะ" บอกยิ้มๆ แล้วเดาะบอลคืนให้ ลายเมฆรับมา จ้องตะลึง ...หมอนี่...รู้ได้ไงว่าข้อเท้าเรามีปัญหา
"ลายเมฆ ช้าไปแล้วเฟ้ย จีบหนุ่มรึไง กลับมา" แดนไตรกวักมือรัวๆ ลายเมฆวิ่งกลับ เกมดำเนินต่อ ผู้มาใหม่พึมพำ ...ฟุตซอลคึกคักดีแฮะ... ก่อนหันมองซ้ายขวา
"อ๊ะ ขอโทษนะคร้าบ วานบอกหน่อยได้ไหมว่า สนามฟุตบอลไปทางไหน" เด็กหนุ่มโค้งตัว ถามเสียงกังวาน ทุกคนชะงัก หันขวับมามองเขา วูบเดียว เงียบกริบทั้งสนาม
"เอ่อ... ผ...ผมพูดอะไรผิดเหรอ..." เขาหน้าเก้อ ยกมือเกาหัวแกรกๆ
"เอ้า ถึงไหนแล้ว เร็วเข้า เริ่มใหม่ เริ่มใหม่..." แดนไตรปรบมือกระตุ้น ทุกคนจึงหันกลับไปซ้อม ไม่มีใครสนใจเขาเลย ทิ้งเด็กใหม่ยืนงงอยู่ตรงนั้น
"พ่อหนุ่ม ตามหาสนามฟุตบอลเหรอ" ลุงแก่ภารโรงผ่านมาพอดี
"อ๊ะ กรุณาบอกทางผมทีเถอะครับ คุณลุง" โค้งตัวอย่างสุภาพ
"ตามมาสิ จะพาไป" ลุงภารโรงว่า แล้วเดินหิ้วไม้กวาดกับที่โกยขยะนำหน้า
"ท...ที่นี่ คือ..." เด็กหนุ่มยืนอ้าปากค้างอยู่หน้าสนามที่นอกจากจะไม่ใหญ่ระดับมาตรฐานแล้ว ยังปกคลุมด้วยผืนหญ้าเขียวขจี
...อะไรกันนี่ สนามฟุตบอลกลายเป็ป่าไปแล้ว!!
"ก็อย่างที่เห็น... วิทยาลัยนี้ ไม่มีฟุตบอลอีกแล้วล่ะ" ลุงภารโรงพึมพำหน้าเศร้า
"ม...ไม่มีฟุตบอล ทำไมล่ะครับ เกิดอะไรขึ้น" ถามอย่างตระหนก
ลุงถอนใจ ตอบสั้นๆ แต่เปี่ยมความหมาย "ทีมฟุตบอลชาย...ตายไปแล้ว!"
...ครืด... เสียงเปิดประตูห้องปวช. 2/1 ทำให้นักศึกษาหยุดคุย หันมานั่งตัวตรง ทิพวรรณ อาจารย์วิชาภาษาอังกฤษ และโค้ชทีมฟุตซอลชาย ก้าวเข้ามา หล่อนเป็สาวสวยวัยสามสิบแปด เก่ง ฉลาด ดุ เข้มงวด แต่ลึกๆ ใจดี มีเมตตา
"ทำความเคารพ" ลายเมฆ ซึ่งเป็หัวหน้าชั้นสั่ง นักเรียนลุกขึ้นขานพร้อมกัน
"อรุณสวัสดิ์ วันนี้ มีนักเรียนใหม่ย้ายเข้ามากลางเทอมนะ ฝากดูแลด้วยละกัน เข้ามาสิ"
ทุกสายตาหันมองหน้าประตู เด็กหนุ่มหน้าตาน่ารัก หิ้วกระเป๋าแบนสีดำพาดหลังก้าวเข้ามาใบหน้ายิ้มแย้ม สองหนุ่มทำหน้าประหลาดใจ เช่นเดียวกับผู้มาใหม่ ที่ทักทายเสียงดัง เริงร่า
"อ้าว ลายเมฆ เกริกหล้า อยู่ปีสองเหมือนกันเหรอ ห้องเดียวกันด้วยนะเนี่ย เซอร์ไพร์ทจัง"
"รู้จักชื่อฉันได้ไงอ่ะ" เกริกหล้าโพล่ง
"คนที่ดุเหมือนโค้ชคนนั้นเรียกไงเล่า ได้ยินชื่อพวกนายบ่อยจะตาย ...เกริกหล้า ดิเฟนซสิ ลายเมฆ วิ่งเร็วเข้า..."
ฮา... เสียงหัวเราะขบขันของผองเพื่อน ทำเอาสองหนุ่มนักฟุตซอลวางหน้าไม่ถูก
"หมอนั่นน่ะเขี้ยวมากเลยน๊า ติโน่นตินี่ติทุกอย่าง ทั้งที่ฉันว่า พวกนายก็เก่งแบบไม่ธรรมดาแล้วแท้ๆ วันนี้ แค่ไม่สมบูรณ์นิดหน่อยเท่านั้นเอง ไม่เห็นต้องบ่นกระจายเลย แย่ชะมัด..."
เพื่อนใหม่พร่ำยาว พูดเก่งเสียจนทุกคนตะลึง ก่อนจะเดินมายืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มนักบอล จับไหล่สองข้างไว้ ยิ้มแฉ่ง
"วางใจเถอะ เราเป็เพื่อนกันแล้ว วันหลัง ฉันจะช่วยพูดกับหมอนั่น ให้เพลาๆ ความโหดลงบ้าง รุ่นพี่ที่ดี ต้องไม่โขกสับรุ่นน้องเนอะ เห็นด้วยไหม ฮะ ฮะ"
"เอาล่ะ เอาล่ะ เื่ส่วนตัวไว้ทีหลังนะจ๊ะ มาแนะนำตัวก่อน" อาจารย์ทิพวรรณชักตงิดๆ ใจ นักเรียนใหม่... ท่าจะเป็ตัววุ่นวายอีกคนแล้วกระมัง?
"สวัสดีครับ เพื่อนๆ ทุกคน กระผมชื่อ ผ่านฟ้า สุริย... เอ่อ นามสกุลช่างมันเถอะ ลิเกไปน่ะ ผมสูง 162 หนัก 54 กิโลกรัม เกิดวันที่ 14 มิถุนา ปีมะเมีย ธาตุลม กรุ๊ปบี ชอบกินข้าวผัด ส้มตำ เก่งภาษา อ่อนคณิตศาสตร์ งานอดิเรก คือ เล่นฟุ..."
"พอแล้ว พอแล้ว" อาจารย์ทิพวรรณทุบโต๊ะดังลั่น หยุดทั้งเสียงเขา และเสียงหัวเราะขำของเพื่อนทั้งห้อง
"ไม่ต้องเล่าละเอียดยิบขนาดนั้น เอาล่ะ ไปนั่งที่ไป" หล่อนคลึงขมับ อย่างชักเวียนหัวกับความ "ช่างจ้อ" ของหมอนี่
"หลังสุดของห้องเลยเหรอครับ"
"นั่นแหละ ไปเถอะ" บอกปลงๆ
"อ๊ะ ตรงนั้นว่างนี่นา ผมนั่งนั้นไม่ได้เหรอครับ ชอบนั่งหน้าอ่ะ"
"ไปนั่งที่!" อาจารย์สาวะโอย่างเหลืออด ...คิก... เสียงหัวเราะดังมาอีก ผ่านฟ้าเดินผ่านโต๊ะเพื่อนๆ โค้งหัว กล่าวทักทายตลอดทาง
"หวัดดี ฝากตัวด้วยนะ ยินดีที่รู้จัก..."
อาจารย์ทิพวรรณถอนใจเฮือก ส่วนเกริกหล้าเอียงหน้ามากระซิบลายเมฆ ...หมอนี่ ตัวแสบชัดๆ…!