สี่สหายผู้เป็ศิษย์น้องของหวังหลี่เม่าเดินผ่านเขตอาศัยของผู้ฝึกตนหน้าใหม่ที่กระจายตัวกันอยู่ห่างๆพวกเขาเดินไปตามถนนเส้นเล็กๆ พอเดินมาได้เป็เวลาสองสามก้านธูปจิวฟงและผองเพื่อนก็มาถึงเขตที่ผู้คนเริ่มพลุกพล่าน ที่นั่นมีตึกรูปทรงโบราณสูงอย่างน้อยห้าชั้นจำนวนมากตั้งเรียงกันอยู่เป็ระเบียบตึกของสำนักเซียนแลดูวิจิตรและลึกลับ ตึกสีแดงเืหมูตึกสีทองและตึกสีเงินที่มีไอปราณแผ่ออกมาทำให้คนทั้งหมดไม่เว้นแม้แต่เ้าเฉื่อยรู้สึกตื่นเต้น
จิวฟงได้ยินศิษย์พี่หวังหลี่เม่าบอกว่าหอคัมภีร์หลักตั้งอยู่ที่เขตกลางของสำนักวายุจำรัสเขาอยากค้นคว้าตำราลมปราณเผื่อว่าจะเจอข้อความลับเกี่ยวกับคัมภีร์ปฐมธาตุเพิ่มเด็กชายจึงบอกเพื่อนทั้งสามว่า้าไปยังสถานที่แห่งนั้น
เมื่อได้ยินคำว่าหอคัมภีร์ต้าไคก็เบ้ปากสีหน้าของเขาดูเบื่อหน่าย ในสมองของเ้าอ้วนไม่มีคำว่าคัมภีร์ หนังสือตำราหรือสมุดบันทึกอยู่ในสารบบชีวิตเ้าอ้วน้าเพียงแค่การกินและการนอนเท่านั้น ส่วนชูฉงนั้นยืนนิ่งเขาลังเลว่าจะพาเ้าเปี๊ยกของเพื่อนๆไปยังหอคัมภีร์ดีหรือไม่เขาไม่้าให้จิวฟงหมกมุ่นอยู่กับการฝึกตนมากเกินไปแต่เมื่อถูกจิวฟงรบเร้าหนักเข้า เขาก็จำต้องทำตามคำขอของเพื่อนอย่างเลี่ยงไม่ได้
จิวฟงชะเง้อชะแง้มองตึกสูงที่ตั้งอยู่เรียงรายอย่างไม่แน่ใจสุดท้ายเขาก็สอบถามชูฉงถึงตำแหน่งที่ตั้งของหอคัมภีร์
เ้าหนอนหนังสือล้วงเข้าไปในถุงวิเศษที่ห้อยไว้ข้างตัวชูฉงหยิบสมุดบันทึกออกมาสี่เล่มเขาพลิกสมุดไปมาอย่างรวดเร็วแล้วโยนสมุดสามเล่มกลับเข้าไปในถุงจากนั้นก็เปิดสมุดที่ถืออยู่แล้วเปิดอ่านหน้าท้ายๆ
“หอคัมภีร์เป็ตึกเจ็ดชั้นทรงแปดเหลี่ยมสีแดงเืหมูที่ยอดตึกมีลูกแก้ววิเศษขนาดเท่ากำปั้นวางอยู่ในฐานดอกบัวทองแปดกลีบแก้ววิเศษจะดูดซับพลังงานทุกประเภทเมื่อสายฝนโหมกระหน่ำดวงแก้วก็จะดูดเอาพลังน้ำทำให้หอคัมภีร์ไม่ต้องละอองฝนเมื่อแดดร้อนแก้ววิเศษก็จะซึมซับเอาพลังธาตุไฟทำให้ตึกแห่งนี้เย็นสบาย แม้แต่พายุหมุนหรือฟ้าผ่าก็ไม่อาจทำอันตรายตัวตึกเพราะของวิเศษชิ้นนี้คอยดูดซับพลังจากธรรมชาติ” เ้าหนอนหนังสือพูดเสียงเรียบๆดังที่เขาทำเป็ประจำพออ่านบันทึกเกี่ยวกับหอคัมภีร์จบ เ้าหนอนก็เงยหน้ามองหาแก้ววิเศษเขามองซ้ายทีขวาที เมื่อเห็นยอดตึกสีแดงเืหมูที่ส่องประกายระยิบระยับยามต้องแสงแดดชูฉงก็เดินนำคนทั้งสามตรงไปยังอาคารที่อยู่ไกลออกไป
จิวฟงสงสัยว่าเ้าหนอนหนังสือรู้เื่ของสำนักอย่างละเอียดทั้งๆที่เพิ่งเข้ามาเป็ศิษย์เพียงแค่ไม่กี่วันได้อย่างไรเขาถามต้าไคและหลางชี่เชี่ยแต่ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้และดูเหมือนว่าไม่มีใครสนใจเื่ดังกล่าวเท่าไรนักจิวฟงจึงเก็บความสงสัยไว้แล้วเดินตามคนทั้งสามไป
ชั้นหนึ่งของสถานที่รวบรวมความรู้ของสำนักวายุจำรัสเปิดให้ศิษย์ใหม่ที่ยังไม่บรรลุถึงลมปราณขั้นที่หนึ่งเข้ามาศึกษาหาความรู้ส่วนชั้นที่สองไปจนถึงชั้นที่เจ็ด อนุญาตให้ศิษย์ซึ่งมีพลังปราณที่เหมาะสมตามแต่ละขั้นได้เข้าไปศึกษาและหยิบยืมตำรา
ในหอคัมภีร์หลักของสำนักวายุจำรัสเนืองแน่นไปด้วยผู้ฝึกตนหน้าใหม่ส่วนศิษย์รุ่นก่อนหน้ามีเพียงประปรายคนเ่าั้มักใช้เวลาในแต่ละวันในการบำเพ็ญเพียรเสียมากกว่า
เ้าหนอนหนังสือพาสหายเดินผ่านผู้คนกลุ่มใหญ่ไปยังโต๊ะไม้สีดำตัวหนึ่งซึ่งมีเด็กยืนต่อแถวอยู่ราวๆสิบกว่าคนเมื่อชูฉงสอบถามก็ได้ความว่าบรรณารักษ์กำลังแจกพู่กันวิเศษให้ผู้ฝึกตนหน้าใหม่จิวฟงยื่นหน้าไปอ่านป้ายซึ่งติดไว้ที่โต๊ะสีดำก็เห็นว่าป้ายนั้นเขียนไว้ว่า
“พู่กันวิเศษ เขียนได้เร็วเท่ากับพูด ไม่ต้องบรรลุถึงลมปราณขั้นที่หนึ่งก็สามารถใช้งานได้”
อ่านข้อความจบจิวฟงก็เหลือบมองชายผู้หนึ่งซึ่งกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะนั้นคนผู้นั้นมีผมสีขาวโพลนและไว้เครายาว จิวฟงเดาว่าคนผู้นี้ต้องเป็บรรณารักษ์เขาคิดว่าผู้ดูแลห้องสมุดคงไม่ชอบพูดคุยกับใครเพราะเมื่อมีใครถามถึงเื่พู่กันวิเศษ บรรณารักษ์ผมขาวก็เอาแต่ชี้ป้ายโดยที่ไม่ยอมเอ่ยวาจา
สำหรับหนอนหนังสือเช่นชูฉงแล้วพู่กันนี้ถือว่าเป็ของวิเศษโดยแท้ชูฉงคิดว่าด้วยพู่กันนี้เขาย่อมสามารถบันทึกเื่ราวต่างๆที่อยากรู้ได้มากขึ้นเป็เท่าตัวชูฉงมองไปที่โต๊ะก็เห็นว่ามีพู่กันเหลืออีกเพียงไม่กี่ด้ามเขารีบให้สหายทั้งสามไปต่อแถวเพราะเกรงว่าของวิเศษจะหมดเสียก่อน
เ้าอ้วนอิดออดเล็กน้อย เขาหรี่ตาดูพู่กันที่คนอื่นมองว่าเป็ของดีของวิเศษแล้วส่ายหน้าจากนั้นก็พูดกับชูฉงว่า
“ขนาดอ่านหนังสือ ข้ายังไม่ค่อยอยากจะอ่านแล้วเ้าคิดว่าข้าจะ้าพู่กันอย่างนั้นหรือ”
“ไปต่อแถวเอามา ถ้าเ้าไม่อยากได้ก็ยกให้ข้า”ชูฉงพูดพร้อมกับใช้สองมือลากแขนเ้าอ้วนให้เข้ามาอยู่ในแถวจากนั้นก็บอกจิวฟงกับหลางชี่เชี่ยว่า
“พวกเ้าก็มาต่อแถวด้วย”
หลางชี่เชี่ยไม่มีปากมีเสียง เขาเดินตามชูฉงไปอย่างว่าง่ายส่วนจิวฟงก็เดินตามเ้าเฉื่อยไปเช่นกัน
ผู้ดูแลห้องสมุดหยิบพู่กันด้ามไม้สีน้ำตาลซึ่งมีขนเงางามเป็ประกายแล้วยื่นให้เด็กชายคนหนึ่งไม่ทันที่เด็กคนนั้นจะอ้าปากถาม บรรณารักษ์ก็ชี้ไปที่ป้ายดังที่ได้เคยทำเขาโบกมือไล่เด็กคนนั้นให้ออกจากแถว แล้วกวักมือเรียกเด็กร่างผอมอีกคนให้รีบเข้ามาคนในแถวเคลื่อนตัวไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าก็ถึงคิวของชูฉง
ชูฉงยื่นป้ายประจำตัวสีดำให้กับบรรณารักษ์ดังเช่นที่ผู้ฝึกตนคนอื่นทำกันผู้ดูแลห้องสมุดรับป้ายมาแล้วก็ส่งกระแสปราณพร้อมกับเขียนอักขระลงไปที่ป้ายป้ายไม้สีดำสว่างวาบขึ้นเล็กน้อย จากนั้นบรรณารักษ์ก็ส่งป้ายประจำตัวคืนให้ชูฉง
ด้านหน้าของป้ายยังมีชื่อของเ้าหนอนหนังสือส่วนอีกด้านหนึ่งก็ยังคงมีอักษรที่เขียนว่าบ้านประกายหมอกแม้ดูจากภายนอกทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมแต่ภายในป้ายที่เปรียบเสมือนสมุดพกของศิษย์สำนักวายุจำรัสได้บันทึกไว้ว่าชูฉงรับเอาพู่กันวิเศษไปแล้ว
เ้าหนอนรีบแบสองมือรอรับพู่กันวิเศษใบหน้าของชูฉงเรียบเฉยทว่าั์ตาของเขาเป็ประกายระยิบระยับ เมื่อได้พู่กันมาแล้วชูฉงก็รีบเก็บมันไว้ในถุงวิเศษ จากนั้นเขาก็ไปยืนรอเพื่อนๆบริเวณที่ไม่ห่างจากโต๊ะของบรรณารักษ์ไม่ช้าเ้าอ้วนก็รับเอาพู่กันวิเศษมา ยังไม่ทันจะเดินพ้นโต๊ะของผู้ดูแลหอคัมภีร์ต้าไคก็โยนพู่กันไปให้ชูฉงพร้อมกับยักคิ้วให้เ้าหนอนหนังสือผู้ดูแลห้องสมุดมีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเขาก้มหน้าก้มตาแจกของวิเศษประจำหอคัมภีร์ให้กับเ้าเฉื่อยเป็คนต่อไป
จิวฟงเดินไปที่โต๊ะแล้วยื่นป้ายประจำตัวให้บรรณารักษ์คนผมขาวไม่ใส่ใจกับเด็กชายตัวเล็กเขารับป้ายของจิวฟงมาและเตรียมที่จะเขียนอักขระลงไปดังเช่นทุกทีบังเอิญสายตาของเขาเหลือบไปเห็นชื่อของจิวฟงที่อยู่บนป้ายทำให้เขาถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมา
“เ้าคือจิวฟงอย่างนั้นรึ” บรรณารักษ์พึมพำคล้ายกับพูดอยู่คนเดียวเขาจ้องหน้าเด็กชายวัยสิบสองปีผู้มีใบหน้าขาวแววตาดูซุกซนอยู่นานก่อนที่จะเอ่ยว่า
“ท่าทางจะไม่ธรรมดาจริงๆ” บรรณารักษ์ส่ายหน้าไปมาแล้วถอนหายใจคนดูแลห้องสมุดที่แทบจะไม่เปิดปากพูดมาตลอดทั้งวันเอ่ยว่า
“ยืมหนังสือได้ครั้งละสองเล่ม ภายในหนึ่งสัปดาห์ต้องนำหนังสือมาคืนไม่อย่างนั้นจะโดนหักคะแนนผู้ฝึกตนสามารถยืมตำราต่อกันได้ไม่เกินสามครั้ง แต่สำนักไม่อนุญาตให้ผู้ใดคัดลอกคัมภีร์ที่อยู่ในชั้นอื่นๆไม่เช่นนั้นจะโดนหักคะแนน”
“จำไว้ว่าห้ามทำให้ตำราเสียหาย ไม่เช่นนั้นจะโดนหักคะแนนเข้าใจไหม?” บรรณารักษ์จ้องหน้าจิวฟงที่ยืนหาวปากกว้างเมื่อเห็นว่าจิวฟงยังคงยืนนิ่งจึงถามซ้ำ
“เ้าเข้าใจที่ข้าพูดไหมเนี่ย” บรรณารักษ์รู้สึกกังวลใจอย่างไรชอบกลเขากลัวว่าเด็กเ้าปัญหาจะมาก่อเื่ในหอคัมภีร์อันสงบสุขของเขา
จิวฟงพยักหน้าหงึกๆเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจกฎระเบียบของหอคัมภีร์เป็อย่างดีเห็นดังนั้นบรรณารักษ์จึงค่อยเบาใจขณะที่กำลังจะยื่นพู่กันให้เด็กชายผู้ไม่ได้ผ่านการทดสอบของสำนัก บรรณารักษ์ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เขาจึงเอ่ยต่อว่า
“อ้อ...แล้วก็ห้ามวิ่งเล่น แล้วก็อย่าส่งเสียงดังไม่เช่นนั้น...” ยังไม่ทันที่บรรณารักษ์จะพูดจบเสียงแหลมๆก็ดังขึ้น
“จ ะ โ ด น หั ก ค ะ แ น น” จิวฟงพูดยานคางเลียนแบบวิธีพูดของหลางชี่เชี่ยน้ำเสียงของเขาเต็มเป็ด้วยความเหนื่อยหน่าย พูดจบจิวฟงก็ถอนหายใจหนึ่งที
จิวฟงรู้สึกเบื่อที่เขาต้องมายืนทนฟังกฎระเบียบพื้นฐานที่ใครๆก็รู้กันคนอื่นไม่เห็นมีใครต้องมาฟังเื่ดังกล่าวเลยสักคนเขาคิดว่าผู้ดูแลห้องสมุดไม่ไว้ใจเขาจิวฟงไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดเขาจึงต้องถูกเพ่งเล็งด้วย
ผู้ดูแลห้องสมุดส่ายหน้าอย่างเอือมๆ เขาคิดไว้แล้วไม่มีผิดเ้าเด็กที่ประกาศกร้าวว่าไม่ภูมิใจที่ได้มาเป็ศิษย์สำนักวายุจำรัสคือเด็กเ้าปัญหาบรรณารักษ์มองจิวฟงสลับกับพู่กันที่เขาถืออยู่ด้วยสายตาลังเลสุดท้ายเขาก็วางพู่กันวิเศษลงแล้วเดินไปทางด้านหลัง จากนั้นบรรณารักษ์ก็เปิดตู้ที่มีลิ้นชักเรียงกันเป็ตับ
บรรณารักษ์เปิดลิ้นชักซ้ายแล้วย้ายมาสำรวจลิ้นชักขวาเขาไล่เปิดลิ้นชักจากบนลงล่าง สายตาของเขาสอดส่ายเข้าไปในลิ้นชักไม้มือก็ควานไปมาหาของสิ่งหนึ่ง ขณะที่กำลังใช้มือสำรวจลิ้นชักด้านซ้ายแถวที่สี่มือของผู้ดูแลห้องสมุดผู้มีผมสีขาวก็ััถูกของแข็งสิ่งหนึ่ง เขารีบคว้าเอาของสิ่งนั้นแล้วเดินกลับมาหาจิวฟง
“นี่คือพู่กันวิเศษของเ้า...”บรรณารักษ์ยิ้มมุมปากแล้วยื่นพู่กันให้จิวฟง
จิวฟงยืนอึ้ง เขามองพู่กันที่อยู่ในมือผู้ดูแลหอคัมภีร์แล้วทำหน้าเหยเกพู่กันไม้ที่มีตัวด้ามสีดำสนิทไม่ได้แปลกจากพู่กันด้ามอื่นๆเท่าไรแต่ที่แตกต่างออกไปคือขนของมัน ขนของพู่กันด้ามนี้มีสีซีดๆคล้ายกับมันผ่านการใช้งานมานับครั้งไม่ถ้วนขนของมันหยาบหนา อีกทั้งยังแห้งพันเป็สังกะตังจิวฟงไม่รู้ว่าต้องเอาไปแช่น้ำอีกกี่วัน พู่กันด้ามนี้จึงจะใช้งานได้
จิวฟงรีบโบกมือไปมาพร้อมกับถอยหลังขณะที่เด็กชายกำลังจะพูดว่าไม่รับเอาพู่กันด้ามนี้ บรรณารักษ์ก็เดินเข้ามาใกล้เขาหรี่ตาแล้วกระซิบว่า
“อย่าได้รังเกียจรูปลักษณ์ของมันเชียวนาของชิ้นนี้เป็สมบัติล้ำค่าประจำสำนักเมื่อก่อนมันเคยถูกเก็บรักษาในชั้นที่เจ็ดของหอคัมภีร์ กาลเวลาล่วงเลยไปทำให้มันเก่าไปตามสภาพบ้าง”
“ไม่บ้างแล้วล่ะ นี่เรียกว่าเก่าคร่ำคร่าเลยแหละ” จิวฟงท้วงเขาไม่เชื่อคำพูดของบรรณารักษ์ หากพู่กันชิ้นนี้เป็ของล้ำค่าจริงมันคงไม่ถูกทิ้งไว้ในลิ้นชักไม้เก่าๆเช่นนี้
บรรณารักษ์โคลงหัวแล้วยัดพู่กันโบราณใส่มือของจิวฟงจากนั้นจึงเอ่ยว่า
“ของเก่าๆสิดีไม่มีใครรู้ว่าของสิ่งนี้อยู่คู่กับหอคัมภีร์มาั้แ่เมื่อไรตอนหนุ่มๆข้าก็เห็นมันอยู่ที่นี่แล้ว บางคนบอกว่ามันมีอายุพอๆกับสำนักวายุจำรัสบางคนก็กล่าวว่ามันมีมาั้แ่สมัยปฐมกาล แต่ข้าคิดว่าคงจะเป็อย่างหลังมากกว่าไม่เช่นนั้นมันคงไม่ดูยับเยินเช่นนี้หรอก”บรรณารักษ์ชราอยากจะหัวเราะเสียงดังแต่ก็ทำไม่ได้ ขณะนี้เขาทำได้เพียงหัวเราะลั่นอยู่ภายในใจ
พู่กันธรรมดาๆที่เขียนติดบ้างไม่ติดบ้างเนื่องจากขนหยาบๆของมันถูกทิ้งไว้ในหอคัมภีร์มาหลายพันปีโดยที่ไม่มีคนเหลียวแลถึงเวลาแล้วที่เขาจะกำจัดของไร้ค่าชิ้นนี้ออกไป...ให้กับเด็กเ้าปัญหาผู้ซึ่งผู้คุมกฎกุ้ยชางพามายังสำนัก
จิวฟงมองดูพู่กันที่ถืออยู่ในมือด้วยแววตาที่สั่นไหวตอนที่ได้ยินคำว่า‘ปฐมกาล’ ใจของเขาก็เต้นแรงอยู่แล้ว แต่พอได้สังเกตพู่กันด้ามนี้ดีๆหัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นระรัวสายตาของผู้ประเมินราคาสินค้าเช่นเขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ขนของพู่กันสีซีดที่ไม่รู้ว่าสีเดิมของมันคือสีใดเข้ากันไม่ได้กับตัวด้ามที่ยังดูใหม่เลยแม้แต่น้อยเขาพลิกด้ามพู่กันไปมาแล้วสังเกตอย่างละเอียดก็เห็นชัดว่าด้ามของมันไม่มีรอยขีดข่วนหรือรอยตำหนิแม้แต่นิดเดียวแม้ด้ามไม้สีดำจะดูไม่มันเงาเหมือนใหม่ แต่ก็พูดได้อย่างเต็มปากว่ามันยังไม่เก่า
“แปลก...ไม่เข้ากันเลย ขนกับตัวด้ามไม่เข้ากันเลยสักนิด”สายตาที่เคยมองพู่กันด้วยความรังเกียจได้แปรเปลี่ยนมาเป็สายตาแห่งความสงสัยสุดท้ายแววตาของจิวฟงก็เบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น จิวฟงรู้สึกว่าพู่กันประหลาดกำลังเชื้อเชิญให้เขาค้นหาปริศนาของมันเขารับพู่กันมาเก็บไว้ในถุงแล้วมองหน้าบรรณารักษ์พร้อมกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จากนั้นเด็กชายก็เดินจากไป
ชายผมขาวนั่งลงแล้วมองตามจิวฟงและเพื่อนๆที่เดินเข้าไปยังส่วนในของหอคัมภีร์เมื่อคนทั้งสามเดินลับสายตาไป บรรณารักษ์ก็ะโก้องในจิตใจ
“หลอกเด็กได้แล้วโว้ย!” เขายิ้มออกมาอย่างดีใจ