บัวดินหันไปมองหน้าหลวงอินทราบดีศรีราชก็เห็นเขามองมาอย่างเห็นใจย้อนอดีตกลับมาเสียไกลเชียว แต่จะยุคสมัยไหนสิ่งเดียวที่เหมือนกันก็ต้องเป็เื่นี้แหละหญิงสาวคิดไตร่ตรองเสร็จแล้วจึงเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
“หน้าที่ของข้าสนองพระยุคลบาทในองค์เหนือหัว คือการดูแลทุกข์สุขของประชาชนมิใช่รึเ้าคะถึงแม้ข้าจะพลัดหลงมาจากต่างถิ่น แต่ตอนนี้ข้าก็ยืนอยู่ในแผ่นดินของเ้าเหนือหัวของพวกท่านและคนหลงทางผู้นี้กำลังตกทุกข์ ข้าถูกปรักปรำด้วยข้อกล่าวหาร้ายแรงที่ไม่ได้เป็คนก่อแล้วยังไม่มีโอกาสแก้ต่างให้กับตัวเอง แล้วแบบนี้ความยุติธรรมจะหาได้จากที่ใดในแผ่นดินนี้ล่ะเ้าคะ”
ออกญายมราชนิ่งงันไปอย่างอับจนถ้อยคำขุนนางคนอื่นก็พึมพำคุยกันเบาๆ ส่วนหลวงอินทราบดีศรีราชอมยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิมแววตาทอประกายระยับ แต่บัวดินกำลังของขึ้นจึงไม่มีอารมณ์ใส่ใจ
“ข้าขอสืบความแม่หญิงผู้นี้เองขอรับท่านออกญา” หลวงอินทราบดีศรีราชเสนอตัวหญิงสาวหันไปมองเขาด้วยสายตาแห่งความหวัง
“จะทำเช่นนั้นได้เยี่ยงไรเล่า นางผู้นี้มิมีเทือกเถาเหล่ากอถือเป็คนนอกรีต มิมีนายของตนเป็ผู้กำกับดูแล ต้องส่งตัวไปยังสัสดี” ขุนนางคนหนึ่งเอ่ยค้านขึ้น ทำให้บัวดินนึกฉุนจนเผลอแสดงออกทางสีหน้า
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอรับนางผู้นี้เป็คนในบ้านของข้าได้หรือไม่ขอรับ” หลวงอินทราบดีศรีราชเสนอขึ้นอีกครั้ง
ออกญายมราชส่ายหัวเบาๆก่อนจะถอนใจอย่างไม่เห็นด้วย
“ข้ารู้ว่าเอ็งอยากช่วยเหลือคนตกทุกข์หากแต่ธรรมเนียมปฏิบัติหาได้มีผู้ใดทำเช่นเอ็ง เอ็งก็รู้มิใช่รึหากบ่าวทำผิดนายต้องได้รับโทษปรับสินไหมเช่นกันฐานมิดูแลคนของตนให้เข้าร่องเข้ารอย แล้วหากแม่หญิงผู้นี้ทำผิดจริง เอ็งจักโดนโทษปรับมิน้อยหนา” ออกญายมราชค้านด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
หลวงอินทราบดีศรีราชลุกจากที่นั่งก่อนจะลงมานั่งคุกเข่าท่าเทพบุตรพร้อมพนมมือไหว้ท่านออกญาอย่างอ่อนน้อม
“ข้าทราบดีขอรับ แต่มิอาจเห็นชาวบ้านทนทุกข์ได้ ข้ามิเห็นหนทางที่จะช่วยเหลือนางได้เลยจึงอยากขอความเมตตาจากท่านออกญาได้หรือไม่ขอรับ”
ออกญายมราชหน้าตึงนิ่งคิดบัวดินได้แต่ส่งสายตาวิงวอนไปยังท่านออกญาสุดฤทธิ์ทำให้ท่านถึงกับถอนหายใจหนักหน่วงก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มแต่อ่อนลงกว่าเดิม
“ถ้าเช่นนั้นในฐานะนายของนางผู้นี้ เอ็งก็นั่งฟังการพิจารณาคดีไปเสีย”
เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว หลวงอินทราบดีศรีราชก็รีบกลับไปนั่งที่เดิมทันที
“ส่วนเอ็ง...นางคนพลัดถิ่น เอ็งจักแก้ต่างเช่นไรเล่าในเมื่อมีคนให้การว่าเห็นเอ็งฆ่าอ้ายเยื้อกับตาซ้ำยังนอนสลบอยู่ข้างศพ หลักฐานโทนโท่เยี่ยงนี้เอ็งจะว่ากระไร” ออกญายมราชเอ่ยน้ำเสียงดุดัน
“คนที่ฆ่าคนตายทำไมถึงนอนสลบอยู่ข้างศพล่ะเ้าคะ ทำไมถึงไม่หนีไปให้ไกลๆจะได้ไม่ถูกจับ”
“ข้าต้องถามเอ็งจึงจักถูก เหตุใดจึงฆ่าคนแล้วมิหนีไปแต่กลับนอนสลบไสลอยู่ใกล้ศพเยี่ยงนี้ ข้ารับฟังคดีนี้แล้วให้ประหลาดใจนัก”
“ก็เพราะว่าคนร้ายไม่ได้ข้านะสิเ้าคะ จากที่ฟังๆ มาข้าคิดว่าคนที่น่าสงสัยมากที่สุดคือคนที่บอกว่าเห็นข้าฆ่าคนกับตาตัวเองนั่นแหละ”
ออกญายมราชสบตากับหลวงอินทราบดีศรีราชด้วยความยุ่งยากใจกันทั้งคู่
“เหตุใดเ้าจึงคิดเยี่ยงนั้น” ออกญายมราชเอ่ยถามขึ้น
“ก็อย่างที่บอกไปหลายรอบแล้วว่าข้าไม่ได้ทำ หากข้าไม่ผิดแล้วใครจะทำได้ถ้าไม่ใช่คนที่เห็นกับตาว่าข้ากำลังลงมืออีกอย่างหนึ่งพวกท่านก็ไม่เห็นเอาหลักฐานเป็ชิ้นเป็อันออกมาเลยเช่นอาวุธที่ใช้สังหาร รอยนิ้วมือของข้าบนศพผู้ตายหรือหลักฐานอะไรก็ตามที่มันมากกว่าคำพูดเพียงลมปาก ท่านเชื่อได้แน่รึเ้าคะว่าเขาพูดความจริง” คราวนี้หญิงสาวทำให้ชายสองรุ่นมองหน้ากันได้อีกครั้งส่วนขุนนางคนอื่นก็ถึงกับมองหน้ากันเอง
“ผู้เห็นเหตุการณ์บอกพวกท่านว่าอะไรบ้างเ้าคะ”
“ข้าขอเอ่ยคำขอรับท่านออกญา”หลวงอินทราบดีศรีราชพนมมือไหว้เมื่อเห็นว่าออกญายมราชพยักหน้าก็รีบเอ่ยขึ้นทันที
“ผู้ที่พบเห็นให้การว่า เห็นเอ็งเดินไปด้านหลังของอ้ายเยื้อแล้วใช้เชือกคล้องไปด้านหน้า รัดคออ้ายเยื้อจนตาย”
“รูปร่างอ้ายเยื้อเป็อย่างไรเ้าคะ”
“ราวๆ เดียวกับข้านั้นแล”
หญิงสาวค่อยๆ พยุงตัวยืนขึ้นแต่ผู้คุมสองคนก็กดบ่าเธอลงนั่งที่เดิม
“เอ็งจะทำการใด” ท่านออกญาเอ่ยถาม
“ข้าก็จะพิสูจน์ให้พวกท่านเห็นกับตานะสิเ้าคะ”
ออกญายมราชพยักหน้าให้ผู้คุมก่อนที่สองหนุ่มจะถอยห่างไปบัวดินจึงค่อยๆ พยุงกายขึ้น
“ท่านกรุณาลุกมายืนใกล้ๆ ข้าได้หรือไม่เ้าคะ”บัวดินหันไปขอความช่วยเหลือจากหลวงอินทราบดีศรีราช เขามองหญิงสาวอย่างงุนงงพลางลุกขึ้นมายืนข้างเธอ
“ข้าสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเิเแต่ดูนี่นะเ้าคะ” หญิงสาวยืนเทียบกับหลวงอินก็ทำให้เห็นว่าศีรษะของเธออยู่แค่่บ่าของหลวงอินเท่านั้น
“ถ้าอ้ายเยื้อสูงพอๆ กับท่านผู้นี้ ข้าจะเอาปัญญาที่ไหนคล้องคอเขาได้ล่ะเ้าคะหรือถ้าคล้องเชือกรอบคอได้ อ้ายเยื้อก็เป็ผู้ชาย จะสู้แรงผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างข้าไม่ได้เชียวหรือแค่เขาสะบัดตัวข้าก็ลงไปนอนกองกับพื้นได้แล้ว จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปรัดคอจนถึงตายได้ข้าคิดว่าคนที่สามารถทำแบบนี้ได้น่าจะเป็เพศชายเพราะน่าจะออกแรงรัดคอได้ไม่ทราบว่าคนที่เห็นว่าเหตุการณ์เป็ผู้หญิงหรือผู้ชายเ้าคะ”
ออกญายมราชและหลวงอินทราบดีศรีราชมองหญิงสาวด้วยความทึ่ง
“เป็ชาย” หลวงอินทราบดีศรีราชเอ่ยขึ้น
“นั้นแหละเ้าค่ะน่าสงสัยที่สุด” บัวดินเอ่ยอย่างมั่นใจ
“ไปจับตัวอ้ายผู้นั้นมาไต่ความบัดเดี๋ยวนี้!” ออกญายมราชออกคำสั่งเสียงดังกังวานตามมาด้วยเสียงขานรับอย่างแข็งขันจากนายทหารบริเวณนั้น
หลังจากนั้นอ้ายเอี้ยงตัวการที่ทำให้บัวดินติดคุกก็ถูกสอบสวนท่ามกลางความกดดันเช่นเดียวกับที่บัวดินประสบเขาเป็ชายวัยเกือบสามสิบปี ร่างสูงใหญ่ดูกำยำ ผิวคล้ำเข้ม แววตาหลุกหลิก มีเหงื่อเม็ดโตไหลออกมาอยู่เนืองๆร่างใหญ่นั่งคุกเข่าพนมมือไหว้ออกญายมราชด้วยความยำเกรง
“เอ็งให้การว่าเห็นแม่หญิงผู้นี้ฆ่าอ้ายเยื้อกับตาจริงหรือไม่”ออกญายมราชเอ่ยถามเสียงหนัก
อ้ายเอี้ยงกระสับกระส่ายด้วยไม่เคยถูกจับมานั่งอยู่หน้าผู้มีอำนาจเช่นนี้มาก่อน
“ขอรับ ข้าเห็นกับสองตานี้”อ้ายเอี้ยงเอ่ยพลางไม่กล้าสบตาคมกล้าของท่านออกญา
“ตอแหล!” บัวดินด่าเสียงดังก่อนจะลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วใช้สองมือที่ถูกโซ่ล่ามไว้พาดคออ้ายเอี้ยงจากด้านหลังหมายจะรัดคออ้ายเอี้ยงด้วยแรงทั้งหมดที่มี
ความโกลาหลจึงเกิดขึ้น อ้ายเอี้ยงลุกพรวดขึ้นก่อนจะดันโซ่ออกห่างจากคอแล้วพยายามรอดออกมาจากโซ่อย่างทุลักทุเลด้วยความสูงและแรงของชายหนุ่มทำให้บัวดินถูกผลักล้มก้นจ้ำเบ้าอย่างง่ายดาย
“เหิมเกริมนัก”ออกญายมราชลุกขึ้นะโดังลั่น
ส่วนหลวงอินทราบดีศรีราชและขุนนางสองนายรวมถึงทหารบริเวณนั้นกลับมองเหตุการณ์ด้วยความใด้วยว่าก่อนหน้านี้บัวดินได้บอกกับท่านออกญายมราชแล้วว่าจะพิสูจน์ให้เห็นกับตาหากมีอะไรเกิดขึ้นให้พวกเขาอย่าเข้ามาขวางแต่ไม่คิดว่าหญิงสาวจะทุ่มสุดตัวจนตัวเองลงไปนั่งเจ็บตัวอยู่บนพื้น
ด้วยความที่บัวดินเป็หญิงสาวแม้หลวงอินอยากเข้าไปช่วยประคองก็มิอาจทำได้จึงได้แต่มองด้วยความเป็ห่วงอยู่ห่างๆ
อ้ายเอี้ยงเกือบใช้เท้าเตะบัวดินระบายโทสะอยู่แล้วเชียวหากแต่เมื่อได้ยินเสียงท่านออกญาก็ต้องสะดุ้งและนึกขึ้นได้ว่าตนเองอยู่ที่ใด เขาหันมามองผู้เป็ใหญ่ในที่นี้ก่อนจะกลับไปนั่งคุกเข่าที่เดิมด้วยความโมโห
“เห็นหรือไม่เ้าคะ ข้าตัวเท่าเมี่ยงจะไปมีแรงฆ่าอ้ายเยื้อได้อย่างไร ผู้ชายร่างสูงใหญ่เช่นนี้เพียงแค่ข้าจะทำร้ายยังยากเลยเ้าค่ะ”บัวดินเอ่ยไปลูบเนื้อตัวที่บอบช้ำเล็กน้อยของต้นเองไปด้วย
อ้ายเอี้ยงหันมามองบัวดินอย่างใก่อนจะเอ่ยละล่ำละลัก “ข้าเห็นกับตาขอรับ เป็นางมิผิดแน่ อ้ายเยื้อตัวเล็กกว่าข้าไหนเลยจะเอาข้ามาเทียบกันเยี่ยงนี้”
“รัดคอนะพ่อคุณถ้าใช้ดาบแทงก็ว่าไปอย่าง แรงหญิงรึจะสู้แรงผู้ชายเช่นเอ็ง ข้าว่านะเอ็งต่างหากที่รัดคออ้ายเยื้อ”บัวดินกล่าวหาอย่างโจ่งแจ้ง ทำให้อ้ายเอี้ยงหันขวับไปมองด้วยสายตามาดร้าย
“ข้าเห็นกับตาว่าเอ็งเป็คนทำ” อ้ายเอี้ยงเสียงแข็ง
“เอ็งมีหลักฐานหรือไม่ แค่บอกว่าเห็นก็ทำให้คนอื่นผิดได้เลยเหรอหากข้าบอกว่าเป็คนเห็นเอ็งฆ่าคนบ้าง เอ็งก็ต้องผิดอย่างนั้นรึ”
“หยุดเถียงกันบัดเดี๋ยวนี้!” ออกญายมราชตวาดตัดบท
บัวดินที่เตรียมจะเถียงต้องปิดปากทันควัน
ขณะนั้นเองทหารหนุ่มนายหนึ่งรีบเข้ามานั่งคุกเข่ายกมือไหว้ทำความเคารพออกญายมราชก่อนจะรีบรายงานสิ่งที่พบทันที
“ข้านำทหารไปตรวจหาอาวุธที่ฆ่าคนตามคำสั่งของหลวงอินทราบดีศรีราชั้แ่ย่ำรุ่งพึ่งพบเห็นเชือกป่านเส้นหนาไม่ยาวนักตกอยู่ริมน้ำเกรงว่าคนร้ายตั้งใจจักทิ้งลงน้ำหากแต่แรงไม่ถึงมันจึงไม่ตกน้ำแต่คาอยู่บนพื้นขอรับ เชือกนี้ตรงกับรอยที่คอของคนตายจึงเร่งนำมามอบให้ท่านออกญาขอรับ”
หลวงอินทราบดีศรีราชพยักหน้าให้กับทหารนายนั้นเป็เชิงชมว่าทำงานได้ดีมากก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“เอ็งเห็นมันที่ใดเล่า”
ทหารนายนั้นตอบเสียฉะฉาน“ทางไปบ่อนไก่ชนขอรับ ข้าจึงไปสืบความมา มีอ้ายผู้หนึ่งเห็นคนทิ้งเชือกเส้นนี้จึงนำตัวมาสอบความด้วยขอรับ” เขาคลานเข่านำถาดที่วางเชือกอยู่ไปให้ออกญายมราช
“เอ็งทำงานได้รอบคอบนักไปนำตัวอ้ายผู้นั้นมา” ออกญายมราชเอ่ยน้ำเสียงมั่นใจขึ้นแล้วหยิบเชือกในถาดมาพลิกดูไปมา
บัวดินหันไปยิ้มให้หลวงอินทราบดีศรีราชเธอคิดว่าเขาก็คงไม่เชื่อเช่นกันว่าเธอจะเป็ฆาตกรจึงสั่งให้ทหารไปหาหลักฐานมาพิสูจน์ ทำให้คิดว่าตนมีทางรอดแน่แล้ว เมื่อเบาใจได้ก็หันไปมองอ้ายเอี้ยงที่ตอนนี้นั่งตัวสั่นเหงื่อแตกพลั่กอย่างนึกดูถูกอ้ายผู้นี้โยนความผิดมาให้เธอแต่กลับทำตัวมีพิรุธกว่าใคร ไม่รู้จักเก็บอาการบ้างเลยเพราะเธอแอบเห็นออกญายมราชลอบดูท่าทางของอ้ายเอี้ยงอยู่เนืองๆ
ไม่ช้าชายวัยราวห้าสิบหกสิบปีคนหนึ่งก็เดินเข้ามาอย่างหวาดหวั่นไม่น้อยด้วยว่าไม่เคยมาสถานที่แห่งนี้มาก่อน เขาเดินมานั่งคุกเข่า และยกมือไหว้ผู้ที่น่าจะเป็ใหญ่ที่สุดในที่นี้อย่างเคารพยำเกรง
“เอ็งมีนามว่ากระไร ทำการงานใด”ออกญายมราชเอ่ยถามน้ำเสียงขึงขัง
“ข้ามีนามว่าทวนขอรับ ข้าค้าขายถ่านที่ย่านป่าถ่าน”อ้ายทวนเอ่ยให้ความเสียงสั่นน้อยๆ
“อ้ายทวน เอ็งเห็นคนทิ้งเชือกเส้นนี้เยี่ยงไรเอ่ยมาให้ละเอียด”ออกญายมราชเอ่ยเสียงเข้ม
อ้ายทวนนั่งนึกถึงเหตุการณ์ครานั้นครู่หนึ่งก่อนจะเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงมั่นใจขึ้น
“เมื่อวานใกล้ย่ำค่ำ ข้าขนถ่านไปส่งให้เรือนท่านออกญามีชื่อท่านหนึ่งขากลับเรือนตนพลันเห็นชายผู้หนึ่งยืนทำท่าลับๆ ล่อๆ อยู่ริมน้ำขอรับใจนึกสงสัยจึงแอบดูอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ข้าเห็นเขาโยนเชือกไปทางคลองคาดว่าจักโยนทิ้งน้ำเป็แน่ เมื่อโยนเชือกแล้วเขาก็รีบเดินจากไปขอรับ”
ออกญาเดโชเอ่ยถามต่อ “เอ็งจำหน้ามันได้หรือไม่เล่า”
“จำได้แม่นขอรับด้วยว่าข้าเคยพบเห็นอ้ายผู้นี้ที่บ่อนไก่หลายครา แต่มิรู้จักนามมัน”
“ถ้าเช่นนั้นเอ็งหันไปมองหน้าอ้ายผู้นี้ว่าใช่คนที่เอ็งเห็นหรือไม่”ออกญาเดโชชี้นิ้วไปที่อ้ายเอี้ยงซึ่งนั่งตัวสั่นด้วยความหวั่นเกรง
อ้ายทวนรีบหันไปตามทิศที่ถูกชี้ทันที ก็เอ่ยออกมาทันที“ใช้ขอรับ อ้ายผู้นี้แล”
“โกหกพกลมนัก เอ็งอยากโดนข้าถอนหงอกรึ”อ้ายเอี้ยงเตรียมถลันไปหาอ้ายทวน แต่ถูกทหารรวบตัวไว้ได้ทัน
“ข้าหาได้กล่าวเท็จไม่ขอให้พระแม่ธรณีเป็พยานได้ ข้าเห็นกับตาจริงขอรับ”อ้ายทวนหันไปบอกกับออกญายมราชด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“มีทั้งพยาน มีทั้งหลักฐาน ยังจะปากแข็งอยู่อีกไหมอ้ายเอี้ยง”บัวดินอดรนทนไม่ไหว
“ข้า...ข้า...”อ้ายเอี้ยงพูดอะไรไม่ออกขึ้นมาแล้ว ด้วยกลัวอาญาแผ่นดินจนตัวสั่นสมองก็อยากจะหาคำแก้ต่างให้ตัวเองแต่ความกลัวที่มากล้นจนทำให้คิดสิ่งใดไม่ออกแม้แต่น้อย
“ให้มันลุยไฟเลยเ้าค่ะ” บัวดินรีบเสนอ
“หุบปาก!มีอย่างที่ใด ข้าไต่สวนความอยู่ก็พูดแทรกครั้งแล้วครั้งเล่า ข้าไม่เอาผิดเอ็งก็บุญหัวนักแล้ว”ออกญายมราชเอ่ยอย่างเหนื่อยหน่ายด้วยไม่เคยเห็นแม่หญิงคนใดกล้าเอ่ยต่อปากต่อคำไม่ลดละเช่นนี้มาก่อน
บัวดินเอามือปิดปากทันควันแล้วส่งแววตายิ้มได้ให้กับท่านออกญา และหันไปส่งยิ้มทางสายตาให้กับหลวงอินทราบดีศรีราชซึ่งนั่งยิ้มบางอยู่เช่นกัน
หลังจากนั้นอ้ายเอี้ยงซึ่งไม่กล้าลุยไฟก็ยอมรับสารภาพสิ้นว่าแค้นเคืองอ้ายเยื้อที่ชนะชนไก่หลายครั้งจนทำให้อ้ายเอี้ยงซึ่งลงพนันไก่ของฝ่ายตรงข้ามไว้ต้องสูญอัฐไปกับการลงขันพนันจนหมดตัว
‘คนเรานี่ก็แปลก แทนที่จะโทษตัวเองที่ไปเล่นพนันจนหมดตัวแค่กลับไปโยนความผิดให้คนอื่น’ บัวดินคิดอย่างกรุ่นโกรธเพราะเธอเกือบกลายเป็แพะรับปาบรับโทษแทนคนอื่นไปเสียแล้ว
เมื่อพ้นจากคดีแล้วบัวดินก็ถูกปล่อยตัวให้เป็อิสระหญิงสาวดีใจอยู่หรอกที่พ้นจากคุกมาได้แต่ไม่รู้จะรู้สึกอย่างไรดีเมื่อคิดได้ว่าตัวเองไม่มีที่ไป ร่างแบบบางจึงเดินตามหลังหลวงอินทราบดีศรีราชไปจนเกือบถึงศาลาท่าน้ำเขาหันมามองเธอด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยถามอย่างเหลืออด
“เอ็งตามข้ามาด้วยเหตุใด”
“ข้าอยากขอบคุณที่ท่านช่วยชีวิตไว้” บัวดินยิ้มกว้างและยกมือไหว้เขางามๆเขารับไหว้ด้วยรอยยิ้มน้อยๆ
“มิเป็ไรดอก หน้าที่ของข้าหลวงเช่นข้าก็ต้องดูแลทุกข์สุขของประชาราษฎร์อยู่แล้วไปดีเถิดเอ็ง ข้าไปล่ะ” ร่างสูงองอาจเดินไปถึงศาลาท่าน้ำแต่บัวดินก็ยังเดินตามไปติดๆ เขาหันมามองด้วยความสงสัยอีกครั้ง
“เดินตามข้ามาด้วยเหตุใดอีกเล่า”
“เอ่อ...”บัวดินยืนอ้ำอึ้ง ไม่รู้จะพูดอย่างไร
ชายหนุ่มเอ่ยจบก็ยืนมองหญิงสาวที่ทำท่าจะเอ่ยวาจาแต่ก็ไม่เอ่ยสิ่งใดหลายต่อหลายหนครั้นกำลังจะเอ่ยถามหญิงสาวก็เอ่ยขึ้นมาก่อน
“เข้าเื่เลยนะเ้าคะจะได้ไม่เสียเวลา คือข้าไม่มีที่ไป ข้าหลงทางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรก็ไม่รู้อีกอย่างเมื่อตอนอยู่ข้างใน ท่านก็รับข้าเป็คนของท่านแล้ว เพราะฉะนั้นข้าก็ต้องเดินตามนายของข้ามันก็ถูกต้องแล้วนี่เ้าคะ”
บัวดินพูดทีเดียวแทบไม่หยุดหายใจเมื่อเอ่ยจบก็อยากจะแทรกแผ่นดินหนี เพราะพึ่งรู้ตัวว่าตนเอ่ยปากราวกับให้ผู้ชายรับผิดชอบอย่างไรอย่างนั้นแถมยังทำแบบมัดมือชกอีกด้วย แต่แล้วความอายก็ถูกแทนที่ด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอดหากเธอไม่ทำเช่นนี้เห็นทีจะเอาตัวรอดได้ยาก
หญิงสาวเห็นชายหนุ่มมองเธออย่างกลัดกลุ้มคงคิดอยู่ว่าไม่น่าหาเื่ใส่ตัวเลย
ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนเดินไปยังเรือที่จอดเทียบท่าอยู่มีผู้ชายตัวโตสวมเสื้อแขนยาวและโจงกระเบนสีน้ำตาลหม่นยืนนอบน้อมรออยู่ใกล้เรือแจวลำเล็ก
“เอ้า...ลงเรือเสียสิ” หลวงอินทราบดีศรีราชเดินลงเรือไปแล้ว
หญิงสาวยืนยิ้มแกนๆ กับความขี้ตู่ของตัวเอง เธอไม่มีทางเลือกแล้วการที่เขาพยายามช่วยเธอเื่คดีที่พึ่งผ่านมาทำให้เธอรู้สึกไว้ใจเขาอย่างมากเพราะแม้เขาจะไม่รู้จักเธอ แค่เพียงเห็นเธอตกทุกข์ก็ยื่นมือมาช่วยแล้วและดูจากหน้าที่การงานก็น่าจะมีกำลังพอจะช่วยเหลือเธอได้ แม้ใจจะสับสนอยู่บ้างที่อยากพึ่งพาคนที่พึ่งรู้จักแต่สถานการณ์นี้คงต้องขอพึ่งใบบุญเขาก่อน เมื่อตั้งหลักได้ค่อยว่ากัน
หญิงสาวค่อยๆ หย่อนกายลงเรือตามไปอย่างทะมัดทะแมงรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่บ้านอยู่ในสวนและต้องพายเรือเก็บดอกบัวเพื่อนำไปขายั้แ่เด็กจึงไม่รู้สึกใจหายใจคว่ำเมื่อต้องนั่งเรือลำเล็กท่ามกลางคลองที่กว้างพอสมควร
“อ้ายเผือกพายไปจอดท่าที่เรือนพี่อิ่มบัดเดี๋ยวนี้”
“ขอรับหลวงอิน” เผือกรับคำแล้วรีบพายเรืออย่างแข็งขัน
บัวดินหญิงสาวเห็นเม็ดเหงื่อของเผือกไหลรินเต็มตัวก็นึกเห็นใจมองไปมองมาเห็นพายอีกอันจึงคว้ามาช่วยพายอีกแรง
“อย่าขอรับแม่หญิง!” เผือกร้องห้ามลั่น
“ไม่เป็ไร ข้าอยากช่วย ข้าพายเรือเก่งมากนะจะบอกให้ รีบพายเถอะจ๊ะ แดดร้อนมากเลยเดี๋ยวเ้านายก็เป็ลมแดดกันพอดี...จริงสิท่านชื่อว่าอะไรหรือเ้าคะ...ข้าหมายถึงท่านมีนามว่าอะไรเ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงใสพลางพายเรืออย่างคล่องแคล่ว โดยมีหลวงอินทราบดีศรีราชมองมาด้วยแววตาระบายยิ้ม
“ข้าคือหลวงอินทราบดีศรีราช เ้ากรมกองตระเวนขวามีนามว่าอิน เอ็งเรียกข้าว่าหลวงอินเช่นผู้อื่นเถิด”
บัวดินนั่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบยกมือไหว้พร้อมไม้พายในมือไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เจอบุคคลที่ทำหน้าที่คล้ายตำรวจอย่างเธอและเขายังมียศศักดิ์ใหญ่โตไม่น้อย
“ขอโทษที่ข้าไหว้ท่านช้าไปเห็นคนยศใหญ่แล้วมือมันไปเองเ้าค่ะ” หญิงสาวหัวเราะเขินๆ
หลวงอินทราบดีศรีราชยิ้มขำ รู้สึกพึงใจในรอยยิ้มหวานใสของหญิงสาวเช่นเดียวกับบัวดินที่รู้สึกอุ่นใจกับรอยยิ้มอบอุ่นทรงเสน่ห์ของเขาชายหนุ่มเก้อเขินจนต้องเสมองริมฝั่งคลองด้านข้าง ในขณะที่บัวดินกำลังตื่นตะลึงกับภาพที่พึ่งสังเกตเห็นอย่างจริงจัง
ชายตรงหน้าคือจิตรกรรมชั้นยอดของบุรุษ หน้าผากกว้างสมส่วนรับกับดวงตาคมคายฉายความเฉลียวฉลาดและอ่อนโยนช่างมีเสน่ห์อย่างเหลือร้ายจมูกโด่งเป็สันรับกับโหนกแก้มสองข้างอย่างลงตัวริมฝีปากอมยิ้มเล็กน้อยฉาบไปด้วยรัศมีความอบอุ่นและเป็มิตร ผิวพรรณสีขาวอมเหลืองคล้ำแดดเล็กน้อยแต่เกลี้ยงเกลานักหากเขาไม่พกดาบติดกายบัวดินคงคิดว่าหลวงอินเป็ขุนนางฝ่ายบุ๋นมากกว่าเ้ากรมกองตระเวนดั่งที่เขาเป็ตอนนี้
‘หล่อมาก หล่อไม่บันยะบันยัง หล่อหัวซอยยันท้ายซอย หล่อแบบผู้ดีมีสกุล...หลวงอินของบ่าว’หญิงสาวนั่งเพ้อในใจแต่แสดงออกทางสีหน้าและแววตาอย่างหมดเปลือก โดยไม่สนใจเลยว่าผู้ชายที่ตนอุทิศตนเป็บ่าวนั้นกำลังหน้าแดงก่ำราวลูกตำลึงสุกไปแล้ว