เสียงเปิดประตูดังขึ้นอย่างช้าๆ เมื่อชายวัยห้าสิบปี เดินเข้ามาในบ้าน ด้วยใบหน้าที่ยิ้มเเย้ม จนสตรีในวัยสิบเเปดปี ที่กำลังเตรียมนวดแป้งเพื่อทำเส้นบะหมี่อยู่ ถึงกับหันไปมองเมื่อบุรุษผู้นั้นเดินเข้ามานั่งด้านใน
"ท่านพ่อ...ท่านกลับมาแล้วเหรอ...เห็นใบหน้าของท่านยิ้มแย้มเช่นนี้ คงได้เงินมาหลายบาทสินะ" เหมยหลันผู้เป็บุตรสาวเพียงคนเดียว เอ่ยถามบิดา เพราะรู้ว่าคงไปบ่อนพนัน ที่หอจุ้ยเซียนมาเเน่
เทียนสุยเป็บิดาของเหมยหลัน มีนิสัยชอบเล่นการพนันที่บ่อน หากวันใดชนะ ได้เงินมาก็ยิ้มเเย้มอารมณ์ดี จนหน้าบาน หากวันใดโชคไม่ดี เเพ้การพนันจนเป็หนี้ ก็ต้องมาขอเงินจากนางผู้เป็บุตรสาวเพียงคนเดียวไปจ่ายค่าหนี้พนัน
บ่อยครั้งที่เหมยหลันต้องเอ่ยห้ามไม่ให้บิดาไปเล่นการพนัน แต่ดูเหมือนว่ายิ่งห้าม ก็ยิ่งบ่นดุด่าว่านาง จนนางก็ต้องยอมทนให้ผู้เป็บิดาทั้งบ่นทั้งด่าว่า เพราะนางไม่อยากให้บิดาไปอยู่ที่บ่อนพนันนั้นจนถอนตัวไม่ขึ้น นับวันยิ่งเล่นติดเป็นิสัย ไม่อาจหักห้ามใจไม่ให้เล่นพนันนั้นได้
"เเน่นอน...ข้าได้มามาก...วันนี้ข้าโชคดีจริงๆ เอาเป็ว่า...พ่อใจดี...ให้เงินเ้าสิบตำลึงก็แล้วกัน" ว่าเเล้ว เขาก็หยิบเงินจากอกเสื้อ ขึ้นมานับอย่างใจเย็น พร้อมกับวางเงินสิบตำลึงไว้บนโต๊ะ เพราะเขาตั้งใจจะให้บุตรสาว ส่วนที่เหลือเขาก็เก็บมันไว้ในอกเสื้อเช่นเดิม
"ท่านพ่อ...ข้าว่า...ท่านเลิกเล่นการพนันเถอะ...วันนี้ท่านได้เงิน...คราวหน้าท่านอาจไม่โชคดีเช่นนี้" นางกล่าวเตือนบิดา ด้วยความเป็ห่วง เพราะนางไม่อยากคิด หากวันใด ที่บิดาของนางเกิดอยากได้เงินจำนวนมาก และความโลภบังตา เล่นจนหมดหน้าตัก เเพ้พนันขึ้นมา มีหวังได้ก่อหนี้ก้อนโตเป็แน่ สิ่งนี้คือสิ่งที่นางกลัวมาก เพราะไม่รู้จะหาเงินจากไหนมาชดใช้ได้ นางไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ที่นางคิดไว้ในใจ จึงได้เอ่ยห้ามแทบทุกครั้ง เมื่อรับรู้ว่าบิดาของนางจะไปเล่นพนันที่บ่อน แม้จะรู้ว่า ผู้เป็บิดาไม่มีทางเลิกเล่นการพนันก็ตาม และที่สำคัญ นางกล่าวเตือนทีใด ก็มักจะได้ยินเสียงบิดาทั้งบ่นทั้งด่านางทุกครั้ง และครั้งนี้ก็เช่นกัน
"นี้...ปากของเ้าหรือไง เเทนที่จะบอกให้พ่อโชคดีตลอด...เเต่ดูสิ! กับเอ่ยเช่นนี้ออกมาได้อย่างไรกัน" เทียนสุยเอ่ยออกมาอย่างโมโห เมื่อบุตรสาวกล่าวออกมาเช่นนี้ แทนที่จะอวยพรให้เขา แต่กับได้ยินเสียงนางบ่นเื่ให้เขาหยุดเล่นการพนัน จึงได้เเต่เลื่อนมือไปจับกาน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วเทใส่จอก ก่อนจะหยิบยกจอกชาขึ้นกรอกใส่ปากของตน เพื่อระงับความโมโหลงบ้าง
"ก็ข้า...พูดเื่จริง...ข้าเป็ห่วงท่าน...ทุกครั้งที่ท่านเเพ้จนหมดตัว...ก็มาขอเงินจากข้าไปใช้หนี้ที่บ่อนพนันนั้น...อย่างไรท่านพ่อก็ได้เงินมาแล้ว...ข้าอยากให้ท่านหยุดเถอะ"
"เเสดงว่าที่เ้ากล่าวมาทั้งหมด...ไม่อยากให้พ่อเอาเงินของเ้าไปใช้สินะ! เ้านี้มัน อกตัญญูเสียจริงๆ"
"ข้าไม่ได้...หมายความเช่นนั้น สักหน่อย...เป็ท่านที่คิดมากไปเอง...่นี้ข้าขายบะหมี่ไม่ค่อยดี...หากวันใดเกิดไม่มีเงินขึ้นมา...ข้ากลัวว่าจะไม่มีเงินให้พ่อไปใช้หนี้พนันมากกว่า" นางเอ่ยออกมา เพราะยอมรับว่าการออกไปขายบะหมี่ ได้เงินกลับมาเพียงไม่มาก ซ้ำบางวันแทบขายไม่ค่อยได้ เหตุนี้เองที่ทำให้นางกังวล เกิดบิดาแพ้พนันขึ้นมาอีก แล้วมาขอเงินนาง เกรงว่าจะไม่มีเงินให้ เนื่องจากที่ผ่านมาทราบดีว่า บิดาของนางมักแทงพนันเเต่ละครั้ง ใช้เงินจำนวนมาก
"เ้า...ไม่ต้องมาอ้าง...ข้าเห็นเ้าขายบะหมี่หมดทุกวัน...แล้วมาบอกว่าไม่มีเงิน...อย่ามาหลอกข้า...ข้าไม่ได้โง่! ให้เ้าหลอก"
"ท่านพ่อ...ท่านไม่ได้อยู่เฝ้าข้าตลอดเวลา...ท่านจะรู้ได้อย่างไร...ว่าขายหมดทุกวัน...เกือบทั้งวันท่านเอาเเต่เล่นพนันที่หอจุ้ยเซียนนั่น...อีกอย่างหากวันใดที่ข้าขายได้วันหนึ่ง...ก็ได้เงินมาไม่กี่บาทเอง...ซ้ำยังต้องเอาเงินส่วนนี้ไปลงทุนต่อ...ข้าต้องซื้อแป้งมาทำเส้น ไหนจะผักแล้วเนื้ออีก หากไม่มีเงินมาลงทุนต่อ...แล้วจะขายบะหมี่ได้อย่างไรกัน...ท่านพ่อก็น่าจะรู้...เพราะท่านเองก็เคยขายบะหมี่มาก่อน...เเละก็เป็ท่านเองที่สอนสิ่งเหล่านี้ให้กับข้า...เหตุใดท่านถึงไม่เข้าใจข้าบ้างเลย"นางกล่าวมันออกมาอย่างอัดอั้นตันใจ ที่บิดาของนางมิเคยรับรู้อะไรสักนิด มีเเต่ต่อว่านางอยู่เรื่อย วันทั้งวันของบิดาเอาเเต่ขลุกอยู่เเต่หอจุ้ยเซียนนั่น
"นี้..เ้ากำลังต่อว่าข้า...เถียงคำไม่ตกฟาก นับวัน...เ้ายิ่งเหิมเกริมไปใหญ่เเล้ว...กล้ามาสั่งสอนข้าได้อย่างไรกัน...ตกลงใครเป็พ่อ...ใครเป็ลูกกันเเน่"
"ก็...ข้าเเค่อธิบายให้ท่านฟัง และอีกอย่างข้าก็เป็ห่วงท่าน เลยกล่าวมันออกมา"
"วันนี้...ข้าโชคดี ได้เงินมาตั้งสองร้อยตำลึง...เหตุใดเ้าถึงได้พูดมากเช่นนี้...ตั้งเเต่ที่เเม่ของเ้าตายไป ที่ผ่านมาข้าก็เลี้ยงเ้ามาตั้งเเต่เล็กจนโต"
"ท่านพ่อ...ที่ข้ากล่าวมา...ข้าหวังดีกับท่านจริงๆ นะ...ท่านเชื่อข้าเถอะ!...ท่านหยุดเล่นการพนัน ...ถือว่าข้าขอร้อง"
"เก็บความหวังดีของเ้าไว้เถอะ ตั้งเเต่เล็กจนโต ข้าเลี้ยงเ้ามา รู้หรือเปล่าว่าเ้ากินเก่งเเค่ไหน จนข้าต้องขายบ้านไปให้กับคนอื่น เ้าเป็คนที่กินมากรู้ตัวหรือเปล่า" ผู้เป็บิดากล่าวระบายความในใจออกมา เพราะเขาคงรำคาญที่บุตรสาวของตน ชอบเอ่ยห้ามเขาแทบทุกครั้ง และยังทำให้เขานึกถึงวันที่ต้องขายบ้านไป เพราะเขาไม่มีอาชีพอย่างอื่นพอจะทำเงินได้มาก การทำบะหมี่ขาย ได้เงินไม่ถึงไหน ซ้ำยังมีเงินไม่พอจ่าย เพราะบุตรสาวของเขากินเก่ง มื้อเดียวบุตรสาวของเขากินข้าวตั้งสามชาม ด้วยเหตุนี้เขาจึงหันมาเล่นการพนัน จนกลายเป็ว่า วันใดที่เขาไม่ได้ไปหอจุ้ยเซียน วันนั้นคงผิดปกติ
"ข้ารู้แล้ว...ข้าผิดเอง...ต่อไปข้าจะไม่ยุ่งเื่ของท่านอีก...พอใจไหม"
"เ้านี้...ให้ได้เเบบนี้สิ! พ่อพูดสักหน่อย...ทำเป็โมโห"
เมื่อบิดาต่อว่านางเช่นนี้ นางจึงมิได้กล่าวอะไรต่อ ได้แต่นวดเเป้งไปอย่างเงียบๆ จนเทียนสุยถึงกับเอ่ยวาจาออกมาอีกครั้ง
ซึ่งครั้งนี้เขาตั้งใจไว้ว่าจะกล่าวกับบุตรสาวของตนหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ค่อยมีโอกาสจะได้พูดคุย เพราะทุกครั้งที่พบหน้ากัน มักจะมีเื่โต้เเย้งของเขากับบุตรสาวตลอดเรื่อยมา เเต่หากครั้งนี้ไม่เอ่ยมันออกมาอีก คงต้องช้าไปสำหรับนาง
"หลันเอ๋อร์...เ้าก็ล่วงเลยวัยปักปิ่นมาสองปีแล้ว...พ่อคิดว่าถึงเวลา...เ้าควรออกเรือนได้เเล้ว...ไว้ให้พ่อจะมองหาบุรุษดีๆ ให้เ้า เดี๋ยวข้าจะสืบดูหน่อยว่าบุตรชายบ้านไหน ที่มีฐานะดีๆ ให้เ้าได้อยู่สุขสบาย ไม่ต้องมาขายบะหมี่ให้ลำบาก"
"ข้าไม่คิดจะเเต่งงาน...หรือออกเรือน...อะไรทั้งนั้น...ข้าขายบะหมี่ดีกว่า"
"เ้า...นี้มันจริงๆ เลย...มักขัดแย้งกับพ่ออยู่ตลอด...เหตุใด...เ้าถึงได้ดื้อรั้นเพียงนี้"
"ก็เหมือนท่านอย่างไรเล่า...ในเมื่อท่านพ่อเอง...ยังดื้อด้านไม่เลิกเล่นพนัน...เหตุใดข้าต้องออกเรือนด้วย"
"ยอกย้อนข้าตลอด...ถึงอย่างไรเ้าก็ต้องเเต่งงาน"
เมื่อเห็นบิดาเอ่ยเสียงแข็งเช่นนี้ นางไม่คิดที่จะโต้ตอบอะไรอีก เพราะนางไม่อยากฟังบิดาบ่นอีกแล้ว