แสงอรุณแรกของวันสาดส่องผ่านยอดไม้ฮวาเสี่ยวซีขี่ม้าน้ำตาลตัวโปรดอย่างคล่องแคล่ว มือเล็กๆของเธอกำสายบังเหียนไว้แน่น พร้อมออกเดินทางสู่จุดหมายปลายทางที่หวังไว้
"ล๊า ล๊า~!" เสียงเพลงใสของเธอดังก้องไปทั่วทุ่งกว้างผสมผสานกับเสียงลมที่พัดเอื่อยพัดยอดข้าวปลิวไหว
"โอ้...ทุ่งข้าวสีทอง...ล๊า ล๊าๆ" เธอร้องคลอไปกับท่วงทำนองในใจ"ลมพัดมาเย็นฉ่ำ...นกน้อยร้องเพลง..."
ชาวนาที่กำลังก้มหน้าเก็บเกี่ยวผลผลิตต่างเงยหน้ามามองเมื่อได้ยินเสียงเพลงที่ไพเราะราวกับเสียงจากสรวง์
ชายชราผู้หนึ่งยิ้มกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข"ฟังดูสิ! เด็กสาวคนนี้ร้องเพลงได้ไพเราะเหมือนนกสาลิกาเลยนะ!"
หญิงสาวในทุ่งข้าวะโตอบกลับไป เสียงของเธอกังวานไปด้วยความชื่นชม"ข้าก็ว่าเสียงนางช่างสดใสเสียจริง! ทำให้การทำงานเหนื่อยๆนี้เบาสบายขึ้นเยอะ!"
เด็กชายตัวเล็กวิ่งตามริมทางด้วยความตื่นเต้น ดวงตากลมโตเป็ประกาย"พี่สาว! สอนหนูร้องเพลงด้วยสิ!"
ฮวาเสี่ยวซีหัวเราะอย่างร่าเริง ใบหน้าใสซื่อเต็มไปด้วยความสุข"ได้สิเ้าหนู! ฟังให้ดีนะ..."
เธอเริ่มร้องเพลงอีกครั้ง ทุกท่อนเพลงเกิดจากสิ่งที่เธอเห็นตรงหน้าผสมผสานกับความรู้สึกอิสระที่เธอได้รับจากการเดินทาง
"ดอกไม้บานสะพรั่ง..ลมโบกกิ่งไม้ไหว..สายน้ำไหลเอื่อย..แสงแดดส่องใส..ล๊าล๊าๆ"เสียงเพลงของเธอกังวานไปไกลราวกับจะปลุกธรรมชาติให้ตื่นขึ้นมาด้วยความสดใส
ในพระราชวังหลวง...
ภายในพระราชวังหลวงที่โอ่อ่า แต่กลับเต็มไปด้วยความเงียบงันและอ้างว้างพระมารดาของท่านอ๋องประทับอยู่ที่สวนหลังวังพระพักตร์แสดงความเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด
นางกำนัลคนสนิทนามว่า เสี่ยวเยว่ เอ่ยขึ้นด้วยความกังวล"พระองค์ทรงกระวนกระวายพระทัยอีกแล้วหรือเพคะ?"
พระมารดาทรงถอนพระทัยยาว ความเบื่อหน่ายภายในพระทัยยิ่งทวีคูณ"ในวังนี้ช่างเงียบเหงาเหลือเกิน...นานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้ยินเสียงเพลงแท้จริงจากหัวใจ..."พระองค์ปรารถนาเสียงเพลงที่มาจากความรู้สึกบริสุทธิ์ไม่ใช่เพลงที่ถูกบรรเลงตามหน้าที่
บนเส้นทางเดินทาง...
ขบวนม้าสิบกว่าตัวกำลังเคลื่อนผ่านป่า ท่านอ๋องทรงม้าตัวนำขบวนร่างกายสง่างามภายใต้ชุดเกราะสีเข้มทันใดนั้นพระองค์ก็ยกพระหัตถ์ขึ้นเป็สัญญาณให้ขบวนหยุดนิ่ง องครักษ์คนสนิทนามว่าเฟยหลง กระซิบบรรยาย "ท่านอ๋องทรงได้ยินเสียงอะไรบางอย่างพะยะค่ะ..."
ท่านอ๋องทรงเหลียวมองไปทางทุ่งกว้างเบื้องหน้าที่ซึ่งเสียงเพลงใสของหญิงสาวกำลังดังก้องแ่เบามาตามสายลม
องครักษ์อีกคนนามว่า หลินจุน เอ่ยขึ้น"เป็เพียงเด็กสาวคนหนึ่งกำลังร้องเพลง ท่านอ๋องพะยะค่ะ"
ท่านอ๋องตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แฝงไว้ซึ่งความลุ่มลึก"เสียงเพลงนั้น...ช่างบริสุทธิ์และสดใส ราวกับเสียงจากสรวง์"พระองค์รู้สึกถึงความแตกต่างจากเสียงเพลงที่เคยได้ยินในวัง
องครักษ์คนสนิทเสนอ "จะให้กระหม่อมไปตามนางมาเฝ้าหรือไม่พะยะค่ะท่านอ๋อง? บางทีเสียงเพลงของนางอาจช่วยบรรเทาพระทัยของพระมารดาได้"
ท่านอ๋องทรงส่ายพระเศียรช้าๆ"ไม่จำเป็...บางครั้งความงามก็ควรอยู่ห่างๆ แบบนี้แหละ"พระองค์ไม่้าให้ความบริสุทธิ์นั้นถูกแปดเปื้อนด้วยกฎเกณฑ์ของราชสำนัก
ในหมู่บ้านเล็กๆ...
พ่อค้าเร่คนหนึ่งที่กำลังแวะพักในหมู่บ้านถามชาวบ้านที่กำลังนั่งพักเหนื่อยข้างทาง "เด็กสาวคนนั้นคือใคร? ทำไมถึงเดินทางเพียงลำพัง?" เขาเห็นฮวาเสี่ยวซีผ่านไปเมื่อครู่และรู้สึกประหลาดใจกับการเดินทางเพียงลำพังของนาง
ชายหนุ่มในทุ่งข้าวกระซิบกับเพื่อน "นั้นนะสิ เด็กสาวคนนี้...ใครกันนะ? ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนเลย"
หญิงชราสายตาไม่ดีพยายามเพ่งมองตามทิศทางที่ฮวาเสี่ยวซีจากไป"ไม่เคยเห็นหน้าในหมู่บ้านเราเลยนะแม่หนูเอ๊ย..."
ชายหนุ่มในหมู่บ้านเสริมด้วยความกังวล"แต่ทำไมนางต้องเดินทางเพียงคนเดียวล่ะ? นั่นมันอันตรายน่าดู!"
หญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังเก็บข้าวในนาตอบด้วยความกังวลเล็กน้อยแต่ก็พยายามตัดบท "เื่ของแม่นาง....เ้าอย่าไปเป็ห่วงแทนนางไปทำไมกัน....ทำงานเสียเถอะ!" เธอรู้ดีว่าการเดินทางเพียงลำพังนั้นอันตรายเพียงใดแต่ก็ไม่อยากให้เื่นี้เป็ที่สนใจมากนัก
ริมลำธารเล็กๆ...
ฮวาเสี่ยวซีหยุดม้าเพื่อพักผ่อนริมลำธารเล็กๆ ที่ไหลเอื่อยน้ำใสสะอาดสะท้อนเงาของต้นไม้และท้องฟ้าสีคราม เธอลงจากหลังม้า เดินไปนั่งยอง ๆริมน้ำ และร้องเพลงคลอเบาๆ
"น้ำใสไหลเย็น......ปลาเล็กแหวกว่าย...ใจฉันช่างสุขี...ในวันอันงาม...ล๊าล๊าๆ......ไปเรื่อยเลย...ตู!" เธอมีความสุขกับธรรมชาติที่งดงามตรงหน้า
เธอมีความสุขกับธรรมชาติที่งดงามตรงหน้าโชคดีที่มีวิทยายุทธ์ที่ร่ำเรียนมาจึงกล้าเดินทางเพียงลำพังไปในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย"ช่างสุขีเสียจริง......โอ๋! เมืองจีนจ๊า...ข้ามาแล้ว" ขณะที่มือเล็กๆจุ่มลงในน้ำเย็น เธอก็พูดกับตัวเอง
"อีกไม่นานข้าจะไปถึงชายแดนแล้ว.......ท่านพ่อพี่ใหญ่ข้าจะไปหาแล้ว..." ความคิดถึงครอบครัวผุดขึ้นมาในใจทำให้เธอรู้สึกฮึกเหิมที่จะเดินทางต่อไป
ชายแดนต้าเหลียง...
ในกระโจมบัญชาการที่ชายแดนต้าเหลียง ฮวาเจิ้นแม่ทัพใหญ่และจิ้นอ๋องกำลังประชุมกันอย่างเคร่งเครียดเพื่อวางแผนการรบ ทันใดนั้น...
"อ๊า-ชิ้ว!!!" ฮวาเจิ้นจามเสียงดังสนั่นจนเอกสารบนโต๊ะปลิวว่อนเขาขยี้จมูกอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย
"อ๊า-ชิ้ว!!!" ฮวาหยางที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็จามตามทันทีเสียงดังจนหมวกเกือบหลุดจากศีรษะ
ท่านอ๋องเงยหน้ามองทั้งสองด้วยความประหลาดใจ"พวกท่านทั้งสองไม่สบายหรือ? ดูท่าทางไม่ค่อยดีเลย"
ฮวาเจิ้นและฮวาหยางยิ้มแหย่ๆ พยายามกลบเกลื่อนอาการ"ไม่มีอะไรพะยะค่ะท่านอ๋อง พวกเราคงจะมีใครนินทาอยู่กระมั้ง"ฮวาเจิ้นพูดพลางหันไปสบตากับฮวาหยางอย่างรู้กัน"ประชุมกันต่อเถิดพะยะค่ะ"ทั้งสองต่างคิดในใจว่าน้องสาวตัวแสบของพวกเขากำลังคิดถึงพวกเขาอยู่เป็แน่
ริมลำธาร...
ฮวาเสี่ยวซีที่กำลังนั่งพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์ริมลำธาร ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงกิ่งไม้หักดัง
"กรอบแกรบ"มาจากพุ่มไม้ใกล้ๆ เสียงนั้นแ่เบา เธอหันไปทันทีหัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายก็ตกลง เมื่อสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือ กระต่ายตัวน้อยที่ะโออกจากพุ่มไม้แทนที่จะเป็อันตรายอย่างที่คิด
"ที่แท้...ก็เป็กระต่ายตัวน้อย โถ่เอ๋ย... ทำให้หัวใจข้าจะวายตาย"นางพึมพำกับตัวเองด้วยความโล่งอกปนขบขัน เธอลุกขึ้นเดินไปหากระต่ายแต่มันกลับะโหย่อง ๆ หายเข้าในพุ่มไม้แทนฮวาเสี่ยวซีหัวเราะในความโง่เขลาของตนเองที่ใเสียยกใหญ่ ทั้งที่ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย
การซุ่มโจมตีที่ผิดพลาด
เหตุการณ์ก่อนหน้าที่ฮวาเสี่ยวซีจะได้ยินเสียงกิ่งไม้หักนั้นเริ่มต้นจากการซุ่มรออย่างใจจดใจจ่อของชายฉกรรจ์ทั้งสามหลังพุ่มไม้หนาทึบริมลำธารพวกเขาได้รับการสั่งการมอบหมายภารกิจลับนี้เพื่อจัดการใครบ้างคน
หัวหน้ากลุ่มซึ่งมีรอยแผลเป็ยาวพาดผ่านแก้มขวานามว่า หลี่ซาน ย่อตัวต่ำอยู่หลังพุ่มไม้ดวงตาคมกริบจ้องมองไปยังเส้นทางเล็กๆ ที่ทอดยาวเลียบธารน้ำเขาขยับดาบยาวที่เหน็บอยู่ข้างเอวเล็กน้อย เพื่อให้มั่นใจว่าพร้อมใช้งานลูกน้องอีกสองคนคือ อาต้า รูปร่างกำยำล่ำสัน และ เสี่ยวเอ้อร์ ใบหน้าซื่อๆ แต่มีไหวพริบ ก็ซุ่มอยู่เคียงข้างอย่างเงียบเชียบ
"เงียบๆไว้ พวกมันอาจจะมาถึงเมื่อไหร่ก็ได้" หลี่ซานกระซิบเสียงเบาดวงตาไม่ละจากเส้นทาง
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดเบาๆ และเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ในลำธารอาต้าเริ่มกระสับกระส่ายเล็กน้อย "หัวหน้า ท่านแน่ใจนะว่าพวกมันจะมาทางนี้?เรารอมานานพอสมควรแล้ว"
หลี่ซานขมวดคิ้วเล็กน้อย"ได้รับรายงานมาว่าพวกมันจะใช้เส้นทางนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการสกดรอยเราต้องอดทนรอ"
ทันใดนั้นเสี่ยวเอ้อร์ที่สายตาไวที่สุดก็กระซิบขึ้น "หัวหน้า! ตรงนั้น!มีอะไรเคลื่อนไหว!"
ทั้งสามคนต่างเงยหน้าไปยังทิศทางที่เสี่ยวเอ้อร์ชี้ไปยังพุ่มไม้เตี้ยๆที่อยู่ไม่ไกลนัก พวกเขาเห็นบางสิ่งบางอย่างกำลังขยับเขยื้อนอยู่ภายใต้ใบไม้
"นั่นไง!อาจจะเป็พวกมันก็ได้ เตรียมตัว!" หลี่ซานสั่งเสียงต่ำมือของเขากำด้ามดาบแน่นขึ้นอาต้าและเสี่ยวเอ้อร์ก็เตรียมพร้อมที่จะเข้าจู่โจมตามสัญญาณ
เงาที่เคลื่อนไหวในพุ่มไม้ยังคงขยับไปมาอย่างช้าๆทีแรกพวกเขาคิดว่าอาจจะเป็คน แต่ลักษณะการเคลื่อนไหวกลับดูแปลกประหลาด
"ทำไมมันเคลื่อนไหวแปลกๆเหมือนสัตว์มากกว่าคน" อาต้ากระซิบด้วยความสงสัย
หลี่ซานยังคงจับตาดูอย่างระมัดระวัง"อาจจะเป็ลูกเสือ หรือสุนัขจรจัดก็ได้ แต่เราต้องแน่ใจก่อนที่จะบุ่มบ่ามเข้าไป"
เสี่ยวเอ้อร์ตัดสินใจเสี่ยงเขาค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้พุ่มไม้นั้นมากขึ้น พลางก้มตัวต่ำเพื่อไม่ให้ถูกสังเกตเมื่อเข้าไปใกล้พอสมควร เขาก็ชะโงกหน้าเข้าไปดูอย่างรวดเร็ว
"หัวหน้า!ไม่ใช่คน! มันเป็แค่กระต่าย!" เสี่ยวเอ้อร์กระซิบกลับมาด้วยความผิดหวัง
หลี่ซานและอาต้าถอนหายใจออกมาพร้อมกันพวกเขารอคอยด้วยความตึงเครียดมานาน แต่สิ่งที่พบกลับเป็เพียงสัตว์ตัวเล็กๆ
"กระต่ายเหรอ?ให้ตายสิ! ทำให้เสียเวลาเปล่า" อาต้าบ่นพึมพำ
ทันใดนั้นเสี่ยวเอ้อร์ก็เกิดความคิดสนุกขึ้นมา "หัวหน้า ดูนี่สิ!"เขายื่นมือเข้าไปในพุ่มไม้ คว้าตัวกระต่ายที่กำลังตื่นใออกมาแล้วโยนมันออกไปกลางทาง
"เฮ้ย!เ้าทำอะไรของเ้า!" หลี่ซานอุทานด้วยความใ
กระต่ายตัวน้อยถูกโยนออกมากลางทางมันใกลัวจนขนพอง รีบะโหย่องๆ ด้วยความเร็วก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในพุ่มไม้อีกฝั่งหนึ่ง
"ข้าแค่อยากดูว่าจะมีใครผ่านมาเห็นมันบ้างไหมเผื่อว่าพวกเป้าหมายของเราจะตามสัตว์มาก็ได้"เสี่ยวเอ้อร์หัวเราะคิกคักกับความคิดของตัวเอง
หลี่ซานส่ายหัวอย่างระอาใจ"เ้ามันซนจริงๆ เสี่ยวเอ้อร์ เลิกเล่นได้แล้ว กลับมาประจำที่เรารังแต่จะเสียเวลาเปล่าๆ"
อาต้าพยักหน้าเห็นด้วย"ใช่แล้ว เสี่ยวเอ้อร์ เลิกแกล้งกระต่ายได้แล้ว พวกเรารีบไปดักทางข้างหน้าเถอะ"
ทั้งสามคนรีบผละหนีจากสถานทีที่พวกเขาซุ่มอยู่โดยเร็วเร็วโดยไม่รู้เลยว่าการกระทำของเสี่ยวเอ้อร์เมื่อครู่ได้นำพาพวกเขาไปสู่การเผชิญหน้าที่ไม่คาดฝันในเวลาต่อมา เสียง"กรอบแกรบ" ที่ฮวาเสี่ยวซีได้ยินนั้นแท้จริงแล้วคือเสียงที่เกิดจากการกระทำของเสี่ยวเอ้อร์ที่จับกระต่ายโยนออกไปนั่นเองและการปรากฏตัวของฮวาเสี่ยวซีหลังจากนั้นทำให้พวกเขาเข้าใจผิดคิดว่าเธออาจจะเป็หนึ่งในผู้ที่พวกเขากำลังตามหา