
ยามซวี (19.00 - 20.59 น.) มาเยือนพร้อมกับลมหนาวที่พัดหวีดหวิวผ่านซอกหุบเขา ค่ายพยัคฆ์อุดรตกอยู่ในความเงียบสงบ แสงไฟจากคบเพลิงวูบวาบตามจุดต่าง ๆ สะท้อนเงาของทหารยามที่ยืนนิ่งดุจรูปสลัก ทว่าภายในกระโจมบัญชาการกลางที่ตั้งอยู่บนเนินสูงสุด บรรยากาศกลับคุกรุ่นไปด้วยความตึงเครียดที่แปลกประหลาด
เว่ยเจานั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวใหญ่ที่เต็มไปด้วยแผนที่และตำราพิชัยา ใบหน้าคมเข้มขมวดคิ้วแน่น ดวงตาจดจ้องไปยังทางเข้ากระโจมอย่างไม่วางตา เขาเพิ่งจะชำระล้างร่างกายเสร็จ กลิ่นอายน้ำเย็นและเครื่องหอมของสมุนไพรยังคงลอยจาง ๆ อยู่รอบตัว
‘เขากล้าพูดว่าจะมากินข้าวร่วมโต๊ะกับข้า... ทั้งที่ข้าเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ แต่เขาเป็เพียงทหารฝึกหัด ช่างใจกล้าเสียจริง’ เว่ยเจาคิดพลางกำหมัดแน่น ‘แต่ที่น่าโมโหยิ่งกว่า คือเหตุใดข้าถึงยอมให้คนเตรียมที่นั่งไว้ให้เขาจริง ๆ ด้วย!’
ทันใดนั้น ม่านกระโจมก็ถูกเลิกขึ้นเบา ๆ ร่างโปร่งบางของหลี่เฟิ่งเหลียนก้าวเข้ามาพร้อมกับกลิ่นหอมของดอกท้อที่ขัดกับกลิ่นเหงื่อและเหล็กของค่ายทหารอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้สวมชุดเกราะหนักเหมือนทหารนายอื่น แต่กลับสวมชุดผ้าไหมสีขาวบางเบาที่ดูสะอาดสะอ้านราวกับไม่ได้เพิ่งไปล้างคอกม้ามาทั้งวัน
“ข้ามาช้าไปสิบอึดใจ... หวังว่าอาหารคงจะยังไม่เย็นชืดจนเสียรสชาติไปก่อนนะท่านแม่ทัพ” เฟิ่งเหลียนเอ่ยพลางยิ้มตาหยี เขาเดินตรงมานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ฝั่งตรงข้ามเว่ยเจาอย่างถือวิสาสะ
เว่ยเจาจ้องมองใบหน้าหมดจดนั้นด้วยสายตาเย็นเยียบ “ในค่ายทหารมีกฎเกณฑ์ ผู้ใดอนุญาตให้เ้าแต่งกายเช่นนี้มาพบข้า?”
เฟิ่งเหลียนสะบัดพัดจีบเบา ๆ “แหม่... ท่านแม่ทัพขอรับ ก็ชุดทหารของท่านมันคันจะตายไป ผิวของข้าบอบบางกว่าที่ท่านคิดอีกนะขอรับ แล้วก็อีกอย่าง... ไหนเราตกลงกันว่านี่คือมื้อค่ำ ‘ส่วนตัว’ อย่างไรเล่าขอรับ มิใช่การประชุมทหารไกล่เกลี่ยศึกเสียหน่อย ท่านจะเคร่งครัดไปไย?”
บนโต๊ะมีอาหารเรียบง่ายตามสไตล์ทหาร คือหมูต้มเค็ม แป้งย่างแข็ง ๆ และน้ำแกงผักกาดที่ใสจนมองเห็นก้นถ้วย เว่ยเจาลงมือทานอย่างเงียบเชียบโดยไม่สนใจแขก เขาอยากจะรู้ว่าคุณชายที่กินเคยแต่อาหารดี ๆ จะทำหน้าอย่างไรกันเมื่อเจออาหารหยาบ ๆ เช่นนี้
เฟิ่งเหลียนมองดูแป้งย่างตรงหน้าแล้วถอนหายใจยาว ‘จ้าวิเอ๋ย... เ้าเลี้ยงทหารด้วยหินขัดฟันนี่หรืออย่างไรเนี่ย?’
เขายื่นมือไปหยิบแป้งย่างขึ้นมาหนึ่งแผ่น แสร้งทำเป็ตรวจดูความสุก แต่จริง ๆ แล้วเขาแอบดีดนิ้วส่งปราณทิพย์เข้าไปในอาหารทั้งหมดบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว
“ท่านแม่ทัพ... อาหารพวกนี้ดูจืดชืดจังเลยนะขอรับ ข้าขออนุญาต ‘ปรุงรสชาติ’ เพิ่มนิดหน่อยนะ”
เว่ยเจาขมวดคิ้ว “ปรุงงั้นรึ? แต่เ้าไม่มีเครื่องปรุง...”
ยังไม่ทันขาดคำ กลิ่นหอมหวนที่รุนแรงและเย้ายวนใจก็ะเิออกมาจากจานอาหารบนโต๊ะ แป้งย่างที่เคยแข็งกระด้าง บัดนี้กลับนุ่มนวลและมีไอร้อนลอยฉุย หมูต้มเค็มกลับเปลี่ยนเป็สีน้ำตาลแดงเงามันราวกับหมูน้ำแดงชั้นยอด แม้แต่น้ำแกงผักกาดก็กลายเป็น้ำซุปสีทองที่ส่งกลิ่นหอมของสมุนไพรหายาก
เว่ยเจาชะงัก จับตะเกียบในมือแน่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “เ้า... เ้าทำอันใดลงไป?”
“ก็แค่เคล็ดลับของสกุลหลี่น่ะขอรับ ท่านลองทานดูสิขอรับ” เฟิ่งเหลียนคีบเนื้อหมูชิ้นโตเข้าปากพลางทำหน้าฟินสุดขีด
เว่ยเจาลองคีบเนื้อเข้าปากหนึ่งชิ้น ทันทีที่ััลิ้น รสชาติที่กลมกล่อมและพลังงานบางอย่างที่อบอุ่นก็ไหลซ่านไปทั่วร่างกาย ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันมลายหายไปราวกับปาฏิหาริย์ เขามองหน้าเฟิ่งเหลียนอย่างไม่อยากจะเชื่อ
‘รสชาติเช่นนี้... เหมือนมันกับมิใช่อาหารของมนุษย์’ สัญชาตญาณของเว่ยเจาร้องเตือน‘หลี่เฟิ่งเหลียน... เ้าเป็ใครกันแน่?’
บรรยากาศในกระโจมเริ่มผ่อนคลายลงด้วยรสชาติอาหาร เว่ยเจาลดท่าทีแข็งกร้าวลงเล็กน้อย แต่ดวงตายังคงจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของคนตรงหน้า
“เ้าล้างคอกม้าศึกห้าสิบตัวเสร็จภายในครึ่งชั่วยาม... เ้าทำได้อย่างไร?” เว่ยเจาถามเสียงต่ำ
เฟิ่งเหลียนวางตะเกียบลง เอียงคอเล็กน้อยอย่างเย้ายวน “ท่านแม่ทัพ... บางครั้งสัตว์พวกนั้นก็คุยง่ายกว่ามนุษย์อีกนะ พวกมันแค่้าความเข้าใจ... และ ‘วิธีการพูดคุย’ นิดหน่อย”
‘จ้าวิบอกข้าว่าท่านแม่ทัพเว่ยเป็คนฉลาด... แต่ข้าว่าท่านเป็คนขี้สงสัยเกินไปนะ’ เสียงของเฟิ่งเหลียนดังขึ้นในหัวของเว่ยเจาโดยตรง
เว่ยเจาสะดุ้งจนแทบทำถ้วยน้ำชาร่วง เขาจ้องหน้าเฟิ่งเหลียนที่ตอนนี้ยังคงยิ้มบาง ๆ โดยที่ริมฝีปากไม่ได้ขยับแม้แต่นิดเดียว
‘เ้า... เ้าพูดในหัวข้าได้จริง ๆ รึ!’ เว่ยเจาตอบกลับในใจด้วยความใ
‘ข้าไม่ได้พูดแค่ในหัวท่านได้นะ... ข้ายังอ่านใจท่านได้ด้วย!’ เฟิ่งเหลียนหัวเราะเบา ๆ ในจิต ‘ตอนนี้ท่านกำลังคิดว่าข้าเป็มารจำแลงกายมาใช่หรือไม่ขอรับ? หรือไม่ก็คิดว่าข้าเป็สายลับจากแคว้นอื่น... ท่านแม่ทัพเอ๋ย จินตนาการของท่านช่างล้ำเลิศนัก’
เว่ยเจาลุกขึ้นยืนพรวด ความกดดันจากร่างสูงใหญ่ทำให้ตะเกียงไฟสั่นไหว เขาเดินอ้อมโต๊ะมาหาเฟิ่งเหลียนแล้วคว้าข้อมือบางนั้นไว้แน่น “บอกความจริงมา! เ้าเป็ใคร! มนุษย์ธรรมดาไม่มีทางมีความสามารถเช่นนี้!”
การยื้อยุดฉุดกระชากทำให้คอเสื้อสีขาวของเฟิ่งเหลียนเลื่อนหลุดลงเล็กน้อย เผยให้เห็นลาดไหล่ขาวเนียนและผิวพรรณที่ละเอียดดุจหยก์ ทว่าสิ่งที่ทำให้เว่ยเจาถึงกับหยุดหายใจ คือบริเวณแผ่นหลัง่ต้นคอ...
ที่ตรงนั้นมี ปานแดงรูปดอกบัวแปดกลีบ สลักอยู่อย่างประณีต มันไม่ได้ดูเหมือนรอยสัก แต่มันเหมือนิัที่ก่อตัวเป็รูปทรงมงคล และที่สำคัญที่สุด... ปานนั้นกำลังเปล่งแสงสีทองจาง ๆ ออกมาวูบหนึ่งก่อนจะดับไป
“ดอกบัว...” เว่ยเจาพึมพำ มือที่กุมข้อมือเฟิ่งเหลียนเริ่มสั่น
เฟิ่งเหลียนไม่ได้ขัดขืน เขาเพียงแต่ช้อนสายตามองเว่ยเจาด้วยแววตาที่ลึกล้ำราวกับดวงดารา “ท่านแม่ทัพ... ท่านเคยได้ยินตำนานเื่ ‘โสมเทพ’ ที่จุติลงมาเพื่อเยียวยาโลกมนุษย์หรือไม่?”
เว่ยเจารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบเงียบสงัดลง กลิ่นหอมจากตัวเฟิ่งเหลียนเริ่มมอมเมาประสาทััของเขา เขาเผลอปล่อยมือจากข้อมือและเลื่อนไปแตะที่รอยปานดอกบัวนั้น
ทันทีที่ปลายนิ้วของเขาััลงบนิัของหลี่เฟิ่งเหลียน กระแสไฟฟ้าบางอย่างที่อบอุ่นและทรงพลังก็แล่นเข้าสู่หัวใจของเว่ยเจา ภาพนิมิตสั้น ๆ ของชายหนุ่มในชุดเทพเซียน์ยืนอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆาแวบเข้ามาในสมองก่อนจะเลือนหายไป
หลี่เฟิ่งเหลียนสะดุ้งเล็กน้อย ผิวของมนุษย์ช่างไวต่อความรู้สึกนัก เขาไม่เคยถูกมนุษย์คนไหนัั ‘จุดรวมิญญา’ เช่นนี้มาก่อน ความร้อนจากมือของเว่ยเจาทำให้เฟิ่งเหลียนเริ่มหน้าแดงขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
“ทะ... ท่านแม่ทัพ ท่านเสียมารยาทเกินไปแล้วนะ” เฟิ่งเหลียนพยายามทำเสียงดุ แต่กลับฟังดูนุ่มนวลอย่างประหลาด
เว่ยเจาได้สติ เขารีบชักมือกลับ ใบหน้าคมเข้มขึ้นสีระเรื่ออย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน “ข้า... ข้าขออภัย ข้าแค่ััได้ถึงพลังงานประหลาดจากปานของเ้า”
เขากลับไปนั่งที่เดิม พยายามตีหน้าขรึมเหมือนเดิม แต่มือที่วางอยู่ใต้โต๊ะกลับกำแน่นเพื่อระงับอาการใจสั่น
‘ดอกบัวนั่น... คือสัญลักษณ์ของเทพเซียนจริง ๆ หรือ?’ เว่ยเจาคิดในใจ ‘หลี่เฟิ่งเหลียนคนเดิมน่าจะไม่มีปานนี้... หรือว่าการตายแล้วฟื้นจะทำให้เขาเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้จริง ๆ’
“เอาล่ะ ในเมื่อท่านเห็นความลับของข้าไปแล้วหนึ่งอย่าง ข้าก็มีเื่อยากจะขอท่านอย่างหนึ่ง” เฟิ่งเหลียนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ พลางเท้าคางมองหน้าท่านแม่ทัพ “วันรุ่งขึ้นข้าไม่อยากไปขุดสนามเพลาะกับพวกทหาร ข้าอยากไปสำรวจป่าหลังค่ายทหาร... ท่านจะอนุญาตข้าหรือไม่?”
เว่ยเจาขมวดคิ้ว “ป่าหลังค่ายคือเขตหวงห้าม มันอันตราย มีสัตว์อสูรและกับดักมากมาย เ้าจะไปทำอันใด?”
“ไปหา ‘ส่วนผสม’ มาทำสุราดี ๆ ให้ท่านอย่างไรเล่าขอรับ” เฟิ่งเหลียนยิ้มเ้าเล่ห์ “หรือท่านอยากจะกินแค่น้ำแกงผักกาดจืด ๆ นั่นไปตลอดชีวิตหรืออย่างไร?”
เว่ยเจานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ได้... แต่เ้าห้ามไปผู้เดียว ข้าจะไปกับเ้าด้วย”
เฟิ่งเหลียนเลิกคิ้ว ‘โอ้... ท่านแม่ทัพอยากไปนัดพบกับข้ากลางป่างั้นหรือขอรับ?’ เขาแอบส่งความคิดนี้ไปในหัวของเว่ยเจา
“ข้าไม่ได้อยากไปนัดพบกับเ้า! ข้าแค่ต้องคุมพฤติกรรมของเ้า!” เว่ยเจาะโออกมาเสียงดังจนทหารยามหน้ากระโจมสะดุ้ง
เฟิ่งเหลียนหัวเราะร่าชอบใจที่เห็นแม่ทัพใหญ่เสียอาการ “ขอรับ ๆ ไม่นัดก็ไม่นัด... งั้นข้าขอตัวไปนอนก่อนนะขอรับ ฟูกนอนในโรงนอนทหารของท่านมันช่าง ‘นุ่ม’ มากจนข้าอดใจไม่ไหวแล้ว”
เฟิ่งเหลียนลุกขึ้นเดินออกจากกระโจมไป ทิ้งให้เว่ยเจานั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบเพียงลำพัง เขามองจานอาหารที่ว่างเปล่าพลางนึกถึงรสชาติที่แสนวิเศษนั่น... และนึกถึงััที่ปานดอกบัวนั่น
‘หลี่เฟิ่งเหลียน... เ้ากำลังจะทำให้ค่ายของข้าปั่นป่วน หรือหัวใจของข้าเองที่ปั่นป่วนกันแน่’
ขณะที่เฟิ่งเหลียนเดินกลับโรงนอน เขาก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นเมฆาสีเงินลอยเด่นอยู่เหนือค่ายทหาร เขาขยิบตาให้เมฆานั้นหนึ่งที
‘ท่านพ่อ... ข้าเจอ ‘ของเล่น’ ที่ถูกใจแล้วล่ะ ท่านอย่าเพิ่งรีบตามข้ากลับไปล่ะ ข้ายังอยากอยู่ดูหน้าแดง ๆ ของแม่ทัพคนนี้อีกสักพัก’
ในโรงนอนหมายเลขสิบสาม ทหารใหม่ทั้งห้านายต่างพากันแปลกใจที่เห็นเฟิ่งเหลียนเดินกลับมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มกริ่ม แถมรอบตัวเขายังมีกลิ่นหอมของอาหารเลิศรสลอยฟุ้งมา
“เฮ้... เ้าไปกินอะไรมาน่ะ? เหตุใดกลิ่นมันถึงเหมือนอาหารจากโรงเตี๊ยมดี ๆ เช่นนี้!” ชายร่างใหญ่ถามอย่างอดใจไม่ได้
เฟิ่งเหลียนไม่ได้ตอบ เขาเพียงแต่สะบัดมือเบา ๆ ขนมดอกท้อห้าชิ้นก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะไม้กลางห้อง “แบ่งกันกินเถิดพี่ชายทั้งหลาย ถือว่าเป็ค่าเช่าที่ข้ามาอาศัยอยู่ด้วยนะ”
ทหารทั้งห้านายรีบคว้าขนมเข้าปาก และทันทีที่กินเข้าไป พวกเขาก็ล้มฟุบหลับไปบนเตียงทันทีด้วยความผ่อนคลายขั้นสุด เฟิ่งเหลียนยิ้มกริ่มพลางล้มตัวลงนอนบนฟูกขนิญญาของตน
‘หลับให้สบายนะทุกคน วันรุ่งขึ้นข้ามีงานใหญ่ต้องทำ...’
ดวงตาของโอรสเทพเปลี่ยนเป็สีเงินวาวโรจน์ท่ามกลางความมืดมิด... ภารกิจที่แท้จริงของเขาในโลกมนุษย์กำลังจะเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับการปกป้องแม่ทัพหนุ่มที่เขาเริ่มจะ ‘ถูกใจ’ ขึ้นมาเสียแล้วสิ