“เห้ยมึง คนนั้นสวยว่ะ ออร่าพุ่งมาแต่ไกลเลยมึงว่ามั้ย” ขณะที่ปภรรกรกำลังนั่งพักหลังจากบริจาคเืที่โรงพยาบาลอยู่นั้น หมู่เจตหรือศุภวิชเพื่อนของปภรรกรก็สะกิดให้เขามองไปตามทิศที่เพื่อนชี้ไป และเป้าหมายนั้นก็คือพยาบาลสาวคนหนึ่งที่กำลังพยุงคุณยายเข้ามาข้างในตึกด้วยความระมัดระวัง
“อืม” ปภรรกรตอบไปตามความจริง ผู้หญิงคนนั้นสวย สวยมากด้วยซ้ำสำหรับผู้ชายอย่างเขาที่มองเธอ เวลาที่เธอทำงานมันดูน่ารัก อ่อนหวาน จนอยากจะเป็คุณยายคนนั้น
“นี่แหละ คนที่เราคู่ควร” ศุภวิชพูดขึ้นพร้อมกับทำหน้าเคลิ้มฝันเมื่อนึกถึงวันที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับผู้หญิงสวยคนนั้น
“เหอะ อย่าดึงเธอลงมาเกลือกกลั้วกับมึงไอเจต ก่อนจะชอบเขามึงไปจัดการกับเด็กในสต็อกมึงให้หมดก่อน”
“เออ กูรู้หรอกว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ ตอนนี้กูยังไม่พร้อมมีใครทั้งนั้นแหละ กูยังสนุกกับชีวิตแบบนี้อยู่ แต่คุณพยาบาลคนนั้นอ่ะกูหมายถึงให้มึงไปจีบเขา กูไม่ได้จะจีบเองไอเพื่อนรัก”
“หาแฟนให้กูว่างั้น” ปภรรกรถามเพื่อนแกมประชด
“เออดิ ั้แ่เป็เพื่อนกันมากูยังไม่เคยเห็นมึงมีแฟนเลย ลองจีบคนนี้ดูมั้ย กูเชียร์นะคนนี้” ศุภวิชเชียร์เพื่อนออกนอกหน้า อยากให้เพื่อนมีความรักกับเขาบ้าง เป็เพื่อนกันมา 4ปี ไม่เคยเห็นปภรรกรมีแฟนเลยสักคน นอกจากเด็กในร้านเหล้าเท่านั้น
“เก็บอาการหน่อย เดี๋ยวเขาก็หาว่ามึงเป็โรคจิตหรอก” ปภรรกรปรามเมื่อเห็นว่าคนข้างๆ เอาแต่นั่งจ้องมองเธอคนนั้นไม่วางตา นี่ถ้าไม่พูดว่ายกให้เพื่อนเขาก็คงคิดว่ามันจะจีบเองไปแล้ว
“อาการกูออกขนาดนั้นเลยหรอวะ”
“เออดิ นิ่งๆ หน่อย อย่าแรดให้มาก” ไม่ได้อยากด่าเพื่อนหรอกนะ แต่ปากมันไปเอง
“ไอสัสด่ากู นี่กำลังหาเมียให้มึงอยู่นะ” ศุภวิชละสายตาจากพยาบาลและคุณยาย หันมามองเพื่อนตาขวาง
“แล้วกูได้บอกให้มึงช่วยมั้ย” ปภรรกรถามกลับทันที เขาก็นั่งอยู่เฉยๆ ของเขา ยังไม่แสดงท่าทีว่าสนใจเลยด้วยซ้ำมีแต่เพื่อนนี่แหละที่สรุปความไปเอง
“ก็มึงบอกว่าสวย”
“ก็แค่บอกว่าสวย ไม่ได้บอกว่าชอบ” พูดจบก็ลุกเดินออกไปทันที เพราะครบเวลาที่ให้นั่งพักแล้ว ตอนนี้ปภรรกรกำลังเดินออกไปทางประตูทางออกของโรงพยาบาล โดยมีเพื่อนอย่างศุภวิชเดินอยู่ไม่ไกลนัก
พลั่ก!!!
“ขอโทษนะคะ ดิฉันไม่ทันมอง” เขาเดินอยู่ดีๆ ก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างมาชนจากด้านหลัง เมื่อหันหลังกลับไปดูก็พบว่าเป็พยาบาลซึ่งตอนนี้กำลังก้มเก็บเอกสารที่ปลิวระเกะระกะอยู่บนพื้น เห็นดังนั้นเขาจึงช่วยเก็บเพราะตรงนี้เป็ทางเดินเข้าออก หากไม่รีบเก็บก็กลัวจะขวางทางเดินผู้มาใช้บริการ
“นี่ครับ”
“ขอบคุณนะคะ” เมื่อให้เอกสารกับพยาบาลแล้ว เขาก็หันกลับไปเพื่อจะไปที่รถทันที โดยไม่ได้สนใจว่าเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของเพื่อนและมันได้ถูกประมวลเป็ข้อมูลใหม่ไปแล้ว
“คุณพยาบาลครับ ผมขอรบกวนสักครู่ได้ไหมครับ”
“ได้ค่ะ” ปภรรกรได้ยินเสียงเพื่อนเรียกพยาบาล แต่ก็ไม่ได้หันไปสนใจเพราะเดินออกมาถึงข้างนอกตึกแล้ว ในตอนนี้ก็ทำได้เพียงแค่รอให้เพื่อนมาเพื่อที่จะได้กลับไปค่าย โดยไม่รู้ว่าเพื่อนกำลังทำบางสิ่งบางอย่างให้เขาอยู่
“มัวทำอะไรว่ะ ช้าชิบหาย” ทันทีที่ศุภวิชมานั่งในรถ ปภรรกรก็บ่นเพื่อนทันที
“มีธุระนิดหน่อย ไปกันเถอะเดี๋ยวผู้หมวดบ่นเราอีก” จากนั้นทั้งสองก็ออกจากโรงพยาบาลแล้วมุ่งหน้าไปยังค่ายซึ่งเป็ที่ทำการของพวกเขา
ในส่วนของปภรรกรและเพื่อนนั้น ปฏิบัติหน้าที่เป็ครูฝึกนักศึกษาวิชาทหาร ซึ่งตอนนี้กำลังการฝึกอยู่ แต่ที่เขาและเพื่อนต้องไปโรงพยาบาลก็เพราะว่า ทางผู้ปกครองคนไข้ได้ขอความอนุเคราะห์บริจาคเืให้กับลูกชาย ซึ่งเป็นักศึกษาวิชาทหารในผลัดนี้ที่เกิดอุบัติเหตุ เขาและเพื่อนจึงอาสาไป
“อ้าวหมู่ เสร็จแล้วหรอ” จ่าหนุ่ยหนึ่งในครูฝึกถามขึ้นเมื่อเห็นทั้งสองเดินมาจากโรงจอดรถ
“ครับจ่า แล้วนี่เด็กๆ ไปไหนหมดล่ะครับ” ปภรรกรถามขึ้น เมื่อไร้วี่แววของนักเรียน
“เข้าห้องเรียนนู้น วันนี้ผู้ฝึกให้เข้าไปเรียนในห้องทั้งสามชั้นปี” จ่าหนุ่ยบอกก่อนจะเดินเข้าไปยังห้องที่นักเรียนเรียนอยู่ ส่วนปภรรกรและศุภวิชก็แยกไปที่ห้องพักของครูฝึก เพราะหน้าที่ในห้องเรียนไม่ใช่หน้าที่ของทั้งสอง พวกเขาจะถนัดด้านการปฏิบัติมากกว่า หรือเรียกง่ายๆ ว่าสอนไม่เป็นั่นเอง ถนัดแต่ทำให้ดู
“แล้วไอ้ภูมันไปไหน ไปคุมนักเรียนหรอ” ศุภวิชถามปภรรกรทันทีที่เข้ามานั่งอยู่ภายในห้อง
“กูก็เดินมาพร้อมมึงเนี่ย ถามกูคงได้คำตอบมั้งไอสัส” ทุกครั้งที่อยู่กับกลุ่มเพื่อน พวกเขาก็มักจะมีคำสร้อยที่หยาบๆ ติดท้ายประโยคเสมอ ต่อให้เพื่อนจะถามดีแค่ไหนก็ตาม
“เออ กูขอโทษ”
“แล้วเมื่อกี้มึงไปคุยอะไรกับพยาบาล” ปภรรกรชวนเพื่อนคุยเมื่อรู้สึกผิดขึ้นมานิดหน่อยที่พูดคำหยาบใส่เพื่อน
“มึงสนใจด้วยหรอ กูเห็นมึงรีบเหมือนไปตามควายที่หนีจากคอก”
“กูก็แค่ถาม ถ้ามึงไม่อยากบอกก็เื่ของมึง” เขาก็ไม่ได้อยากรู้คำตอบนักหรอก อย่างที่บอกไปก็แค่รู้สึกผิดเท่านั้นแหละ