แต่การ์เดียนที่รู้ว่ามีกันทุกคน ก็ยังมีระดับของมัน คนที่อ่อนแอก็จะดึงดูดวิญญาณที่อ่อนแอ คนธรรมดามักจะมีวิญญาณที่ไม่ได้มีความสามารถพิเศษอะไรติดตัว เธอเคยคิดว่านีเนอาจจะมีการ์เดียนระดับสูงติดตามเธอจึงทำอะไรที่คนอื่นทำไม่ได้
โคลอีรู้ความจริงจากปากของนีเนเองว่าเธอไม่ได้มีสิ่งนั้น นีเนเดิมไม่ใช่คนของโลกนี้ บรรพบุรุษของเธอมาจากโลกที่ชื่อว่าซีน นั่นคือสาเหตุที่เธอไม่ได้ถูกวิญญาณการ์เดียนสิงสู่เหมือนคนทั่วไป
เรื่องที่รับรู้มาน่าตกใจก็จริงแต่ก็ยังไม่เท่ากับวันที่เธอได้รับเชิญไปปราสาทสีงาช้างของนีเนอีกครั้ง วันแรกที่เธอมาเยือนที่นี่เป็นตอนที่บาดเจ็บสาหัส สติลางเลือน ทว่าครั้งนี้เธอแทบเป็นลมหลายครั้งติด ๆ กัน บ้านของนีเนคือรังของสัตว์ประหลาดดี ๆ นี่เอง มนุษย์ที่มีงูนับร้อยกระกอบกันเป็นร่าง ชายผู้มีลิ่มตอกอยู่บนอวัยวะแทบทุกส่วน มนุษย์ศีรษะโหลปลาทอง ผู้หญิงที่มีสามหน้า มังกรที่มีร่างเป็นของเหลวใส ทุกสิ่งที่พบล้วนแต่เป็นเรื่องเหลือเชื่อเกินจินตนาการ
ยิ่งรู้จัก แทนที่จะหวาดกลัวจนหนีหน้าไป โคลอีกลับขออนุญาตผู้ปกครองของเธอให้เธอได้มีโอกาสร่วมทำงานกับนีเน พ่อของเธอยอมตกลงอย่างว่าง่ายเพราะก่อนหน้านั้น นีเนเพิ่งบริจาคเงินก้อนโตเพื่อให้เขาสร้างโบสถ์ใหม่ นั่นทำให้เขามองว่าเด็กดีอย่างนีเนน่าจะช่วยให้ลูกสาวผู้ไม่ได้ความของเขาดีขึ้น
โคลอีไม่ได้สนใจเลยว่าพ่อและคนอื่น ๆ จะมองอย่างไร บางคนลือว่าเธอถูกส่งไปดัดสันดาน โดยต้องทำงานเป็นสาวใช้ในปราสาท แต่มันไม่สำคัญสำหรับโคลอีในตอนนี้ สายตาของคนที่ไม่รู้จักไม่มีค่าอะไรสำหรับเธออีกต่อไป ขอแค่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเพื่อนที่เห็นคุณค่าของเธอ แค่นั้นก็พอแล้ว
“นีเน คำถามในวันนั้นฉันยังไม่ได้ตอบเธอเลย” โคลอีเรียก เด็กสาวเจ้าของชื่อหันมามองด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยข้อสงสัย
“???”
“ที่เธอถามว่าเราเป็นเพื่อนกันได้ไหม ฉันขอบอกว่าเป็นได้สิ เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไปเลย”
ได้ยินดังนั้น นีเนก็ยิ้มกว้างพร้อมโผเข้ากอดเพื่อนใหม่ ท่ามกลางสีหน้าเบิกบานของบริวารรับใช้คนอื่น
ชีวิตใหม่ในฐานะสาวใช้และเพื่อนสนิทจึงเริ่มต้นตั้งแต่บัดนั้น รอยยิ้มที่เคยสูญเสียไปของโคลอีกลับมาอีกครั้ง เธอมีความสุขดีแม้ว่าแทบไม่มีโอกาสได้ทำหน้าที่ผู้รับใช้ของตัวเอง นั่นเพราะดิเอโกพ่อบ้านผู้มีขาแมลงงอกจากกลางหลัง ยูนิตีแม่บ้านผู้มีครึ่งล่างเป็นม้าต่างแย่งเธอทำทุกอย่าง
ซ้ำร้ายกว่านั้น เคสซารา ปราสาทสีงาช้างหลังโตนี้สามารถดูแลทำความสะอาดเองได้ราวกับมีชีวิต มีการจัดการห้องนับร้อยและทำความสะอาดได้เองโดยไม่มีใครช่วย เครื่องเรือนก็สามารถซ่อมแซมตัวเองได้อย่างน่าอัศจรรย์ และแม้แต่งานสวนรวมทั้งการดูแลรอบ ๆ ปราสาทเองก็ยังถูกบรรดาโกเลมทองคำทั้งเก้าสิบเก้าตนแย่งงานไปจนหมด
สรุปคืออาชีพคนรับใช้ของโคลอีเป็นแค่ข้ออ้างที่นีเนใช้เพื่อดึงเธอมาอยู่ข้างกายเท่านั้นเอง นีเนช่วยไม่ให้พวกอีสเตอร์มายุ่งกับเธอได้อีกและยังช่วยเหลือครอบครัวเธอ กระนั้นโคลอีก็ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ พยายามหาทางตอบแทนเพื่อนสนิทไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
“อีโทเรียประกอบไปด้วยทวีปใหญ่ทั้งห้าทวีป อันได้แก่...แฮ่ม!" โคลอีผู้ที่วันนี้อยู่ในเครื่องแบบแปลกตา เธอกระแอมเพื่อเรียกให้นีเนผู้กำลังสะลึมสะลือให้กลับมาสนใจเนื้อหาที่เธอเขียนบนกระดานเวท
“เดี๋ยวสิคะท่านโคลอี ทำไมเราต้องเรียนอะไรพวกนี้ด้วยคะ" พูดจบนีเนก็อ้าปากหาวกว้างจนยูนิตีที่ยืนคุมอยู่ต้องเหล่เตือนเพื่อให้เธอรักษามารยาท
“ถึงพวกเธอจะเกิดที่อีโทเรีย แต่ความรู้ของพวกเธอเกี่ยวกับโลกนี้มันน้อยจนน่าตกใจเลย" โคลอีเอามือก่ายหน้าผาก นีเนเติบโตท่ามกลางเหล่าอมนุษย์ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องภายนอกสักเท่าไหร่ มันจึงไม่แปลกที่เธอไม่ค่อยประสาอะไรนัก อันที่จริงถ้านีเนเป็นแค่เด็กสาวธรรมดา ๆ ก็อาจจะไม่น่าห่วงมาก แต่หลายเดือนที่ผ่านมาโคลอีค้นพบว่านีเนครอบครองพลังที่น่ากลัวขนาดไหน ถ้าเรื่องนี้มีคนอื่นรู้เข้า โอกาสที่จะเกิดเรื่องเลวร้ายเกินกว่าจินตนาการนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย ดังนั้นการมีความรอบรู้ไว้บ้างจะช่วยให้เอาตัวรอดได้
“ทิศเหนือคือดินแดนแห่งภูตที่เราอยู่ ปกครองโดยราชินีแห่งภูตเดลลาเบลลา มีพื้นที่ติดกับดินแดนแห่งปีศาจและดินแดนแห่งจักรกล" โคลอีไม่เสียเวลารอให้นีเนพร้อม เธอเริ่มอธิบายต่อ
“ทิศตะวันออกเฉียงเหนือคือดินแดนแห่งปีศาจ ปกครองโดยการ์เดียนคิงคามอส มีพื้นที่ติดกับดินแดนแห่งภูตของเราและดินแดนแห่งแสงที่เป็นพันธมิตรกับแดนภูต" โคลอียังคงร่ายยาวต่อไปโดยไม่ได้สังเกตว่านีเนแอบงีบหลับไปแล้ว เธอบรรยายถึงทวีปทั้งห้าที่ต่างก็มีดินแดนที่เป็นอริและแดนที่เป็นพันธมิตรต่อกัน ภูต ปีศาจ แสง ไฟ และจักรกล ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนนี้กลายเป็นสิ่งที่ช่วยยึดอีโทเรียเอาไว้ตั้งแต่อดีตกาล
“มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในแต่ละดินแดนจะต้องกลายเป็นร่างเนื้อให้กับเหล่าวิญญาณผู้พิทักษ์ซึ่งแท้จริงเป็นเจ้าของโลกนี้ ดังนั้นการที่... นี่! นีเนตื่นขึ้นมาฟังก่อน”
“การ์เดียนเป็นฝ่ายเลือกร่างที่จะสถิตเองไม่ใช่เหรอคะ แล้วมนุษย์ในแต่ละดินแดนทำยังไงให้พวกเขากำหนดการ์เดียนที่ต้องการได้" ยูนิตีที่ยืนฟังมาตลอดกลายเป็นคนที่สนใจเนื้อหาและเริ่มซักถามแทน ซึ่งโคลอีก็ดีใจที่อย่างน้อยมีคนสนใจฟัง
“เคยได้ยินเรื่องพิธีกรรมรับการ์เดียนที่จะจัดขึ้นเมื่ออายุครบสิบหกปีรึเปล่าคะ พิธีกรรมนี้นอกจากจะเป็นตัวเร่งให้การ์เดียนมาเชื่อมต่อกับมนุษย์เร็วขึ้นแล้ว มันยังเป็นพิธีการคัดเลือกการ์เดียนที่จะมาสิงร่างด้วยค่ะ สรุปคือถ้าปล่อยให้การ์เดียนมาเชื่อมต่อตามธรรมชาติ มนุษย์ผู้นั้นมีโอกาสได้รับการ์เดียนที่ผิดพลาดได้ค่ะ"
“สมมุติว่า ตัวเจ้าเองอาศัยอยู่ในแดนภูตนี้แต่อัญเชิญได้การ์เดียนแดนปีศาจหรือจักรกลมาสถิต ก็จะกลายเป็นแกะดำสินะคะ”
โคลอีพยักหน้าช้า ๆ เธอนึกถึงเรื่องเล่าลือน่ากลัวที่เคยได้ยินมา บางครั้งพิธีกรรมพวกนี้ก็ผิดพลาดได้ เด็ก ๆ ทุกคนมักจะเคยโดนขู่ว่าถ้าหากเป็นเด็กดื้อการ์เดียนที่พวกเธอจะได้รับจะกลายเป็นการ์เดียนจากแดนศัตรูและสุดท้ายพวกเธอก็จะถูกเนรเทศจากบ้านเกิดไปตลอดกาล
และสิ่งที่ยิ่งน่ากลัวไปกว่านั้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะเป็นวันเกิดครบสิบหกปีของเธอ นั่นหมายถึงวันที่ตัวโคลอีเองต้องเข้าร่วมพิธีกรรมนี้ด้วย
“ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ โอกาสผิดพลาดไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ นี่คะ" นีเนปลอบใจเพื่อให้คลายกังวล "หรือต่อให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาจริง ๆ เราก็ใช้การเล่นแร่แปรธาตุแก้ไขได้อยู่ดีค่ะ"
ประโยคหลังทำให้โคลอีรู้สึกเครียดกว่าเดิม
“จะกลัวทำไม พวกเราก็ไม่มีการ์เดียนยังไม่เดือดร้อนอะไรเลย" คูลาหัวหน้าโกเลมทองคำพยายามช่วยในแบบของเขา เขาคือสิ่งมีชีวิตรูปแบบโลหะ ครึ่งซีกซ้ายเป็นโลหะหายากที่เรียกว่า "โลหะแห่งความมืด" ที่มีเฉพาะในโลกปีศาจเท่านั้น ส่วนอีกครึ่งคือโลหะศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นโลหะหายากระดับเดียวกัน การถูกให้กำลังใจโดยสิ่งมีชีวิตพิศวงแบบนี้ทำให้โคลอีตีสีหน้าไม่ถูก
โบสถ์ที่บ้านของโคลอีถูกตระเตรียมเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม เทียนหอมขนาดเล็กใหญ่มากมายถูกจัดวางไว้โดยรอบรูปปั้นของเดลลาเบลลา มีเครื่องทรงเป็นชุดพิธีกรรมอัญเชิญภูตและพรมที่ทั้งผืนปักลายอักขระเวทมนตร์ถูกปูเตรียมไว้เบื้องหน้ารูปปั้น
หมู่บ้านเคทเทิลวิลเลจเป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีจำนวนประชากรไม่มาก เด็กที่เกิดในวันเดียวและปีเดียวกับโคลอีจึงมีเพียงเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ต้องเข้ารับพิธีกรรมก่อนหน้าเธอเท่านั้น โคลอีรู้จักเด็กหนุ่มคนนี้ดีแม้ว่าเธอแทบจะไม่เคยพูดคุยกับเขามาก่อนก็ตาม เขาคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้พวกของอีสเตอร์ตั้งตนเป็นศัตรูกับเธอนั่นเอง
“เธอก็ทำพิธีในวันนี้เหรอ" เด็กหนุ่มทักด้วยน้ำเสียงค่อนข้างประหม่า เขาไม่กล้าสบตาเธอในขณะที่พูด ทั้งที่ปกติหนุ่มหน้าตาดี ฐานะดีแบบเขาไม่เคยมีปัญหาในการเปิดบทสนทนากับสาวใดมาก่อน
“อื้อ" โคลอีตอบกลับไปตามมารยาท เธอเห็นสายตาที่ไม่เป็นมิตรของอีสเตอร์ที่จ้องออกมาจากกลุ่มคนที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน แน่นอนว่าอีสเตอร์และพวกไม่ได้มาเพราะอยากเป็นกำลังใจให้โคลอีแต่มาเพราะชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอ
“ตื่นเต้นรึเปล่า" เด็กหนุ่มชวนคุยเสียงเบาราวกับกระซิบ
“นิดหน่อย มีสมาธิเถอะ เค้าจะเรียกแล้ว" เธอรีบตัดบท
พิธีกรรมของเด็กหนุ่มผ่านแต่ละขั้นตอนไปอย่างราบรื่นและสมบูรณ์แบบ เริ่มต้นด้วยการล้างมือในอ่างศักดิ์สิทธิ์ อ่านคำสาบานถวายตนให้กับเดลลาเบลลา สูดดมกลิ่นหอมจากสมุนไพรที่เชื่อกันว่าจะชำระล้างวิญญาณให้บริสุทธิ์ และในขั้นสุดท้ายเมื่อบทสวดสรรเสริญราชินีแห่งภูตจบลงแสงสว่างก็บังเกิดขึ้น ร่างของเด็กหนุ่มลอยสูงขึ้นเหนือพื้นเล็กน้อยก่อนที่วิญญาณรูปร่างเหมือนกวางจะปรากฏกายขึ้น
“ข้าคือเซอร์วัส วิญญาณเราจะหลอมรวมเป็นหนึ่ง เจ้าจะเป็นร่างให้ข้าและข้าจะเป็นคมดาบให้แก่เจ้า" เสียงหนึ่งดังขึ้น มันเป็นเสียงทุ้มแบบผู้ชายดังก้องกังวานจากทุกทิศทาง แม้ผู้พูดจะไม่ได้ขยับปากแต่ทุกคนก็รู้ได้ว่าเจ้าของเสียงคือวิญญาณกวางหนุ่มตรงหน้า เมื่อพูดจบการ์เดียนในรูปร่างกวางก็กระโจนหลอมรวมเป็นหนึ่งกับเด็กหนุ่มอันเป็นการสิ้นสุดพิธี จากนั้นเสียงโห่ร้องและปรบมือแสดงความยินดีของทุกคนก็ดังขึ้น
“เป็นวิญญาณที่ยอดเยี่ยมมาก สมกับเป็นลูกชายของข้า" พ่อของเด็กหนุ่มคุยโวเสียงดังกับบรรดาญาติมิตร "เห็นไหมข้าบอกแล้ว ทุกคนในตระกูลเรามีการ์เดียนเป็นกวางเทพกันหมดทุกคน"
“ช่างเป็นเทพพิทักษ์ที่งดงามจริง ๆ" อีสเตอร์พยายามพูดเอาใจ แต่ว่าพ่อของเด็กหนุ่มไม่ได้สนใจนักเพราะเขามัวแต่กล่าวขอบคุณบาทหลวงผู้ประกอบพิธีซึ่งเป็นพ่อของโคลอีนั่นเอง
สายตาริษยาของอีสเตอร์และพรรคพวกของเธอส่งตรงมายังโคลอีอีกครั้งหลังจากที่พวกเธอได้ยินว่าครอบครัวเด็กหนุ่มที่พวกตนชื่นชอบเชิญบาทหลวงและครอบครัวจัดงานเลี้ยงฉลองเนื่องในโอกาสที่พิธีกรรมผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น แม้ว่าบาทหลวงจะปฏิเสธคำเชิญแต่อีสเตอร์ก็ยังคงพาลโกรธโคลอี ทั้งที่เธอไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เลย
ในช่วงระหว่างพักจากพิธีกรรมของช่วงเช้า พวกของอีสเตอร์ก็ฉวยโอกาสแยกตัวออกมาจากฝูงชน
“อะ... เอาจริงเหรอ" มัลเชเสียงสั่นน้อย ๆ ขณะที่เธอลังเลจะส่งบางอย่างให้กับอีสเตอร์
“เกิดปอดแหกอะไรขึ้นมา นึกถึงตอนที่ยัยโคลอีแย่งแซมของเธอสิ" อีสเตอร์ตวาด ก่อนจะลดเสียงลงเพราะกลัวจะมีใครได้ยิน
“ใช่แล้ว นังนั่นเทียวให้ท่าไปทั่ว หนุ่ม ๆ ทั้งหมู่บ้านถึงได้โดนมันปั่นหัวกันหมด" โครวีพูดพลางจิกเล็บอย่างเจ็บแค้นใจ "ให้บทเรียนมันซะมั่งก็ดี"
“นะ... นั่นสินะ พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย ยัยนั่นไม่ดีเองต่างหาก" เมื่อบอกกับตัวเองแบบนั้นแล้ว เธอก็ยื่นสิ่งที่ถือไว้ในมือให้อีสเตอร์ อีกฝ่ายรับมาและคลี่ออกเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจ มันคือพรมที่มีลวดลายอักขระแปลกตาผืนหนึ่งซึ่งดูคล้ายกับที่ใช้ในพิธีทว่ามีสีสันและลวดลายที่ต่างออกไป
“ใช้การได้แน่นะ" อีสเตอร์ถามย้ำ
อีกฝ่ายพยักหน้า
“เสร็จแน่ ยัยโคลอี" หญิงสาวแสยะยิ้มสะใจ “รีบไปกันเถอะ พิธีช่วงบ่ายใกล้จะเริ่มแล้ว"
ฟิชโบว์ล สุภาพบุรุษหัวปลาทอง