เล่มที่1บทที่1 โลกแห่งการบำเพ็ญ
ตอนใต้ของราชวงศ์เซิ่งเทียนเมืองหลงหลิน สำนักสลายดารา
แสงแห่งรุ่งอรุณผลักม่านรัตติกาลอันมืดมิดออกไป สาดส่องลงสู่พื้นดินของเมืองโบราณต้อนรับไอมงคลที่ปรากฏขึ้น ภายในสำนักสลายดาราเริ่มมีการเคลื่อนไหวบรรดาศิษย์ต่างพากันออกมาฝึกฝนดังเช่นทุกวัน
นี่คือโลกแห่งการบำเพ็ญที่ด้านบู๊รุ่งเรือง ด้านบุ๋นถดถอย ทั่วทุกสารทิศถูกปกครองไปด้วยเหล่าผู้กล้าแกร่งซึ่งการฝึกฝนเป็เพียงหนทางเดียวที่ผู้คนจะใช้พิสูจน์ตนเองได้
ขณะที่บรรดาศิษย์ในสำนักสลายดารากำลังจะเริ่มฝึกฝนทั้งที่ยังสะลืมสะลืออยู่นั้นที่ด้านนอก จั่วเฉินได้ลากพยัคฆ์ลายดำตัวใหญ่ที่ไม่รู้ว่าตายไปนานเท่าไรแล้วกลับมา
‘ไม่เสียแรงเปล่าแม้เนื้อของพยัคฆ์คลั่งจะแข็งและหยาบไปหน่อย ทว่ากลับเป็เหมือนโอสถบำรุงเืลม นับว่าดีต่อท่านอาเล็กของข้ามากมีเนื้อทั้งตัวเช่นนี้ คงพอให้พวกข้าสองคนมีชีวิตต่อไปได้อีกสักครึ่งเดือน’จั่วเฉินครุ่นคิดในใจอย่างอารมณ์ดีพลางปาดเหงื่อบนใบหน้า
“จั่วเฉินเ้าไปล่าสัตว์มาอีกแล้วหรือ” ศิษย์ในสำนักที่เดินผ่านไปผ่านมาเอ่ยทักด้วยท่าทางอิจฉา
สัตว์อสูรตัวนี้คือพยัคฆ์คลั่ง แม้จะเป็เพียงสัตว์อสูรระดับฮวงขั้นหนึ่งทว่ากลับมีพลังชีวิตสูงจนน่าใ ทั้งยังมีชื่อเสียงในเื่ความโเี้ การจะสังหารมันเพียงลำพังจึงไม่ใช่เื่ง่ายๆเกรงว่านอกจากจั่วเฉินที่มีร่างกายแข็งแกร่งจนถึงขั้นพิสดารผู้นี้แล้ว คงไม่มีผู้ใดสามารถทำเื่เช่นนี้ได้อีก
ทว่าในบรรดาศิษย์เหล่านี้ กลับมีบางคนเอ่ยปากเย้ยหยันเขาอย่างดูแคลน
“ล่าพยัคฆ์คลั่งได้ตนเดียวต้องโอ้อวดปานนี้เชียวหรือ เกรงว่าจะมีดีแค่พละกำลังหากไม่สามารถปลุกพลังได้ ชั่วชีวิตนี้ก็เป็ได้แค่เศษสวะ ไม่สู้รีบไสหัวไปจากสำนักสลายดาราแห่งนี้เสียดีกว่า”
“ถูกต้องหากไม่สามารถปลุกพลังได้ มีดีแค่ร่างกายแข็งแกร่งแล้วจะนับเป็อะไรได้ สิ้นเปลืองทรัพยากรของสำนักเสียเปล่าๆ”
จั่วเฉินที่ได้ยินคำพูดเ่าั้ชะงักฝีเท้าเล็กน้อยแววตาฉายประกายเย็นเยียบขึ้นมาครู่หนึ่ง ทว่าเมื่อนึกถึงหน้าท่านอาเล็กของเขาแล้ว อีกฝ่ายยัง้าคนดูแลจั่วเฉินจึงได้แต่สลัดคำพูดดูแคลนและความคิดฟุ้งซ่านอื่นๆ ทิ้งไปก่อนจะเริ่มเดินต่อ
หาก้ามีสถานะในสำนัก ความสามารถถือเป็รากฐาน แม้จั่วเฉินผู้นี้จะไม่สามารถปลุกพลังได้ทว่าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เขาหมั่นฝึกฝนร่างกายอยู่เป็ประจำทำให้พลังชีวิตและพละกำลังกล้าแกร่งกว่าคนทั่วไปอยู่หลายขุม หากมีเหตุให้ต้องลงไม้ลงมือคงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเอาชนะเขาได้ หากไม่ใช่เพราะมีห่วงในใจ เกรงว่าจั่วเฉินจะไม่ยอมอยู่เฉยกับทีท่าเหยียดหยามกันเช่นนี้แน่
“หยุด”
เสียงเย็นเยียบของคนผู้หนึ่งดังขึ้น ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาพร้อมกับเอ่ยวาจาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ข้าก็คิดอยู่ว่าพยัคฆ์คลั่งที่ข้าไล่ล่าอยู่หลังเขาเมื่อคืนหายไปไหน ที่แท้ก็เป็เ้านั่นเอง แต่ไม่เป็ไร ข้าจะไม่ถือสาเ้าแค่เ้าคืนมันให้กับข้าก็พอ”
ชายหนุ่มผู้นั้นเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าจั่วเฉิน มองเขาด้วยสีหน้าราวกับผู้ชนะแววตาทั้งสองข้างแฝงไปด้วยเจตนากลั่นแกล้งอย่างเห็นได้ชัด
“ผายลมเถอะเมื่อคืนเ้านอนอุตุอยู่ในสำนักไม่ใช่หรือคุณชายอย่างข้าล่าสัตว์อสูรระดับฮวงมาอย่างยากลำบากแท้ๆ เหตุใดต้องมอบมันให้เ้าด้วย ช่างหน้าไม่อายแท้” จั่วเฉินว่าพลางกลอกตาใส่ผู้มาใหม่ ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่ได้สนใจอีกฝ่ายอีก
เกิดเป็คนไม่ควรไร้ยางอายเจียงเฉินเทียนผู้นี้เป็หนึ่งในศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักสลายดารา ทระนงตนกว่าผู้ใดแม้จะมีพร์ไม่เลวในด้านการฝึกฝน ทว่าทางด้านร่างกายและพละกำลังกลับเทียบจั่วเฉินไม่ได้สักนิดเช่นนี้แล้ว มีหรือที่เจียงเฉินเทียนผู้ทระนงตน จะยอมให้คนไร้ค่าที่ไม่สามารถปลุกพลังได้อย่างจั่วเฉินโดดเด่นไปกว่าตน
ด้วยเหตุนั้น ศิษย์ทั้งสองจึงไม่ค่อยชอบหน้ากันเท่าไรนัก อีกทั้งเจียงเฉินเทียนที่อาศัยว่าตนมีพลังปราณ ยังมักจะแย่งเอายาลูกกลอนและทรัพยากรฝึกฝนของจั่วเฉินไปอีกไม่รู้ตั้งเท่าไรแถมตอนนี้ยังคิดจะมาแย่งพยัคฆ์คลั่งไปต่อหน้าต่อตาอีก มีหรือที่จั่วเฉินจะยอมอยู่เฉยๆ
อีกอย่าง เมื่อคืนในขณะที่จั่วเฉินกำลังล่าพยัคฆ์คลั่งอยู่นั้นเขามองเห็นแสงสีขาวส่องสว่างอยู่ที่ท้องของมัน เหตุการณ์พิสดารนั้นได้กระตุ้นความสนใจของเขาเพราะไม่เคยพบเจอเื่เช่นนี้มาก่อน เขาจึงตั้งใจว่าหลังจากกลับจากการล่ามันแล้ว จะชำแหละเพื่อตรวจดูให้กระจ่างอีกที
“ไม่ให้งั้นหรือ ได้ข้าก็อยากจะรู้นัก ว่าตัวไร้ค่าอย่างเ้าจะถือสิทธิอะไรมายึดพยัคฆ์คลั่งตัวนี้เอาไว้ได้”
สิ้นเสียง เจียงเฉินเทียนก็ก้าวเท้าออกมาด้านหน้าก่อนจะโคจรพลังปราณในร่างและชกหมัดออกไป
หากเป็ยามปกติ จั่วเฉินคงจะสามารถต้านทานการโจมตีนี้ได้บ้างทว่าการล่าพยัคฆ์คลั่งเมื่อคืนทำให้เขาหมดแรงไปพอสมควร กระทั่งเวลานี้พละพลังก็ยังไม่ฟื้นกลับมาจึงได้แต่รับพลังหมัดทั้งหมดของเจียงเฉินเทียนเข้าไปเต็มๆ อีกทั้งยังถูกพลังปราณอัดกระแทกร่างจนกระเด็นไปไกลหลายสิบเมตรเขาครางเสียงต่ำในลำคอ ก่อนจะกระอักเืออกมา
รูม่านตาของจั่วเฉินหดเล็กลง จ้องมองเจียงเฉินเทียนด้วยความโกรธเกรี้ยวแม้ภายนอกจะดูเหมือนอีกฝ่ายโจมตีเขาอย่างไม่ใส่ใจนัก ทว่าแท้จริงกลับใส่พละพลังเต็มแรงไม่เช่นนั้น ด้วยความแข็งแกร่งทางร่างกายของจั่วเฉิน คงไม่ถูกซัดกระทั่งาเ็ถึงภายในได้แน่
“ฮ่าๆ อันดับหนึ่งของสำนักอย่างนั้นหรือ สุดท้าย เ้าก็เป็ได้แค่คนไร้ค่าเพียงหมัดเดียวของข้า เ้าก็ยังรับไม่ไหว”
เมื่อเห็นท่าทีน่าอนาถของจั่วเฉิน เจียงเฉินเทียนกลับแหงนหน้าหัวเราะลั่นหลังจากขยับข้อมือ ก็หมุนตัวเตรียมนำร่างของพยัคฆ์คลั่งจากไป
มีศิษย์ในสำนักไม่น้อยเห็นฉากที่เกิดขึ้น ทว่ากลับไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปยุ่งบรรดาศิษย์ที่อิจฉาจั่วเฉินเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว ต่างก็พากันชื่นชมเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความบันเทิงขณะที่ศิษย์ที่เหลือ แม้จะอยากเข้าไปช่วยก็ไร้กำลัง เมื่อคิดถึงพลังระดับหลอมรวมขั้นสามที่เจียงเฉินเทียนสำแดงออกมาแล้วยังจะมีใครกล้าเข้าไปยุ่งอีก
ทว่าในตอนนั้นเอง เหตุการณ์ที่ทุกคนคาดไม่ถึงพลันเกิดขึ้น จู่ๆจั่วเฉินที่ล้มลงเมื่อครู่กลับลุกขึ้นยืนและก้าวเท้าออกไป ก่อนจะงอนิ้วมือข้างซ้ายทั้งห้าแล้วจ้วงจับไปที่ด้านหลังของเจียงเฉินเทียนอย่างแรง
เจียงเฉินเทียนสะดุ้ง ด้วยอารามใจึงปล่อยมือจากพยัคฆ์คลั่งและพุ่งตัวหลบไปด้านข้างทันที เขารู้ดีว่าร่างกายของจั่วเฉินแข็งแกร่งระดับไหนหากถูกจ้วงจับเข้าไป เจียงเฉินเทียนก็ไม่กล้าคิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา
แม้ว่าเขาจะอยู่ระดับหลอมรวมขั้นสาม ซึ่งถือว่าสูงขั้นกว่าจั่วเฉินมากก็ตามทว่าเนื้อแท้แล้วก็ยังเป็แค่ขั้นฝึกฝนพลังปราณภายใน และเสริมสร้างพลังกายเท่านั้นและแม้ว่าภายนอกเจียงเฉินเทียนจะมีท่าทีโอหัง ทว่าที่จริงแล้วเขาเองก็หวั่นเกรงจั่วเฉินอยู่เหมือนกัน
“เ้าจะลองดูก็ได้ว่าหากเอาพยัคฆ์คลั่งตัวนี้ไปแล้วจะเป็อย่างไรแต่ข้ารับประกันได้เลย ต่อให้เ้าไม่ตาย ก็ต้องมีสถาพน่าอนาถแน่ คุณชายเจียงจะลองดูหรือไม่” จั่วเฉินเช็ดคราบเืที่มุมปาก ก่อนจะยกยิ้มเ็า เสียงที่เปล่งออกมาเย็นเยียบ และเปี่ยมไปด้วยเจตนาคุกคาม
ปกติแล้วเื่เล็กน้อยพวกนี้หากเกิดขึ้นแล้วก็แค่ปล่อยผ่านไป ทว่าครั้งนี้ หากยอมให้เจียงเฉินเทียนแย่งพยัคฆ์คลั่งไปได้จั่วเฉินเองก็อยากจะโขกหัวตัวเองตายให้รู้แล้วรู้รอด ท่านอาเล็กของเขาเดินเหินไม่สะดวกจำต้องพักฟื้นเป็เวลานาน นอกจากยาและสมุนไพรล้ำค่าต่างๆ แล้ว ของบำรุงเืลมก็จำเป็เช่นกัน
ที่เขาล่าพยัคฆ์คลั่งตัวนี้มา ก็เพราะ้านำมันมาใช้เป็ยาบำรุงไม่เพียงรักษาอาการาเ็ที่ขาของท่านอาเล็กได้ มันยังเป็สิ่งสำคัญในการสะกดพิษกระดูกอีกด้วยดังนั้นเขาจึงไม่สามารถปล่อยให้เจียงเฉินเทียนแย่งมันไปได้!
“เ้า!”
เจียงเฉินเทียนโกรธจนเืขึ้นหน้าและคิดที่จะตอบโต้ ทว่าเขากลับรู้สึกหวาดระแวงขึ้นมาไม่รู้ว่าเพราะอะไร พอเห็นจั่วเฉินในตอนนี้แล้ว เจียงเฉินเทียนพลันรู้สึกชาวาบที่หนังศีรษะเสียอย่างนั้น
แม้ไม่รู้ไม่ว่าจั่วเฉินจะแค่ขู่หรือไม่ก็ตาม ทว่าสิ่งหนึ่งที่เจียงเฉินเทียนรู้ดีคือการที่หากอีกฝ่ายทุ่มสุดตัวขึ้นมา ต่อให้เป็เขา หากจะเอาชนะจั่วเฉินให้ได้ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนราคาแพงเหมือนกัน
“ได้! วันนี้เ้าแน่มาก หากข้าได้สิทธิเข้าตำหนักนภาปราณยุทธเมื่อไรเมื่อนั้นจะเป็วันซวยของเ้า!”
สุดท้ายแล้ว เจียงเฉินเทียนก็ไม่กล้าลงมือ และยอมตัดใจจากพยัคฆ์คลั่งตัวนั้นเขาเหลือบมองจั่วเฉิงอย่างมุ่งร้ายทีหนึ่ง แล้วค่อยเดินจากไป
วันนี้ถือว่าเสียเปรียบแล้ว ต่อหน้าศิษย์มากมายที่จ้องมองมา ตัวเขากลับไม่กล้าลงมือกับจั่วเฉินที่ผ่านมาเขามักจะทำตัวกร่างในสำนัก ไม่เคยเห็นใครในสายตา
ถึงอย่างนั้นเจียงเฉินเทียนก็ไม่กล้าลงมือ เขารู้ดีว่าหากบีบจั่วเฉินให้เข้าตาจนตัวเขาก็คงจะต้องทุ่มสุดตัวจนาเ็สาหัส อีกทั้งเก้าวันหลังจากนี้ หลงซินเย่ บุตรสาวของท่านเ้าเมืองหลงหลินก็จะไปฝึกฝนที่ตำหนักนภาปราณยุทธซึ่งครั้งนี้นาง้าศิษย์จากสำนักสลายดาราไปเป็ผู้ติดตามด้วยหนึ่งคน หากเจียงเฉินเทียนต่อสู้กับจั่วเฉินจนาเ็คงได้พลาดโอกาสสำคัญครั้งนี้ เช่นนั้นเขาเองคงจะต้องร่ำไห้จนตายแน่
เมื่อเห็นแผ่นหลังของเจียงเฉินเทียนจากไป จั่วเฉินก็ผ่อนลมหายใจออกมาถึงอย่างนั้นเ้าตัวกลับไม่ได้ดีใจสักเท่าไร ตรงกันข้าม เขากลับมีท่าทางเซื่องซึมลงไปเสียอย่างนั้น
ตำหนักนภาปราณยุทธ เป็สถานที่ที่ผู้คนมากมายใฝ่ฝันถึง เื้ัแข็งแกร่งจนทัดเทียมได้กับราชวงศ์หนึ่งเทียบกับตำหนักนภาปราณยุทธแล้ว สำนักสลายดาราแห่งนี้ก็เป็เพียงสำนักเล็กๆ ในเมืองเท่านั้นให้ความรู้สึกเล็กจ้อยราวกับมดปลวก ลือกันว่าศิษย์ที่มาจากตำหนักนภาปราณยุทธล้วนมีพลังแข็งแกร่งเหนือศิษย์ทุกคนในสำนักสลายดารา
ตามหลักปราณยุทธแล้ว การปลุกพลังถือเป็ขั้นแรก หลังจากที่พลังตื่นขึ้นแล้วจึงจะเกิดตราปราณโบราณในร่าง
จำนวนตราปราณโบราณที่ถือกำเนิดในตัวทุกคนนั้นจะแตกต่างกันไป มากสุดอาจมีได้ถึงเก้าตราและน้อยสุดก็อาจมีเพียงหนึ่งตราเท่านั้น
คนทั่วไปมีสองถึงสามตราก็พอแล้ว หากมีสี่ตราขึ้นไปจึงจะนับเป็อัจฉริยะที่หลายขุมอำนาจใหญ่้าตัวส่วนผู้ที่มีห้าตราขึ้นไปนั้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็นับเป็บุคคลที่น่าจับตามอง
แน่นอนว่ายอดอัจฉริยะที่มีแปดถึงเก้าตราปราณโบราณ แม้จะเฟ้นหาไปทั่วทุกดินแดนในรอบหลายปีก็อาจพบเจอได้เพียงน้อยนิดเท่านั้นเมื่อใดที่ปรากฏตัวออกมาก็จะสร้างความแตกตื่นไปทั่ว กลายเป็บุคคลที่ขุมอำนาจทั้งหลาย้าตัว
ร่ำลือกันว่า หลงซินเย่ผู้เป็บุตรสาวของเ้าเมืองหลงหลินก็มีถึงหกตราปราณโบราณหากมองหาไปทั่วทั้งราชวงศ์เซิ่งเทียนแล้ว พร์เช่นนี้ถือว่าล้ำเลิศอยู่มาก มีเพียงผู้ที่โดดเด่นเช่นนี้เท่านั้นจึงจะควรค่าพอให้ตำหนักนภาปราณยุทธเห็นความสำคัญ
“หากตราปราณโบราณทั้งเก้าในอดีตของข้ายังอยู่ คงไม่ต้องมีความเป็อยู่ย่ำแย่ในสำนักเล็กๆเช่นนี้ ต่อให้เป็ตำหนักนภาปราณยุทธนั่น หากได้พบข้าก็คงจะตกตะลึงจนแทบคลั่งกระมัง หากข้ายังมีเก้าตราปราณโบราณ หลงซินเย่ผู้นั้นจะนับเป็อะไรได้”
จั่วเฉินมีสีหน้าซับซ้อนโดยที่ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เขากัดริมฝีปากกำหมัดข้างซ้ายแน่น ก่อนจะค่อยๆ ลากร่างของพยัคฆ์คลั่งตัวนั้นมุ่งไปทางเรือนหลังหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป
...
เรือนหลังนี้ภายนอกดูทรุดโทรม ภายในมีเพียงสองห้องเท่านั้นหลังจากวางซากพยัคฆ์คลั่งลงแล้ว จั่วเฉินจึงค่อยเข้าไปในห้องเพื่อหยิบเอาเครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็ออกมาโดยมีดาบโค้งยาวเก้าชุ่น[1]หนึ่งเล่มชามหนึ่งใบ และน้ำสะอาดอีกหนึ่งกะละมัง
หลังจากที่เตรียมอุปกรณ์เสร็จ จั่วเฉินก็เริ่มลงมือชำแหละร่างของพยัคฆ์คลั่งทันที ภายในร่างสัตว์อสูรระดับฮวงล้วนมีเือยู่ซึ่งมีสรรพคุณช่วยฟื้นฟูอาการาเ็ที่ขาของท่านอาเล็กได้ดี ขอเพียงรีบชำแหละร่างของมันตอนที่เพิ่งตายก็จะสามารถรักษาความสดใหม่ของเืเอาไว้และไม่ทำให้เสื่อมสรรพคุณ
หลังจากสงบใจลงแล้ว จั่วเฉินก็ตั้งสมาธิและหลับตาลง ก่อนจะเริ่มลูบคลำเส้นปราณและแนวกระดูกตามตัวของพยัคฆ์คลั่งผ่านไปครู่หนึ่ง ภายในหัวของเขาพลันปรากฏแผนภาพเส้นปราณและแนวกระดูกทั้งหมดในตัวพยัคฆ์คลั่งพริบตาถัดมา จั่วเฉินก็ลืมตาขึ้น ก่อนจะใช้ดาบโค้งที่ลับจนคมกริบกรีดลงไปตามแนวหลังของมัน
หลังจากผ่าเส้นปราณจุดหนึ่งที่หัวใจ จั่วเฉินก็หยิบชามที่เตรียมไว้ขึ้นมารองรับเืที่ไหลออกมากระทั่งเืหยดสุดท้ายไหลลงในชาม เขาจึงเริ่มลงดาบอีกครั้ง
ั้แ่ต้นจนจบ การใช้ดาบของเขาพลิ้วไหวไม่มีสะดุด แถมยังรวดเร็วและแม่นยำเกรงว่าหากช่างชำแหละที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเมืองหลงหลินมาเห็นเข้ายังต้องตกตะลึง เพราะถ้าจะให้พวกเขาชำแหละสัตว์อสูรระดับฮวงสักตัวล่ะก็ย่อมต้องใช้เวลากว่าครึ่งวันจึงจะทำได้สำเร็จ ทว่าจั่วเฉินผู้นี้กลับใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม[2]
“หืม? นี่มันอะไรกัน”
ขณะที่กำลังชำแหละกระเพาะและลำไส้ของพยัคฆ์คลั่งอยู่นั้น จั่วเฉินก็บังเอิญเห็นหยกก้อนหนึ่งเข้า
----------
[1] ชุ่น คือหน่วยวัดของจีน โดย 1 ชุ่น = 2.54 เิเ
[2] ชั่วยาม คือหน่วยวัดเวลาของจีน 1 ชั่วยาม = 2 ชั่วโมง