เด็กน้อยเดินเข้าหาชายชราด้วยดวงตาใสซื่อ 'เขาจะทำอะไร?'
ชายชรารู้สึกตัว แต่ก็ยังคงบำเพ็ญเพียรต่อไป
หยานเฉินไคปีนป่ายขึ้นไปบนแท่นคริสตัลสีทมิฬ ก่อนจะคว้าเส้นผมสีขาวซีดของชายชราแล้วกระชากลงอย่างแรง
เสียงร้องหลุดออกจากปากชายชรา "อ๊าก!"
ทว่าเด็กน้อยกลับหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ
โจวหยางที่เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะสดใสนั้น เพียงถอนหายใจเบา ๆ เขาไม่ได้ดุ ไม่ได้ว่ากล่าว หากแต่ก้าวเข้ามาอุ้มเด็กน้อยขึ้นแนบอก ภาพตรงหน้าดูอบอุ่นยิ่งนัก
"เ้าหิวหรือยัง?" โจวหยางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
สำหรับผู้ฝึกฝนั้แ่ระดับสร้างรากฐานขึ้นไป พวกเขาสามารถดำรงชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งอาหาร น้ำ หรือแม้กระทั่งอากาศ แต่เขาก็ยังไม่แน่ใจนัก…ว่าเด็กน้อยที่ถือกำเนิดจากความว่างเปล่าเช่นนี้ จำเป็ต้องอาศัยสิ่งใดหรือไม่
เพราะหยานเฉินไคหาได้เกิดจากครรภ์มารดาไม่ เขาถูกสายฟ้าเก้าสายหลอมร่างขึ้นมาจากความว่างเปล่าโดยแท้
เด็กน้อยเอียงคอเล็กน้อย ดวงตากลมใสฉายแววสงสัย 'หิวคืออะไร?'
โจวหยางหัวเราะเบา ๆ ก่อนจูงมือเด็กน้อยเดินเข้ามาในบ้าน ผ่านโถงเงียบสงบไปยังห้องครัวเล็ก ๆ
ทันใดนั้น เนื้อสดพลันปรากฏกลางอากาศ ก่อนลอยลงมาวางบนเขียงไม้เรียบเก่า ชายชราขยับปลายนิ้วอย่างแม่นยำ
ปราณกลายเป็คมมีดวาววับ กรีดผิวเนื้ออย่างเรียบลื่น เส้นที่ถูกตัดตรงราวกับกำลังเฉือนเต้าหู้อ่อนนุ่ม ไม่มีแรงสะดุดให้เสียสมดุลแม้แต่น้อย
เมื่อได้ชิ้นเนื้อพอดีคำ เขาก็เสียบลงบนไม้พิเศษทีละชิ้น แล้วสะบัดมือเพียงครั้ง ไฟปราณก็ติดเตาขึ้นทันตา เปลวเพลิงนั้นไร้ควัน ไร้เถ้า
กลับคงอยู่เพียงความร้อนสม่ำเสมอที่โอบล้อมเนื้อแดงจนค่อย ๆ เปลี่ยนสี
กลิ่นหอมลอยกระจายั้แ่ยังไม่ทันสุกดี ชายชราโรยเครื่องปรุงด้วยมือที่ช่ำชอง ท่าทางเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยประสบการณ์ยาวนาน
เพียงไม่กี่อึดใจ เนื้อย่างเสียบไม้ก็พร้อมเสิร์ฟ กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้อง แม้เป็เพียงเมนูสามัญ
ทว่ารสชาติที่แฝงอยู่ในอากาศกลับน่าลิ้มลองจนหัวใจสั่นไหว
ชายชราวางไม้เสียบเนื้อย่างลงบนจานไม้เรียบง่าย ก่อนเลื่อนมาไว้ตรงหน้าเด็กน้อย กลิ่นหอมกรุ่นอบอวลจนท้องร้องเสียงดัง
เด็กน้อยเบิกตากว้าง สูดกลิ่นอย่างอดใจไม่อยู่
โจวหยางหัวเราะในลำคอเบา ๆ แล้วเอื้อมมือลูบศีรษะเด็กน้อย “กินสิ ร้อนนิดหน่อย ระวังปากจะลวกเอานะ”
เด็กน้อยพยักหน้าแรง ๆ ก่อนคีบไม้เนื้อขึ้นมาเป่าลมฟู่ ๆ สองสามที จากนั้นก็กัดคำใหญ่ เนื้อที่ฉ่ำและนุ่มละลายในปาก รสเค็มหอมกำลังดีจนดวงตาเป็ประกาย
ชายชราก็หยิบไม้เนื้อขึ้นมาลองชิมบ้าง รอยยิ้มอบอุ่นผุดขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา
บรรยากาศในห้องครัวเล็ก ๆ นั้น ไม่ได้มีเพียงกลิ่นหอมของอาหาร หากแต่ยังเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่โอบล้อมทุกคนเอาไว้
หลังจากนั้นไม่นาน หยานเฉินไคตัวน้อยกับชายชราก็เดินออกจากห้องไป จานและเศษขยะที่เหลืออยู่ค่อย ๆ สลายหายไปอย่างเงียบงัน
นั่นก็เป็หนึ่งในความสามารถของโจวหยางเช่นกัน
เขาจูงมือน้อย ๆ เข้าสู่ห้องว่างห้องหนึ่ง ห้องนั้นแตกต่างจากห้องอื่น ๆ เพราะมันลอยอยู่กลางอากาศเหนือทิวเมฆ เด็กน้อยเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง
พลางมองผ่านหน้าต่างออกไปยังท้องฟ้าสีครามและมวลเมฆขาวที่ทอดตัวอยู่ไกลสุดสายตา
ความอยากรู้อยากเห็นฉายชัดในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความซุกซนตามวัย
โจวหยางเพียงสะบัดมือเส้นตรงอย่างสง่างาม โต๊ะและเบาะรองนั่งนุ่ม ๆ ก็ปรากฏขึ้นโดยไร้เสียง โต๊ะกว้างหกสิบเิเ
ยาวหนึ่งเมตรตั้งอยู่ตรงหน้า ขณะนั้นสายตาของเขาไม่เคยละจากเด็กน้อยเลย
‘เด็กนี่...คงไม่คิดจะปีนออกไปหรอกนะ’ เขาแอบคิดเล่น ๆ แต่พริบตาถัดมาดวงตาแทบถลนด้วยความใ
หยานเฉินไคกลับปีนขึ้นไปที่หน้าต่างจริง ๆ! เ้าตัวเล็กยันตัวจนขึ้นไปนั่งบนขอบสำเร็จ พร้อมทำหน้าภาคภูมิใจอย่างน่าเอ็นดู ความร่าเริงปนซุกซนทำให้บรรยากาศทั้งน่าขันและน่าห่วงไปพร้อมกัน
ทันใดนั้น โจวหยางก็ปล่อยลมหายใจสีเขียวออกมา กลายเป็พลังปราณจาง ๆ โปร่งใสแผ่ซ่านไปทั่วหน้าต่าง แล้วแปรเปลี่ยนเป็บาเรียป้องกันที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
สำหรับคนทั่วไปมันแทบไม่มีตัวตน แต่เด็กพิเศษอย่างหยานเฉินไคกลับมองเห็นชัดเจน เพียงแต่ไม่เข้าใจว่ามันคือสิ่งใด
เขาเพียงรู้สึกง่วงงุนขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ดวงตาค่อย ๆ หนักอึ้ง เปลือกตาปิดลงช้า ๆ ร่างน้อยทิ้งตัวเอนลงหลับไปอย่างดื้อ ๆ พร้อมเสียงถอนหายใจโล่งอกของชายชรา
โจวหยางเพียงกวาดมือง่าย ๆ พลังปราณแ่เบาถูกส่งออกไปห่อหุ้มร่างของหยานเฉินไค
ทันใดนั้น ร่างเล็กก็เปล่งแสงสีฟ้าอ่อน ลอยขึ้นเหนือพื้นราวกับไร้น้ำหนัก
ชายชราก้าวเท้าเพียงหนึ่งก้าว อากาศรอบตัวสั่นะเืร่างของเขาก็พลันปรากฏขึ้นอีกครั้งในห้องของเด็กน้อย
เขาวางเด็กลงบนเตียงอย่างอ่อนโยน ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ๆ อย่างพอใจ ความเอ็นดูค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาในใจ
“เ้าเด็กน้อยนี่...ช่างซนเสียจริง” เสียงตำหนิเบา ๆ ดังขึ้น แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น
ขณะเขาหันหลังจะเดินจากไป จู่ ๆ สัญลักษณ์สายฟ้าบนร่างของเด็กน้อยก็แผ่แสงสีดำออกมา มันชั่วขณะเดียวเท่านั้น
แต่โลกทั้งใบกลับหยุดนิ่งราวกับกาลเวลาถูกตรึงไว้
แม้เพียงเสี้ยววินาที โจวหยางก็รู้สึกถึงความผิดปกติ ทว่าเขาเพียงส่ายหน้า คิดว่าคงเป็เพราะตนเหนื่อยเกินไป
จากนั้นสายฟ้าสีดำค่อย ๆ แทรกซึมกลับเข้าสู่ร่างของหยานเฉินไค เส้นผมกว่า “สามพันเส้น” พลันขยายยาวราวกับถูกดึงด้วยพลังแห่ง์ สีดำขลับสะท้อนแสงวาวราวอัญมณีต้องแสง
ร่างเล็กกระตุกเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เติบโตขึ้นอีกเล็กน้อย ใบหน้าที่เคยอ่อนเยาว์พลันงดงามขึ้นราวกับผ่านกาลเวลา
เด็กชายที่ดูราวหกขวบเบื้องหน้า...คือสิ่งที่แม้แต่เซียนผู้เฒ่ายังไม่อาจคาดเดา
ต้นกำเนิดของเขายังคงเป็ปริศนา
เช้าวันถัดมา แสงอาทิตย์ยามอรุณค่อย ๆ สาดลอดม่านเมฆเข้ามา เด็กน้อยลืมตาตื่นขึ้นด้วยความสดใส
เขาะโลงจากเตียงอย่างร่าเริง แต่ทันใดนั้นกลับรู้สึกแปลก มุมมองรอบตัวสูงขึ้นผิดปกติ
เขาหันซ้ายหันขวา ก่อนจะอ้าปากพึมพำอย่างตื่นเต้น ตัวของเขา...ใหญ่ขึ้น!
ั์ตาสีแดงฉานราวคริสตัลโลหิตเปล่งประกายเมื่อสะท้อนแสงแดด แต่สิ่งที่ดึงดูดใจเ้าหนูมากกว่ากลับเป็ “ชุดคลุม” ที่สวมอยู่ มันขยายตามรูปร่างของเขาได้ราวกับมีชีวิต
หยานเฉินไคหัวเราะคิก รีบวิ่งปรู๊ดลงบันได ก่อนจะตรงไปหาโจวหยางด้วยท่าทางภาคภูมิใจราวกับจะอวดผลงานตัวเองให้เห็นเต็มตา
คิ้วของชายชรากระตุกเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพนั้น ทว่าความประหลาดใจกลับจางหายไปอย่างรวดเร็ว
เขาเพียงยกยิ้มบาง ๆ เพราะสิ่งนี้...ไม่เหนือความคาดหมายของผู้ที่ผ่านกาลเวลามาเกือบพันปีอย่างเขา
'เด็กน้อยนี่…เติบโตได้รวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ'เขาคิดในใจ พลางยื่นมือแตะไหล่เล็ก ๆ ของเด็กน้อยเบา ๆ
“โจวอี้หิวหรือยัง?” เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
หยานเฉินไคทำหน้ายุ่งครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า เขาอาจยังพูดภาษามนุษย์ไม่ได้ แต่ภาษาเซียนยุคดึกดำบรรพ์กลับใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว
เขาชี้นิ้วไปที่ปากด้วยท่าทีลึกลับ ทำให้โจวหยางเลิกคิ้วด้วยความสนใจ วินาทีต่อมา เด็กน้อยอ้าปากกว้าง สูดพลังปราณรอบกายเข้าไปโดยตรง ราวกับดูดเอาอากาศแห่ง์ทั้งชั้น
ในพริบตาเดียว ท้องน้อย ๆ ของเขาก็พองขึ้นให้เห็นได้ด้วยตาเปล่า แล้วเ้าหนูก็... “เลอ~” ออกมาเสียงเบา พร้อมใบหน้าภาคภูมิใจเต็มที่
โจวหยางนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง สมองอันชาญฉลาดที่ผ่านศึกมานับร้อยปีกลับขาวโพลนไปชั่วขณะ “นี่มัน...ข้าไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อนเลยจริง ๆ” เขาพึมพำอย่างงงงัน
โจวหยางยังคงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังประมวลผลสิ่งที่เห็นตรงหน้า เด็กน้อยที่เพิ่งดูดพลังปราณเข้าไปจนท้องพองกลับไม่เป็อะไรเลยแม้แต่น้อย แถมยังยืดตัวบิดี้เีอย่างสบายใจ
“เ้าหนูนี่… กลืนพลังปราณได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการปรับสมดุล…” เขาพึมพำเบา ๆ ดวงตาแฝงแววประหลาดใจปนสนุก
เขาเดินวนรอบเด็กน้อยสองสามรอบ มองั้แ่เส้นผมจรดปลายเท้า พลังแปลกประหลาดบางอย่างแ่วาบรอบร่างเด็ก
คลื่นพลังนั้นละเอียดจนเกือบกลืนไปกับอากาศ แต่ในหูของชายชรา เสียง “ชีพจรลมปราณ” ของเด็กกลับเต้นเป็จังหวะเดียวกับโลกโดยรอบ
…ไม่ใช่เพียงผู้มีพร์ นี่คือสิ่งที่แม้แต่์ยังกลั่นไม่ออก…
เขาคิดในใจ ก่อนถอนหายใจยาว ยกนิ้วแตะคางพร้อมอมยิ้ม “เ้าเด็กน้อย นับวันยิ่งทำให้ข้าสนุกขึ้นทุกที”
หยานเฉินไคยังคงยืนยิ้มกว้าง ดวงตาแดงสว่างราวเพลิง พลังที่เหลือจากการดูดซับยังแผ่ออกมาเป็ละอองสีฟ้าอ่อนเคล้าไปทั่วลานบ้านเล็ก ๆ จนต้นไม้รอบ ๆ ส่งเสียงสั่นะเืเบา ๆ
โจวหยางมองภาพนั้นอย่างเพลินตา แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้ดีว่าพลังที่มากเกินไป… หากไร้การควบคุม ก็สามารถกลายเป็ภัยได้เช่นกัน
เขายื่นมือออกไป พลันพลังสีเขียวอ่อนล้อมร่างทั้งคู่ไว้ ดวงตาเปล่งแสงขณะเอ่ยเสียงเรียบ “มานี่สิ โจวอี้… ข้าจะสอนเ้าควบคุมลมหายใจของ์”
เด็กน้อยเอียงคออย่างงุนงง แต่เมื่อชายชราโบกมือช้า ๆ พลังที่อ่อนโยนเหมือนลมหายใจแห่งฤดูใบไม้ผลิก็โอบล้อมเขาไว้ เด็กน้อยหลับตาโดยสัญชาตญาณ และพลังในกายก็ค่อย ๆ สงบลง
ภายในความเงียบ โจวหยางได้ยินเสียง “การไหลของพลัง” ที่เรียบลื่นขึ้นเรื่อย ๆ จังหวะเดียวกับสายลม เมฆ และเสียงหัวใจของเด็กคนนั้น
“ใช่… แบบนั้นแหละ” เขาพูดเสียงเบาเกือบเป็กระซิบ “อย่าต่อต้านพลัง อย่าใช้มันให้มันใช้เ้าแทน”
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ลมหายใจ เด็กน้อยค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาแดงสว่างกลับนิ่งสงบกว่าก่อน รอยยิ้มเล็ก ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้า
โจวหยางหัวเราะเบา ๆ “เ้าหนู...เ้าทำได้ดีกว่าที่ข้าคิดไว้มาก”
เขาเดินไปยกน้ำชาในหม้อเทลงจอก หยดไอร้อนลอยขึ้นอย่างนุ่มนวล ก่อนพูดต่อด้วยเสียงขรึมแต่แฝงความอบอุ่น
“จงจำไว้นะ โจวอี้สิ่งที่อยู่ในตัวเ้า ไม่ใช่ของโลกนี้ หากวันหนึ่งเ้ารู้สึกว่าท้องฟ้าแปลกไป...จงอย่ากลัว”
ลมเช้าพัดเบา ๆ ผ่านราวต้นไม้ ละอองปราณจาง ๆ แหวกไหวไปรอบตัวเด็กน้อยอีกครั้ง
หยานเฉินไคยิ้มใส ๆ พลางเงยหน้ามองฟ้า
แสงแดดตกกระทบดวงตาแดงวาวราวโลหิตที่ส่องประกาย และในเงานั้น...บางสิ่งในตัวเขาเริ่ม “ตื่นขึ้น” อย่างเงียบงัน