หลีไป๋หยางกัดฟันแน่นเืซึมออกจากริมฝีปากล่าง มือทั้งสองยังยันพื้นไว้แต่กำลังจากแขนขวาของคนแซ่แต้กลับเพิ่มขึ้นทีละส่วนกระดูกต้นคอเริ่มส่งเสียงกรอบแกรบเส้นเอ็นทั่วร่างตึงแน่นจนแทบขาดใบหน้าของหลีไป๋หยางถูกกดต่ำลงเรื่อย ๆ
หน้าผากของเขาเกือบจะแตะกับพื้นดินแล้ว
หลีไป๋หยางกำหมัดแน่น พยายามเงื้อหมัดซ้ายต่อยสวนขึ้นไปที่ท้องของมันแต่ยังไม่ทันได้ััร่างแรงจากก้านคอก็เจ็บแปลบปลาบ ราวกระดูกจะหักเป็เสี่ยงดวงตาพร่ามัวมองเห็นแต่แสงดาวระยิบระยับระลานตาในหูมีแต่เสียงลั่นอึงอลราวระฆังรบกระทบหูซ้ำแล้วซ้ำเล่ามือขวายื่นตะกุยไปข้างล่างอย่างสิ้นหวังพลันกระทบถูกสิ่งแข็งบางอย่างที่ข้อเท้าเย็นเยียบเหมือนเหล็ก
ยามร้อนรุ่มถึงที่สุดสติไม่ทันไตร่ตรองเขาเพียงแต่คว้าดึงมันออกมาแล้วจ้วงแทงไปตรงหน้าเสียง "ฉึก!"ดังแน่นของแข็งนั้น...ปักลงตรงท้องน้อยของคนแซ่แต้เต็มแรงคนแซ่แต้ส่งเสียงร้องลั่น ถอยกรูดไปสองก้าว ดวงตาเบิกกว้างเห็นมีดพกใบกว้างปักจมลงกลางท้องน้อย
มันหันหน้าสู่วิถีตะวันตกแสงสนธยาสาดต้องคมมีด สะท้อนประกายเย็นเยียบ มันอ้าปากหมายกล่าวว่า “เป็ไปไม่ได้...” แต่เพียงริมฝีปากขยับกลับไร้เสียงใดๆหลุดออกมา มือของมันค่อยๆ เอื้อมแตะด้ามมีด ร่างสั่นสะท้าน คิดจะดึงออกแต่เพียงขยับนิดเดียวความเ็ปก็แล่นแปลบปลาบขึ้นทั่วร่างมันจึงชะงักค้างอยู่เช่นนั้น
หลีไป๋หยางหน้าถอดสี ใจเต้นระรัวราวกับกลองศึกถอยกรูดไปจนแผ่นหลังชิดกำแพงเย็นเฉียบ กงยี่กับเหล่าองครักษ์ที่กำลังต่อสู้พลันชะงักเหลียวมองต้นเสียงด้วยความตระหนก คนแซ่แต้ซวนเซไปข้างหน้า มือขวากุมาแที่ชายโครง โลหิตสดๆ ซึมผ่านง่ามนิ้ว ร่วงหยดเป็ทางาแฉกรรจ์ฉีดพ่นโลหิตเป็สาย เขาสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง ฝืนเอ่ยเสียงขาดห้วงว่า “กงยี่...แจ้งท่านพ่อ...ล้างแค้น...แทนข้าด้วย...” พูดจบ มือขวาสะบัดมีดสั้นเปล่งประกายวาววับกลางอากาศ พุ่งไปเบื้องหน้า
เสียงเนื้อฉีกขาดดังชัดในความเงียบ ร่างหนึ่งทรุดฮวบลง หอบหายใจแ่แ่ ก่อนร่างกายจะแข็งเกร็งกระตุกเฮือกสุดท้ายแล้วนิ่งไป กงยี่ควบม้าพุ่งทะยานขึ้นเหนือไป ร่างของมันเลือนหายไปในสายลมองครักษ์ซ้งกวาดตามองรอบด้าน ประสบการณ์สั่งให้มันรู้ว่า อีกไม่นานคนของศัตรูต้องตามมาแน่ มันกระชากแขนหลีไป๋หยางให้ขยับ แต่ร่างอีกฝ่ายยังแข็งทื่อ ริมฝีปากซีดเผือด หลีไป๋หยางพึมพำเหมือนคนละเมอ “ข้าไม่ได้อยากฆ่ามัน...ไม่ได้อยาก...”
หลีไป๋หยางยืนตัวแข็งสายตาจับจ้องซากศพที่ถูกหามเข้าไปในโรงเต๊ยม มือทั้งสองเย็นเฉียบแม้จะพยายามสูดลมหายใจลึก ๆ แต่ภายในใจกลับปั่นป่วนจนแทบยืนไม่ติด
องครักษ์ซ้งหันมามอง เห็นสีหน้าซีดเผือดของนายน้อยแห่งพรรคพยัคฆ์ขาวก็ขมวดคิ้วแน่นรู้ดีว่าคนผู้นี้ยังไม่เคยผ่านความเป็ความตายในยุทธจักร จึงเอ่ยเสียงเข้ม“พวกเราไม่มีทางเลือกมากนัก ถ้าไม่รีบจัดการตอนเช้าผู้คนพลุกพล่าน จะเป็เื่ใหญ่แน่”
ดีที่ยามนั้นฟ้าเริ่มมืด บนทางหลวงไร้ผู้คนองครักษ์ย้งกับองครักษ์ฉิงตงช่วยกันหามศพคนแซ่แต้เข้าไปในโรงเตี๊ยม องครักษ์ซ้งเหลียวมองไปรอบด้านก่อนหันไปเอ่ยกับหลีไป๋หยาง “เ้ามีเงินติดตัวหรือไม่?”
หลีไป๋หยางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าล้วงหยิบเงินออกมาสิบกว่าตำลึง ยื่นส่งให้ องครักษ์ซ้งรับไว้วางลงบนโต๊ะตรงหน้าผู้เฒ่าจง เอ่ยเสียงหนักว่า “ผู้เฒ่าจงคนต่างถิ่นผู้นี้ลวนลามหลานสาวท่าน นายน้อยเราช่วยออกหน้าเพราะคุณธรรมถูกบีบจนต้องฆ่าคน เื่นี้ทุกคนล้วนเห็นกับตา สืบเนื่องจากท่าน หากลุกลามออกไปไม่ว่าผู้ใดก็ปัดความรับผิดชอบมิได้ เงินจำนวนนี้ท่านรับไว้จัดการฝังศพให้เรียบร้อย แล้วค่อยหาทางปิดเื่ให้แเี”
ผู้เฒ่าจงรับเงินมาสีหน้าลังเลใจอยู่ชั่วครู่ก่อนถอนหายใจหนัก ๆ มือเหี่ยวย่นลูบเคราเป็เชิงครุ่นคิดจากนั้นพยักหน้า “เอาเถอะหากพวกเ้าเต็มใจรับผิดชอบ เราก็ไม่พูดอะไรมาก”
องครักษ์ฉิงตงที่ยืนเงียบมาตลอดกล่าวขึ้นเบา ๆ “แต่พวกเราจะฝังศพที่ไหน? ถ้าฝังใกล้ทางหลวงแล้วมีคนพบเข้าเกรงว่าคงไม่อาจปิดบังได้”
องครักษ์ซ้งเหลือบตามองออกไปนอกหน้าต่างฟ้ามืดสนิทแล้ว แต่ในใจกลับเหมือนคลื่นลมที่ยังไม่สงบ เขาเอ่ยเสียงเรียบว่า “ต้องหาที่ฝังที่ปลอดภัย…หลังเขาทางเหนือของเมืองมีสุสานร้างไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ พวกเราจะฝังที่นั่น”
เหล่าองครักษ์เคลื่อนย้ายซากศพไปฝังยังสุสานร้างเร่งมือกลบฝังซากศพก่อนจะกลับมาใช้จอบเขี่ยดินกลบคราบโลหิตหน้าโรงเตี๊ยม จนไม่เหลือร่องรอยให้ติดตามเมื่อแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงหันไปมองผู้เฒ่าจง แววตาเย็นเยียบ มันกล่าวเสียงเรียบแต่แฝงแววคุกคาม“ภายในสิบสี่วัน หากแน่ใจว่าข่าวคราวไม่รั่วไหล พวกเราจะส่งเงินห้าสิบตำลึงให้ท่านแต่หากท่านปากพล่อย พรรคพยัคฆ์ขาวฆ่าคนมานับไม่ถ้วน ต่อให้ฆ่าพวกท่านหนึ่งเฒ่าหนึ่งเด็กอีกสองคน ก็หามีผู้ใดนำพาไม่”
ผู้เฒ่าจงหน้าซีดเผือด รีบพยักหน้าถี่ “ข้าจะไม่พูดเื่นี้ต่อใคร”
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น องครักษ์ซ้ง องครักษ์ย้งองครักษ์หลงและองครักษ์ฉิงตงจึงพากันจากไป ท้องฟ้าเวลานี้มืดสนิทราตรีแผ่ปกคลุมทั่วทั้งชานเมือง
หลีไป๋หยางเดินกลับตำหนักพยักฆ์ขาวพร้อมจิตใจหวาดหวั่นแม้ร่างกายของเขาจะยังปกติดี แต่ในใจคล้ายมีแรงกดดันมหาศาลเสมือนกำลังแบกหินหนักไว้บนบ่า เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโถงก็เห็นบิดานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก หลับตานิ่งเหมือนกำลังครุ่นคิด
หลีไป๋หยางชะงักเล็กน้อย ก่อนสูดลมหายใจลึกเอ่ยเรียกเสียงแ่แต่แฝงความสั่นไหว “ท่านพ่อ...”
หลีไป๋หยางยังคงยืนตัวแข็งดวงตาสั่นระริก ขณะจิตใจปั่นป่วนไม่อาจสงบลงได้ มันไม่กล้าตอบ ไม่กล้าสบตาบิดา กลัวว่าผู้เป็บิดาจะล่วงรู้เื่ที่เกิดขึ้นในโรงเตี๊ยมหลีจิ้นฉางเห็นบุตรชายไม่ตอบ สีหน้ายังคงยิ้มแย้ม แต่ในดวงตามีแววเฉียบคมมือที่ถือจอกน้ำชายกขึ้นมาอีกครั้งกล่าวว่า“คืนกระบวนท่า” เสียงของเขาแม้ไม่ดังนักแต่หนักแน่นประหนึ่งคมกระบี่ หลีไป๋หยางสะดุ้งเฮือก รู้ว่าหากเป็เวลาปกติกระบวนท่าที่บิดาใช้คือ ดาวดิ่งพระสุธา ตนเองต้องตอบโต้ด้วยท่าที่สี่สิบหก บุปผาบานยามราตรีตามหลักวิชาเพลงดาบปราบอสูรแต่ในยามนี้ จิตใจของมันคล้ายล่องลอยไปในทะเลคลื่น ยังจมอยู่ในความหวาดหวั่นจากเหตุการณ์ฆ่าคนในโรงเตี๊ยม
จอกน้ำชาของหลีจิ้นฉางควันลอยตัวขึ้นช้าๆตามกระแสลมและความร้อนพลันเลือนลางหายไปหยุดชะงักลงก่อนกระทบผิวกาย มันเลิกคิ้วเล็กน้อย เอ่ยเสียงเรียบว่า“เป็อะไรไป? หากออกท่องยุทธภพ พบศัตรูเข้มแข็งเ้าคิดจะยืนตัวแข็งทื่อเช่นนี้รึ? หากเป็ดาบจริงหัวไหล่ของเ้ายังเหลืออยู่หรือ?” ปากแม้กล่าวตำหนิทว่ามุมปากยังคงแย้มยิ้ม สายตาแม้ดูเป็ปกติ แต่หลีไป๋หยางรู้ดีว่าบิดากำลังจับสังเกตตนอย่างถี่ถ้วน
หลีไป๋หยางรับคำคราหนึ่ง ซ้ายก้าวขวากลับ หลบแฉลบไปด้านหลังบิดาเอื้อมมือคว้า แส้หนังเสือทองที่พาดอยู่เหนือขื่อ กวัดแกว่งวงใหญ่ ใช้ท่า เงาัสะบัดหาง ตวัดฉับเข้าใส่ข้างเอว
หลีจิ้นฉางหัวเราะฮา พลิกพัดขนนกในมือสะบัดขึ้นเบา ๆคลี่ออกดังฟึ่บ ดันรับแส้หนังของบุตรไว้เต็มกระบวน แล้วหมุนสะโพกหลบฉากไปข้างหนึ่งใช้ท่า หงส์โปรยปีกกลับรังสะบัดพัดย้อนกลับไล่ตีแส้ที่ฟาดมา
หลีไป๋หยางสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง สะกดใจมิให้ร้อนรุ่มตั้งหลักใหม่ กำแส้แน่น พริบตาเปลี่ยนเป็ท่า เมฆหมอกลอยลม ตวัดแส้เฉียงจากเบื้องล่างพุ่งขึ้นบนหวังบีบให้บิดาต้องถอย
สองพ่อลูกประมือกันราวัพบพยัคฆ์ พัดขนนกกับแส้หนังเฆี่ยนตีกันสายฟ้าแลบ ครู่เดียวผ่านไปกว่าห้าสิบกระบวนท่า หลีไป๋หยางเริ่มหอบแรง
หลีจิ้นฉางตวัดพัดเบี่ยงหลบพลิกกลับมือสะบัดลงกึ่งกลางหลังบุตรด้วยท่า คลื่นลมซัดฝั่ง เสียงดังฉาดกระทบเข้าแผ่นหลังเต็มแรง หลีไป๋หยางรู้สึกแขนขวาชาวาบ แส้หนังเสือทองหลุดจากมือเสียงดังกราว
หลีจิ้นฉางหัวเราะพลางกล่าวว่า “ดี เดือนนี้ฝีมือเ้าก้าวหน้าไม่น้อยสามกระบวนสุดท้ายเกือบทำข้าหลุดมือนัก” พลางทรุดนั่งลงบนเก้าอี้หยกหยิบกล้องยาสูบออกมายัดยาเส้น กล่าวต่อไปว่า “ไป๋หยาง วันนี้มีเื่หนึ่งที่ข้าต้องบอกเ้า”
หลีไป๋หยางล้วงหินเหล็กไฟออกจากอกเสื้อ ตีไฟจุดขึ้นคาบยาเส้นของบิดาไว้ กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ท่านพ่อได้รับสัญญาการค้าจากฮ่องเต้กระนั้นหรือ?”
หลีจิ้นฉางสั่นศีรษะ ยิ้มพลางพ่นควันกล่าวว่า “การค้าหรือ?พรรคเรายังกลัวไร้ทางทำกินหรือ? ข้ากลัวแต่เพียงว่า...ยามเคราะห์มาถึงจะไร้คนรับมือต่างหาก”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวช้า ๆ ว่า “เมื่อครู่มีจดหมายจากแต้เจี้ยนเฉินแห่งพรรคเทียนซาน เขารับของกำนัลที่เราส่งไปให้แล้ว”
หลีไป๋หยางได้ฟังคำ “แต้เจี้ยนเฉิน” กับ “มณฑลหนานจวิน”พลันรู้สึกใจเต้นระรัว ทวนถ้อยคำช้า ๆ ว่า “รับของกำนัลของพวกเรา”
หลีจิ้นฉางเห็นบุตรชายเงียบขรึม ไม่ตอบโต้เช่นทุกครา จึงทอดถอนใจแ่เบาวางกล้องยาเส้นลงบนโต๊ะ เอื้อมมือมาตบไหล่เขาเบา ๆ กล่าวว่า “ไป๋หยาง เ้าเป็คนฉลาด หากมีเื่อันใดค้างคาใจจงว่ามาเถิด อย่าได้ปิดบังพ่อเลย”
หลีไป๋หยางเงยหน้าขึ้น ชำเลืองมองบิดาอย่างลังเลครั้นแล้วกัดฟันแน่น กล่าวออกมาว่า “ท่านพ่อ... ท่านบอกว่าเ้าอารามแต้เจี้ยนเฉินแห่งหนานจวิน...รับของกำนัลของพวกเราแล้วเื่นี้...เกี่ยวข้องกับผู้ใดหรือ?”
หลีจิ้นฉางแค่นเสียงเ็าแววตาที่ทอดมองไปนอกหน้าต่างแลดูหม่นหมองยิ่งนัก เอ่ยว่า “เ้าก็รู้ว่า หนานจวินห่างไกลจากพวกเราเพียงใด...แต่บัดนี้ข่าวในยุทธจักรระส่ำระสาย พวกเราคุ้มกันสินค้าทางใต้หากไร้ผู้คุ้มกันในทางเหนือ เกรงว่าจะมีภัยอันตรายยิ่งกว่าที่คิด”
เว้นวรรคครู่หนึ่ง เขาหันกลับมาจ้องลึกในดวงตาบุตรชายกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า“แต้เจี้ยนเฉินผู้นี้ แม้นจะอยู่ไกลโพ้น แต่ชื่อเสียงเกรียงไกรฝีมือสูงส่งเกินหยั่ง ถึงจะอยู่ในอาราม แต่เล่าลือกันว่า ศิษย์ในพรรคซานนั้น มีผู้ฝึกเพลงดาบจนถึงขั้นสูงสุด หลายคนล้วนกล้าหาญเหี้ยมเกรียม”
หลีไป๋หยางฟังถึงตอนนี้ พลันใจเต้นระรัว ริมฝีปากเม้มแน่น กล่าวช้าๆ ว่า
“ท่านพ่อคิดจะผูกไมตรีกับพรรคเทียนซาน...เพื่อคุ้มกันทางเหนือหรือ?”
หลีจิ้นฉางยิ้มบาง ๆ ดวงตาหรี่ลงดังจ้องลึกเข้าไปในเงามืดกล่าวว่า“ใช่แล้ว...แต่การคบหาสหายในยุทธจักรบางคราวก็มิอาจรู้ได้ว่า เป็มิตรแท้หรือศัตรูแฝง” กล่าวจบเขาลุกขึ้นยืน เอามือไพล่หลัง เดินช้า ๆ ไปยังหน้าต่าง มองออกไปไกลโพ้นราวกับเห็นทะลุภูผาแม่น้ำอันไกลแสนไกลกล่าวขึ้นอีกว่า“ไป๋หยาง... เ้าอย่าคิดว่าพรรคเรายิ่งใหญ่ก็ไร้ผู้กล้ามารุกรานในยุทธจักรครั้งนี้พายุใหญ่กำลังก่อตัว หากเราไม่หาทางยึดโยงสหายไว้เกรงว่าวันข้างหน้า เ้าจะต้องรับมือกับภัยที่ยิ่งกว่าภัย”
หลีไป๋หยางได้ฟังคำบิดาแล้ว ในใจปั่นป่วนยิ่งนักเขาค้อมศีรษะต่ำ กล่าวเบา ๆ“ท่านพ่อ ข้าจะจำไว้”
หลีจิ้นฉางเหลือบมองบุตรชาย ยิ้มบาง ๆแต่แววตาแลดูเงียบขรึมยิ่ง พลางกล่าวว่า
“ไป๋หยาง...เื่เหล่านี้ เ้าฟังแล้วย่อมเห็นว่าธรรมดา แต่ยามถึงวันเคราะห์ร้ายจึงจะรู้ว่าหนึ่งถ้อยคำ หนึ่งไมตรี นั้น...ประเสริฐกว่าดาบที่คมกริบเป็ไหน ๆ” มือซ้ายยกกล้องยาเส้นขึ้นจ่อริมฝีปากพ่นควันยาวเหยียดออกไป ทอดตามองม่านควันเลือนลาง ราวกับมองทะลุไปถึงวันเก่าก่อนแล้วกล่าวช้า ๆ ว่า “ครั้งหนึ่ง... ทวดของเ้า เพียงคำเดียว 'สหาย' คำนี้ก็ทำให้พวกเราอยู่รอดปลอดภัยจากภัยใหญ่เมื่อยี่สิบปีก่อน”