แม้อากาศยามเช้าของวันกลางสัปดาห์ดูอึมครึมคล้ายฝนจะตก แต่ผู้เฒ่าเทียนก็ไม่เปลี่ยนใจที่จะพาเด็กห้าขวบไปพบผู้มีวิชา หลังจากแต่งชุดข้าราชการสีครามแล้วก็ไปกินมื้อเช้ากับหลานชาย ที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าฝ้ายคอกลม แขนสั้น สีขาว ทับกางเกงขาก๋วยสีน้ำตาล นั่งรออยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหาร
ขณะที่ไม้นำอาหารไปวางต่อหน้าผู้เป็นาย ผู้เฒ่าเทียนได้สังเกตเห็นนิ้วชี้ติดผ้าพันแผลเหมือนกูณฑ์
“นิ้วเอ็งไปโดนอะไรมา ไม้”
“นายน้อยเมฆกัดขอรับ”
“หึ เอ็งคงแกล้งทารกเหมือนเ้ากูณฑ์สินะ”
บ่าวรับใช้ก้มหน้างุด “บ่าวแค่...”
ผู้เฒ่าเทียนไม่อยากฟังคำแก้ตัวจึงชิงตัดบท “เอ็งเล่าเื่นี้ให้ใครฟังไปบ้างหรือยัง”
“ยังขอรับ”
“ดีแล้ว จำไว้ให้ดีนะ ไอ้ไม้ ห้ามเล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้ใครฟังเด็ดขาด ข้าไม่้าให้ใครเห็นหลานของข้าเป็ตัวประหลาด เข้าใจไหม” ผู้เฒ่าเทียนไม่ได้บอกเหตุผลแท้จริงกับไม้ เพราะเห็นว่ายังไม่จำเป็
“ขอรับ ข้าจะไม่ปริปากสักคำ”
ก่อนที่ไม้จะขยับตัวถอยออกไป ผู้เฒ่าเทียนก็สั่งงานต่อ “เดี๋ยวเอ็งไปจัดเสื้อผ้าให้กูณฑ์สักเจ็ดชุด แล้วเตรียมรถม้าด้วย กินข้าวเสร็จ ข้าจะพากูณฑ์ไปหาที่เรียน”
“ขอรับ”
“อ้อ แล้วเตรียมข้าวหน้าปลาสี่ห่อกับน้ำสี่กระบอกไปด้วยนะ"
“เอ่อ สี่ห่อหรือขอรับ” ไม้ถามให้แน่ใจ เพราะสมาชิกที่จะไปกับผู้เฒ่าเทียนมีแค่สามคน เหตุใดเ้านายถึงให้เตรียมสี่ห่อ
“อือ” ผู้เฒ่าสูงวัยตอบสั้น ๆ แล้วตักข้าวต้มใส่ปาก ปล่อยให้ไม้ถอยจากโต๊ะกินข้าวไปพร้อมกับความสงสัย
“ท่านปู่ ทำไมต้องจัดเสื้อผ้าให้ข้าด้วยล่ะ” เด็กผมจุกถามหลังจากกลืนข้าวต้มลงคอแล้ว
“เดี๋ยวเอ็งก็รู้เองแหละ”
ประมาณยี่สิบนาทีต่อมา ชายชราก็พาหลานชายขึ้นรถม้า ก่อนจะสั่งให้สารถีออกเดินทางทันที ม้าลากพาหนะออกจากรั้วเรือน แล้วมุ่งหน้าไปทางใต้ของหมู่บ้านชงโค ผ่านบ้านเรือนที่ปลูกสะเปะสะปะตามสองข้างทาง ก่อนจะถึงบริเวณที่มีเพียงต้นไม้สูงใหญ่ที่ยื่นกิ่งยาวซ้อนกันจนคล้ายหลังคาที่ธรรมชาติสร้างให้ความร่มเงาแก่ทางสัญจร
พอดวงอาทิตย์สูงจากขอบฟ้าสิบห้าองศา สารถีก็หยุดรถม้าตรงทางเข้าป่าดงเย็น แล้วะโบอกผู้ที่นั่งอยู่ข้างในว่า “ถึงแล้วขอรับ นายท่านจะเดินหรือนั่งรถม้าเข้าไปขอรับ” ผู้เฒ่าเทียนไม่เคยสั่งให้เขานำรถม้าเข้าไปในป่าสักครั้ง ไม้จึงต้องถามให้แน่ใจ
“ตรงไป แล้วเลี้ยวขวา แล้วตรงไปอีกสิบกิโล”
แม้ไม่รู้ว่าเ้านายจะไปที่แห่งใด แต่ไม้ก็ยังทำตามคำสั่งโดยไม่ปริปากถาม
ประมาณสามสิบนาทีต่อมา รถม้าลากก็หยุดตรงปากถ้ำแห่งหนึ่งตามคำสั่งของผู้เป็นาย
“ที่นี่แหละ” ผู้เฒ่าเทียนลงจากรถม้าก่อน แล้วค่อยอุ้มหลานลงมา
“สำนักศึกษาอยู่ที่ใดขอรับ” เด็กผมจุกงง เหลียวซ้ายแลขวามองไปรอบตัวแล้วเห็นแต่ป่า ไม่มีสำนักศึกษาสักแห่ง
“ตามข้ามา” ผู้เฒ่าเทียนนำทางกูณฑ์กับไม้เข้าปากถ้ำที่มีอยู่แห่งเดียวในเขตชั้นนอกของป่าดงเย็น
เขาลัดนิ้วจุดเปลวเพลิงขึ้นบนหัวแม่โป้งด้วยคาถาที่ท่องในใจ ความมืดจึงหลบทางให้แสงสว่างก้าวไปตามทางที่เดินเบียดสวนกันได้คนสอง พอเข้าถึงกลางโถงกว้างประมาณห้องที่มีขนาดห้าคูณห้าเมตร ปลายไม้พันผ้าชุบน้ำมันที่ชาวบ้านนำมาปักไว้บนพื้นดินก็สว่างขึ้นโดยไม่มีใครจุด ร่างของพระเถระวัยเจ็ดสิบห้าที่นั่งกรรมฐานอยู่บนโขคหินขนาบคบเพลิงสองแท่งจึงปรากฏแก่สายตาของผู้มาเยือน
แม้จะไม่เคยเห็นตัวจริงของพระเถระเลื่องชื่อที่ผู้คนร่ำลือไปทั่วแคว้นมาก่อน แต่ผู้เฒ่าเทียนก็มั่นใจว่าบุรุษห่มจีวรสีหมากผู้นี้ต้องเป็พระเจิมแน่นอน แม้ท่านจะสูงวัยแล้ว แต่ยังมีราศีจับเสียจนผู้ใหญ่บ้านถึงกับยืนอึ้งไปชั่วขณะ พอถึงสติกลับมาได้ก็นำผู้ติดตามสองคนก้มกราบอริยสงฆ์ที่อยู่เบื้องหน้า
“นมัสการพระคุณเ้าขอรับ” แม้เปลือกตาของพระภิษุกผู้นั้นไม่ขยับ แต่ผู้เฒ่าเทียนก็ยังเอ่ยต่อ “ข้านำอาหารมาถวายขอรับ”
ในที่สุดไม้ก็รู้คำตอบว่า เหตุใดเ้านายถึงให้เตรียมข้าวสี่ห่อ เขาจึงหยิบข้าวหน้าปลาหนึ่งห่อกับไม้ไผ่จุน้ำหนึ่งกระบอกยื่นให้ผู้เฒ่าเทียนอย่างรู้งาน
“กูณฑ์ มาถวายข้าวกับปู่”
เมื่อฆารวาสมาประเคนอาหาร พระเถระจึงลืมตาขึ้นมารับ และอำนวยพรก่อนจะสนทนากับผู้มาเยือน หลังจากพวกเขาก้มกราบสามครั้ง
“อาตมาไม่รับศิษย์หรอกนะ ประสกพากันกลับไปเถอะ” อยู่ดี ๆ พระผู้สำเร็จอภิญญาห้าก็พูดขึ้นมาโดยมิรอให้ชายชราเอ่ยออกมาก่อน
ทุกคนรู้สึกแปลกใจกันหมด ยกเว้นผู้เฒ่าเทียนที่รู้อยู่แล้วว่าท่านอ่านใจคนได้
“เอ่อ พระคุณเ้าขอรับ ถือว่าทำเพื่อชาติเถอะขอรับ โปรดเมตตาสั่งสอนหลานชายของข้าด้วย” ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าท่านถือความสันโดษเป็ที่ตั้ง แต่ผู้เฒ่าเทียนก็ยังขอร้อง
“ทำเพื่อชาติงั้นรึ” คำนี้สะกิดใจพระสูงวัยยิ่งนัก เพราะในอดีตเคยเป็ทหารของกองทัพบูรพาพยัคฆ์ที่ประจำอยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้นสัตตบรรณ แต่พลาดท่าเสียทีพวกรากษสจนถูกทำลายจุดกำเนิดพลังรบ จึงตัดสินใจออกบวชเป็พระภิษุกนับแต่นั้นมา
“ขอรับ ข้าอยากให้หลานชายสอบเข้าสำนักเตรียมศึกษาให้ได้ จะได้มีโอกาสสอบเข้าเรียนสำนักจตุรธาตุ เพื่อเป็ทหารในกองทัพ ช่วยรักษาชาติบ้านเมืองต่อไปขอรับ”
ใช่ว่าคนจบจากสำนักอื่นจะไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมกองทัพ แต่ต้องยอมรับว่าทั้งห้ากองทัพของแคว้นสัตตบรรณ้าผู้ที่จบจากสำนักจตุรธาตุในจำนวนที่มากกว่าสำนักอื่น เพราะเป็ต้นตำรับของวิชาสัประยุทธ์และกฤตยาคมมากมาย
“ขยับเข้ามาใกล้ ๆ อาตมาหน่อย” พระเถระกวักมือเรียกเด็กห้าขวบเข้าไปหา
กูณฑ์มองปู่เชิงขออนุญาต พอปู่พยักหน้าสนับสนุน เขาถึงคลานเข่าเข้าไปใกล้พระภิษุในระยะเอื้อมถึง
“หลับตาลง” สั่งแล้ว พระเถระก็ยกดัชนีจิ้มหว่างคิ้วของเด็กน้อย ใช้จิตส่องใจของกูณฑ์ แล้วจึงลืมตาเอ่ยว่า “เด็กผู้นี้มีจิตใจดี" จากนั้นก็ทำนายอนาคตให้นิดหน่อย "จะเป็ผู้สนับสนุนคนสำคัญของแคว้น ได้ อาตมาจะรับไว้เป็ศิษย์”
“ขอบพระคุณขอรับ” พูดจบ เขาก็ก้มกราบสามครั้ง แล้วเงยหน้ามาบอกหลานว่า “อ้าว รีบกราบพระอาจารย์เจิมสิ กูณฑ์”
หลังจากหลานกราบพระอาจารย์แล้ว ผู้เฒ่าเทียนก็เอ่ยกับพระสงฆ์ต่อ “พระคุณเ้าขอรับ ไหน ๆ ท่านก็ยอมรับศิษย์แล้ว ข้าอยากจะขอ...”
ผู้เฒ่าเทียนยังพูดไม่ทันจบ อริยสงฆ์ก็ตัดบทอย่างรู้ทันความคิดของชายสูงวัย ที่อยากให้ตนรับเด็กในหมู่บ้านชงโคมาเป็ศิษย์อีกสักสี่ห้าคน จะได้เรียนเป็เพื่อนหลานชายของเขา จึงปฏิเสธไปว่า
“อาตมาไม่ประสงค์จะรับผู้ใดเป็ศิษย์อีก แค่เด็กคนนี้คนเดียวก็พอแล้ว”
“ขอรับ” ผู้เฒ่าเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงผิดหวัง แล้วก็นึกถึงพวกรากษสขึ้นมาได้ จึงเอ่ยว่า “พระคุณเ้าขอรับ ่นี้พวกรากษสตามล่าเด็กที่เกิดในวันดาวาาโชคปรากฏ ข้าเกรงว่า...” อีกครั้งที่ผู้เฒ่าเทียนถูกขัด
“ไม่ต้องกังวลเื่ความปลอดภัยของเด็กในหุบเขาชงโคหรอก อาตมากางยันต์มรณาตามแนวป่าชั้นในไว้แล้ว พวกมันไม่มีทางออกมาทำร้ายใครได้หรอก”
“โอ้ ขอบพระคุณขอรับ เป็บุญของชาวบ้านในหุบเขาชงโคโดยแท้ ที่ได้รับเมตตาจากพระอาจารย์เจิม"
“มีอะไรจะขออีกหรือไม่” พระเจิมถามด้วยเสียงเรียบ ใบหน้านิ่งไม่แสดงอารมณ์ใด สร้างความเกรงใจแก่ผู้ที่้าถามต่อยิ่งนัก
ผู้เฒ่าเทียนจึงเอ่ยสั้น ๆ ว่า “ไม่มีแล้วขอรับ” ทั้งที่ใจอยากถามถึงอนาตคของแดนทิพย์ว่าจะรอดพ้นเงื้อมมือของพวกรากษสหรือไม่ และยังอยากรู้อีกว่าชะตาของเมฆจะเป็อย่างไรเมื่อเติบโตขึ้น
พระเถระรู้สิ่งที่อยู่ในใจของเขาทุกอย่าง แต่เลือกที่จะไม่พูด เพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์ ทว่าท่านยังเมตตาให้ข้อมูลบางอย่างที่เป็ประโยชน์แก่เขา
“ที่จริง ถึงอาตมาจะไม่กางยันต์ป้องกันพวกรากษส ประสกก็รับมือพวกมันได้ไม่ยากหรอก ุ์ในป่าดงเย็นยังไม่แข็งแกร่ง เพราะภายในขาดความสามัคคี พวกมันแบ่งออกสองฝ่าย อาศัยอยู่บริเวณหนองน้ำฝั่งตะวันตกกับฝั่งตะวันออก กำลังแย้งกันเป็เ้าของบึงใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง หลายปีที่ผ่านจึงไม่ออกมาระรานมนุษย์ในป่าชั้นนอก ถึงตอนนี้เ้าเผ่ารากษสจะมีคำสั่งให้ทุกหน่วยในแดนทิพย์จับเด็กที่เกิดเมื่อวานซืน แต่พวกที่อยู่ในป่าชั้นในก็ด้อยฝีมือเกินกว่าจะเอาชนะประสก หรือทหารป้องกันหมู่บ้านได้”
“แต่พวกมันมีมนตร์ดำนะขอรับ สองหมู่บ้านในหุบเขาชงโคมีคนรู้วิชาอาคมเพียงหยิบมือ หากมันใช้มนตร์ดำกับชาวบ้าน ข้าเกรงว่าจะรับมือไม่ไหว” ผู้เฒ่าเทียนบอกถึงสิ่งที่เป็กังวล
“พวกที่รู้มนตร์ดำในหน่วยนี้ก็มีไม่กี่ตนหรอก พวกมันกัดกันเองจะเอาเวลาไหนมาเพิ่มศักยภาพให้สมาชิกในหน่วย และอีกไม่พวกรากษสจะเลิกตามหาผู้ครองพลังรบสูงสุดแต่กำเนิดไปเอง”
“ถ้าเป็เช่นนี้ ข้าก็เบาใจขึ้นเยอะขอรับ” ผู้เฒ่าเทียนรู้สึกเหมือนยกูเาออกจากอกที่ได้รู้ข่าวนี้ เขาอยากรู้ต่อว่าทำไมพวกมันถึงล้มเลิกความตั้งใจที่้าทำให้สำเร็จมานาน แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถาม
อริยะสงฆ์หน้านิ่งรู้สิ่งที่อยู่ในใจของผู้เฒ่าเทียน แต่ไม่ตอบตรง ๆ เพียงเตือนว่า “แต่อย่าประมาท อีกหกปีข้างหน้า เผ่ารากษสจะแข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะหน่วยที่อยู่ในป่าดงเย็น และพวกมันจะออกตามหาผู้สำเร็จพลังรบสูงสุดแต่กำเนิดอีกครั้ง”
“ขอบพระคุณขอรับ พระคุณเ้า วันหลังข้าจะพาผู้นำหมู่บ้านไผ่ตงมากราบท่านขอรับ”
สิ้นเื่ที่จะเอ่ยกับผู้ใหญ่แล้ว พระสูงวัยก็เบนสายตาไปมองศิษย์ตัวน้อยที่นั่งพับเพียบอยู่เบื้องล่างโขดหินใกล้กับหัวเข่าของเขา
“เอ็งเป็ศิษย์คนแรกของข้า ถือว่าเรามีวาสนาต่อกัน อยากเรียนกับข้าหรือไม่”
“อยากขอรับ” เด็กอยากรู้อยากเห็นตอบอย่างหนักแน่น
อีกครั้งที่พระเถระยกดัชนีแตะหว่างคิ้วของเด็กน้อย แล้วหลับตาลงครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “มีธาตุกำเนิดที่โดดเด่น”
“ธาตุอะไรขอรับ” ผู้เฒ่าเทียนถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“เตโชธาตุ เช่นเดียวกับประสก”
ผู้เฒ่าเทียนยิ้มแก้มปริ ดีใจที่หลานมิใช่ผู้มีธาตุไร้ลักษณ์ มิเช่นนั้นจะไร้ความก้าวหน้าในฝึกกฤตยาคม ต่อให้สอบติดสำนักจตุรธาตุก็เป็ได้เพียงศิษย์ทั่วไป และยากที่จะมีความก้าวหน้าในกองทัพ
“กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เจิมสิ กูณฑ์” ผู้เฒ่าเทียนบอกหลานที่นั่งอยู่ใกล้พระสงฆ์
พอหมดธุระแล้ว ผู้เฒ่าเทียนกับไม้ก็กราบลาพระรูปนั้น แล้วหยัดกายลุกขึ้นยืน โดยมีกูณฑ์ลุกตามด้วย
“เอ็งจะไปไหน กูณฑ์”
“กลับบ้านกับท่านปู่ขอรับ” เด็กน้อยตอบอย่างใสซื่อ
“เอ็งต้องอยู่ศึกษาเล่าเรียนกับพระอาจารย์ที่นี่”
“พรุ่งนี้ค่อยมาไม่ได้หรือขอรับ” กูณฑ์ถามแล้วกวาดตามองรอบถ้ำ เขารู้สึกว่าที่นี่น่ากลัว หากต้องอยู่กับคนแปลกหน้าโดยไม่มีปู่เคียงข้าง
“วิชาบางอย่างต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง การเดินทางไป ๆ มา ๆ จะเป็อุปสรรคต่อการเล่าเรียน เอ็งอยู่กับพระอาจารย์ที่นี่ สุดสัปดาห์ข้าจะให้ลุงไม้มารับกลับบ้าน” ผู้เฒ่าเทียนอธิบายอย่างใจเย็น เขาเข้าใจความรู้สึกของเด็กที่ต้องจากผู้ปกครองเป็ครั้งแรกอย่างดี
“ท่านปู่หรือลุงไม้ไม่อยู่ด้วยหรือขอรับ” เด็กผมจุกชักจะใจเสีย เมื่อคนคุ้นเคยจะจากไปหมด
“ข้ากับลุงไม้มีงานต้องทำเยอะแยะ อยู่กับเอ็งไม่ได้หรอก”
“ข้าอยากไปกับท่านปู่” กูณฑ์เริ่มงองแงเหมือนเด็กที่ไม่ยอมจากพ่อแม่ไปโรงเรียน
“อยู่เรียนกับพระอาจารย์เถอะ เอ็งจะได้มีความรู้ไปสอนน้อง” พอผู้เฒ่าเทียนพูดถึงน้องชาย ความรู้สึกของพี่ใหญ่ที่ต้องดูแลน้องก็ผุดขึ้นในใจ กูณฑ์จึงยินยอม