ตอนที่ 26 : กล้าเล่นเพลิงต่อหน้าข้า
เชี่ยหลีเนียงก้าวออกมาประชันหน้า กับตระกูลม๋อ พร้อมกล่าวขึ้นว่า “ประมุขม๋อเป่ย หากเ้าไม่สั่งยกเลิก ค่าหัวของเทียนเอ๋อ เราก็สู้กันต่อ”
ลำพังในตอนแรก นางกลัวว่า ถ้านางต้องรับมือ กับยอดยุทธที่มีพลังสูง จะไม่มีใครคุ้มครอง รันฟงเทียนและเชี่ยอิงอิง แต่มาถึงตอนนี้ นางเห็นแล้วว่า พวกเขาทั้งสองสามารถเอาตัวรอด ได้อย่างแน่นอน ต่อให้โดนรุมโจมตี ด้วยผู้คนจำนวนมากก็ตาม
“เห๊อะ!!! พวกเ้าทั้งสามคน... นับจากนี้พวกเ้า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับตระกูลม๋ออีกต่อไป บุญคุณความแค้นทั้งหมด ยุติลงแต่เพียงเท่านี้... พวกเรากลับ!!!”
ขณะที่เ้าเมืองจันทร์ล่อง เดินลงมาถึงพวกเขา ก็มีเสียงะโขึ้นมาก่อน…..
“เฮ้!!! ข้าจงิสือ ศิษย์สายในของสำนักเพลิงพิโรธ มาทำภารกิจที่เมืองแห่งนี้ แต่เห็นเ้า... รันฟงเทียน เอาแต่หลบอยู่ด้านหลังของผู้หญิง เห็นแล้วมันขัดหูขัดตาข้ายิ่งนัก” จงิสือ มองมาทางเชี่ยอิงอิง อย่างหื่นกระหาย และรู้สึกไม่พอใจ ที่สาวสวยเช่นนี้ มายืนอยู่ข้างรันฟงเทียน จึงหาเื่เพื่อที่จะสั่งสอนเขา
“อะไรนะ!!! คุณชายจงิสือ จากเมืองฝู่หลง ทั้งยังเป็ศิษย์อัจฉริยะ ที่อายุน้อยที่สุด ของสำนักเพลิงพิโรธ เขาสามารถบรรลุพลังปราณ ขอบเขตก่อเกิดิญญาตอนอายุ 14 ปี”
จงิสือกวาดสายตา มองไปรอบ ๆ ด้วยความภาคภูมิใจ และกล่าวขึ้นว่า “ใช่แล้ว… เป็ข้าเอง ที่สามารถบรรลุพลังปราณ ขอบเขตก่อเกิดิญญาเมื่อปีก่อน แต่นั่น… มันคือเื่เก่าไปแล้ว!!!” พร้อมเร่งพลังปราณของเขาขึ้น
“เขา... เขา... เขาเพิ่งอายุเพียง 15 ปี แต่พลังปราณนั้น กลับอยู่ที่ระดับ 3 ขอบเขตก่อเกิดิญญา... สำนักเพลิงพิโรธ ช่างโชคดียิ่งนัก ที่มีต้นกล้าที่ดีเช่นนี้ ข้าล่ะอิจฉาเสียจริง ๆ ” เ้าเมืองจันทร์ล่องกล่าวขึ้นอย่างตกตะลึง
จงิสือยกฝ่ามือขึ้น จากนั้นพลังปราณพลันก่อเกิด เป็เปลวเพลิงสีแดงสด ลุกท่วมไปทั่วฝ่ามือของเขา สูงกว่าหนึ่งฟุต “ข้าจงิสือ อายุ 15 ปี หกเดือน สำนักเพลิงพิโรธ จดจำชื่อของข้า ผู้เป็ปู่ของเ้าไว้ ปู่ผู้นี้จะสอนเ้าเองว่า เกิดเป็ลูกผู้ชาย จงอย่าไปมุด อยู่แต่ใต้กระโปรงผู้หญิง”
“ปัญญาอ่อน!!!” เมื่อเผชิญหน้ากับพลังปราณของจงิสือ รันฟงเทียนกลับแสดงความเหยียดหยามอย่างไม่เกรงกลัว
“เ้าคงจะหลุดมาจากกรงขัง ที่ไหนสักแห่งแน่นอน... พอออกมาได้ ก็ไล่กัดคนอื่นไปทั่ว” รันฟงเทียนกล่าว จากนั้นเขาก็คิดในใจว่า... ข้าเป็นักหลอมโอสถ... เ้าคิดเล่นกับไฟต่อหน้าข้า??? ช่างรนหาที่ตายโดยแท้!!!
“ดูท่าว่าเ้าปากดีใช้ได้... เ้าก็ใช้วิชาท่าร่างสิ เพราะมันอาจจะทำให้เ้า อดทนได้นานขึ้น กว่าเดิมนิดหน่อย เ้าลองใช้วิชาของเ้า รับมือกับเพลิงของข้า ให้ทุกคนในที่นี้ ได้ประจักษ์ว่า... เพลิงของข้าจะเผาให้เ้า กลายไปเป็เถ้าถ่านได้อย่างไร ฮ่าฮ่าฮ่า...”
“เพลิงอสรพิษพิโรธ !!!”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างวิกลจริต สองมือของจงิสือ สะบัดออกในชั่วพริบตา คลื่นพลังปราณขนาดเท่าแขนสองสาย พลันพวยพุ่งออกมาจากมือของเขา คล้ายอสรพิษอัคคีสองตัว กำลังพุ่งเข้ามาพันรัด ร่างของรันฟงเทียนอย่างเหนียวแน่น
“เพลิงอสรพิษพิโรธ!!! จงิสือถึงกับใช้วิชา ประจำสำนักเพลิงพิโรธ เขาบรรลุเพียงพลังปราณระดับ 3 ขอบเขตก่อเกิดิญญา แต่กลับสามารถใช้เคล็ดวิชาลมปราณธาตุไฟ ที่น่าสะพรึงได้แล้ว!!! ช่างเหลือเชื่อยิ่งนัก” เ้าเมืองจันทร์ล่องเอ่ยขึ้นอย่างตื่นตระหนก จากนั้นก็หันมองรันฟงเทียนและพึมพำต่อว่า
“ด้วยระดับของเพลิงอสรพิษพิโรธ ที่จงิสือปลดปล่อยออกมานั้น ข้าคิดว่าแม้แต่ผู้ฝึกยุทธ ที่มีพลังปราณระดับ 6 ขอบเขตก่อเกิดกายา ยังมิอาจต้านทานได้ ครานี้รันฟงเทียน... ข้าหวังว่าวิชาท่าร่างของเขา จะสามารถทำให้หลีกเลี่ยง จากการาเ็สาหัสได้”
“ถึงกับใช้เพลิงอสรพิษพิโรธ เพียงเพื่อจัดการกับเ้าเด็กอวดดี ที่พลังปราณยังไม่บรรลุ ถึงขอบเขตก่อเกิดิญญา นี่มันช่างเหมือนการเชือดไก่ ด้วยมีดฆ่าโค ไม่มีผิด” ม๋อฟาหยางผู้าุโสองตระกูลม๋อ เอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มเหยียด
อสรพิษอัคคีสองตัว ตวัดไปมาอย่างดุร้าย พร้อมปลดปล่อยความร้อน ที่ทำให้ผู้คนอึดอัด รันฟงเทียนถอยออกไปทางซ้ายห้าก้าว แต่ทว่าอสรพิษอัคคีนั้น เสมือนเป็สิ่งมีชีวิต พวกมันต่างเปลี่ยนทิศทาง พร้อมพุ่งเข้าใส่รันฟงเทียน ด้วยความเร็วมากกว่าเดิม ราวกับว่ารันฟงเทียน ไม่อาจจะหลบหลีกได้อีก...
ทันใดนั้น… รันฟงเทียนยกสองมือของตนขึ้น ก่อนจะคว้าจับอสรพิษอัคคีทั้งสองโดยตรง
“เฮ้ย!!! เ้าหนุ่มนั่น ไม่้ามีมืออีกแล้วหรือไร??? ”
“เฮ้อ!!! ชายหนุ่มผู้นั้น… คงจะหลบไม่พ้นเป็แน่ เขาจึงอยากลอง เสี่ยงดวงดูก็เป็ได้ เว้นแต่จงิสือ จะปลดปล่อยชายหนุ่มเอง บางทีวันนี้ อาจจะเป็วันสุดท้าย ที่แขนทั้งสองข้าง จะอยู่กับตัวของเขาก็ได้ น่าเสียดายที่ต้องสูญเสีย แขนทั้งสองั้แ่ยังเยาว์”
ซุ่มเสียงของผู้เห็นเหตุการณ์ ต่างมองรันฟงเทียนอย่างเวทนา... รวมไปถึงเชี่ยหลีเนียง ก็เป็ห่วงเขาเป็อย่างมากเช่นกัน ถ้าไม่ได้เชี่ยอิงอิงรั้งนางไว้ นางคงพุ่งไปตบศีรษะของจงิสือ สักหลายต่อหลายครั้งแล้ว
จงิสือ พอได้เห็นการกระทำของรันฟงเทียน เขาพลันหัวเราะในใจ “ถึงกับคว้าจับอสรพิษอัคคีของข้า ด้วยมือเปล่าเชียวรึ??? โง่เง่า ทุนคนล้วนมองเห็นได้อย่างชัดเจน ว่าเ้านั้นรนหาที่ตายเอง เมื่อยามที่มือของเ้าพิการ ก็จะไม่ใช่ความผิดของข้าแม้แต่น้อย”
ทุกผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด พลันกลั้นลมหายใจ โดยพร้อมเพรียงกัน ชาวเมืองบางคนหลับตาลง เพราะไม่อาจทนมอง สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้
แต่ทว่า ฝ่ามือของรันฟงเทียนไม่เพียง ไร้ซึ่งเสียงเผาไหม้เท่านั้น แม้กระทั่งควันเพียงสักนิด ก็ยังคงไม่มีให้พบเห็น ในขณะเดียวกัน… รังฟงเทียนก็เร่งพลังปราณขึ้น เพื่อใช้ “เคล็ดวิชาเทพพิสุทธิ์ 7 ดวงดาว” ฉีกกระชากอสรพิษอัคคีทั้งสอง ด้วยการออกแรงเพียงเล็กน้อย ก่อนจะแตกสลายหายไป ภายใต้มือทั้งสองข้างของเขา
“เฮ้ย!!! …. เกิดอะไรขึ้น”
ขณะที่ทุกคนกำลังเห็นอสรพิษอัคคี ถูกรันฟงเทียนฉีกกระชาก ขาดออกจากกันอย่างง่ายดายนั้น... สีหน้าของทุกผู้คน แสดงออกถึงความตื่นตะลึง ดวงตาทั้งคู่ของจงิสือ ยิ่งเบิกโตจนกลมกว้าง แม้แต่เขาเอง ก็ยังแทบไม่อาจเชื่อ สายตาตนเองเช่นกัน
“เป็... เป็... เป็ไปได้อย่างไรกัน??? ”
“เพลิงอสรพิษพิโรธ เป็หนึ่งในกระบวนท่าไม้ตาย ของสำนักเพลิงพิโรธ!!! อสรพิษอัคคีนั้นสร้างขึ้น จากปราณอัคคีที่มีความร้อนสูง สามารถเผาไหม้ กลืนกินทุกสรรพสิ่ง!!! ทว่าเหตุใด จึงถูกฉีกขาดได้ง่ายดายนัก เพียงแค่ััจากรันฟงเทียน!!!” จงิสือกล่าวอย่างร้อนรน และตื่นตระหนกสุดขีด
เ้าเมืองจันทร์ล่อง ที่กำลังครุ่นคิดถึงสถานการณ์นี้ จึงอนุมานและอธิบายออกมาว่า
“หรืออาจเป็เพราะ!!! พลังปราณของคุณชายจงิสือ ไม่เพียงพอกับเคล็ดวิชาเพลิงอสรพิษพิโรธ การควบคุมอสรพิษอัคคีนั้น จำเป็ที่จะต้องใช้ความต่อเนื่อง เกื้อหนุนแปรเปลี่ยนอย่างละเอียดลออ... คุณชายจงิสือ จึงไม่สามารถรักษา สภาพอสรพิษอัคคีไว้ได้นั่นเอง” เ้าเมืองจันทร์ล่องพลันอธิบายให้คนรอบข้างฟัง
รันฟงเทียนปรบมือ พร้อมกล่าวด้วยเสียงหัวเราะอันสดใสว่า “ยอดเยี่ยมจริง ๆ สหายจงิสือ… การแสดงปาหี่ของเ้าช่างน่าประทับใจนัก ด้วยความสามารถเมื่อครู่ ทำให้ข้าผู้นี้มีความสุขได้”
“ไม่ใช่ !!!” จงิสือคิดในใจ คนอื่นอาจจะไม่ทราบ แต่สำหรับเขา อสรพิษอัคคีที่ปล่อยออกมานั้น มันสมบูรณ์แบบแล้ว ไม่มีเหตุผลที่อสรพิษอัคคี จะแตกสลายได้อย่างง่ายดาย มันต้องเป็เพราะเ้าเด็กนี่แน่นอน
“รันฟงเทียน... เ้าอย่าได้ใจไปนัก!!! เมื่อครู่ข้าเพียงทดสอบพลังของเ้า เพื่อหยั่งเชิงเท่านั้น ข้าจะให้เ้าได้ลิ้มรส อสรพิษอัคคีที่แท้จริง ของสำนักเพลิงพิโรธเดี๋ยวนี้” จงิสือะโเพื่อสะกดความอับอายของตนเอง
แม้ปากจะเอ่ยอย่างหนักแน่น หากแต่ประสบการณ์จากคราวก่อน ทำให้เขาไม่กล้า ใช้กระบวนท่าเดิมอีก เขาจึงรวบรวม พลังปราณของเขาเข้าด้วยกัน ปรากฏเป็อสรพิษอัคคีตัวใหญ่ พร้อมทั้งพุ่งออกจากฝ่ามือ เข้าใส่รันฟงเทียนอย่างรุนแรง ราวกับเพลิงบรรลัยกันต์
รันฟงเทียนเหลือบมอง ไปที่อสรพิษอัคคีตัวใหญ่อย่างเฉยเมย ไม่มีทีท่าว่าเขาจะขยับหนี หรือป้องกันเลยแม้แต่น้อย อสรพิษตัวใหญ่พุ่งเข้าโอบรัด เริ่มพันรอบกายของรันฟงเทียน ขณะเดียวกัน... จงิสือก็ลิงโลดในใจ ขณะที่เขากำลังจะจุดะเิ พลังปราณเพลิงของตน เขากลับพบว่า ไม่สามารถควบคุมอสรพิษอัคคี ได้อีกต่อไป เขาถูกตัดขาดจากการควบคุม อสรพิษอัคคีอย่างสิ้นเชิง
“สหายจงิสือ ข้าว่าเ้าพอเถอะ!!! ปาหี่การเล่นเพลิงเล็กน้อยแบบนี้ ข้าสามารถหาดูได้ ตามท้องถนนในเมืองใหญ่!!! เ้าอย่าทำให้ข้าเสียเวลาเลย... แต่ที่เ้าดูถูกข้านั้น เ้าจะต้องถูกลงโทษ” รันฟงเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันขึ้นเรื่อย ๆ
รันฟงเทียนหลับตาลงและวาดฝ่ามือออก มือหนึ่งอยู่เหนือศีรษะของเขา อีกมือหนึ่งอยู่บริเวณท้องน้อย “วิชารวมอัคคีสรรพสิ่งสิ้นสูญ” วิชานี้คือเคล็ดวิชาควบคุมเพลิงและบีบอัดมัน อสรพิษอัคคีเริ่มมีขนาดหดเล็กลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งกลายเป็ลูกบอลเพลิงสีแดงสด ทรงอานุภาพอย่างมาก
พลังบริสุทธิ์ของบอลเพลิง ถูกรันฟงเทียนดูดซับ เข้ามาภายในร่างกาย... ระดับพลังยุทธของเขาพลันเพิ่มขึ้น
“ตู้มมมมม!!!”
เสียงทะลวงระดับ ดังขึ้นภายในร่างกายของเขา รันฟงเทียนฉีกรอยยิ้มอย่างเป็มิตร ไปให้จงิสือทันทีที่ช่วยให้เขา ทะลวงพลังปราณเป็ระดับ 8 ขอบเขตก่อเกิดกายาได้สำเร็จ เนื่องจากพลังเพลิงของจงิสือนั้น มีความบริสุทธิ์ที่สูงอยู่แล้ว เมื่อผสานกับเคล็ดวิชา รวมอัคคีสรรพสิ่งสิ้นสูญ ที่กลั่นอสรพิษอัคคีอีกที... ทำให้กลายเป็แหล่งพลังปราณชั้นดีของรันฟงเทียน
บอลเพลิงในมือของรันฟงเทียนเริ่มเล็กลง และแตกสลายหายไปในอากาศ เนื่องด้วยมันสูญเสียความบริสุทธิ์จนหมดสิ้น ไม่อาจคงสภาพเปลวเพลิงได้อีกต่อไป
ทุกกระบวนการที่เกิดขึ้น ล้วนอยู่ในสายตาของทุกผู้คน โดยเฉพาะจงิสือ เขาดูตื่นตระหนก จนยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตากลมโตจ้องมองบอลเพลิง ที่แตกสลายอย่างไม่วางตา
ทันใดนั้น รันฟงเทียนพลันปรากฏตัวขึ้น ทางด้านขวาของจงิสือ ด้วยวิชาท่าร่างเหินนภา ก่อนจะชกเข้าไปที่เบ้าตาขวาของเขา ด้วยหมัดแฝงพลังปราณ จงิสือผู้ที่ถูกทำลาย อสรพิษอัคคีถึงสองครา สภาวะจิตของเขาตอนนี้ อยู่ในอาการท้อแท้ และตื่นตระหนกเข้าครอบงำ นั่นก็เพราะจิตใจของเขาเริ่มสับสน ปฏิกิริยาของร่างกาย พลันเชื่องช้าลงไปหนึ่งจังหวะ จนไม่อาจตอบโต้หรือป้องกันตัวได้ทัน
“ผัวะ!!!”
หมัดของรันฟงเทียน พุ่งเข้าไปที่เบ้าตาขวา ของจงิสืออย่างเต็มแรง ถึงแม้ว่าพลังปราณของรันฟงเทียน จะต่ำกว่าจงิสืออยู่หลายขั้น แต่ทว่าเพียงแค่นั้น ก็สามารถทำให้จงิสือ กระเด็นหมุนอย่างงดงามกลางอากาศ ก่อนตกลงมายืนที่พื้นอย่างงงงัน พร้อมกับเบ้าตาขวาที่เปลี่ยนเป็สีม่วงอมเขียว