ในขณะที่เ้ารองกับน้องหญิงสี่กำลังพูดคุยกันอย่างเป็จริงเป็จังหยวนต้าเจิ้งผู้เป็พี่ใหญ่ที่ยืนฟังอยู่หน้าประตูทางเข้ามาพักหนึ่งแล้วก็เอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยร้อนให้น้องรองกับน้องสี่หันขวับไปมองอย่างพร้อมเพรียงกัน
“เซียวหนานกงเป็บุตรชายของฮูหยินจวนโหวก็จริงแต่มารดาของเขาเป็ภรรยาดั้งเดิมที่ไม่อาจหย่าขาดได้ฐานะของนางเป็เพียงหญิงชาวบ้านผู้หนึ่ง ไม่มีตระกูลขุนนางคอยหนุนหลังต่างจากอนุภรรยาของเซียวจิ้งโหวที่นางเป็ถึงบุตรสาวคนรองของจวนตระกูลฮั่วตระกูลฮั่วนั้นเป็ขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ทำให้เซียวจิ้งโหวรักและเชิดชูนางเป็อย่างยิ่งยิ่งนางมีบุตรชายให้เซียวจิ้งโหวมากถึงสองคนสถานะของนางในจวนโหวนั้นจึงเหนือกว่ามารดาของเซียวหนานกงที่เป็ฮูหยินเอก"
"พี่ใหญ่..."หยวนหนิงเซี่ยเอ่ยเสียงอ้อยอิ่ง
"น้องพี่...ตระกูลหยวนของเราอยู่ฝ่ายองค์รัชทายาทแต่ทว่าคนของจวนเซียวโหวอยู่ฝ่ายเดียวกับองค์ชายสี่องค์รัชทายาทที่เปรียบดั่งเป็พี่ชายของเ้าอีกคนอยู่คนละขั้วอำนาจกับองค์ชายสี่ถึงแม้ว่าเซียวหนานกงจะไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับองค์ชายสี่ แต่ทว่าบิดาของเขาอยู่ ดังนั้นเ้าแต่งเข้าไปก็อาจจะเหมือนเลือกขั้วอำนาจขององค์ชายสี่เป็เช่นนี้แล้วเ้าจะไม่ลำบากใจแย่หรือ?”
เป็พี่ใหญ่ที่เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาด้านของหยวนวั่งเฟิงที่นั่งอยู่ในพื้นที่เดียวกันพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของพี่ใหญ่ตามจริงเขาก็อยากเอ่ยอธิบายน้องสาวแบบนี้เช่นกัน แต่ก็ติดอยู่ตรงที่ว่าเขาอธิบายไม่เก่งสักเท่าไหร่ และติดเล่นไปหน่อยก็เท่านั้นเอง
หยวนหนิงเซี่ยมองหน้าพี่ใหญ่สลับกับหันมามองหน้าพี่รองก่อนจะพยักหน้าเข้าใจในเสี้ยววินาทีต่อมา
เซียวโหวเป็หนึ่งในขุนนางฝ่ายองค์ชายสี่ผู้เป็หนึ่งในองค์ชายที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งทั้งยังเป็คนที่โจวเสิ่นเยี่ยนทำงานรับใช้การที่บุตรสาวตระกูลหยวนแต่งเข้าไปในตระกูลเซียวอย่างเปิดเผยคงไม่ดีนักคงเป็เหตุผลนี้สินะที่เซียวหนานกงไม่ยอมเปิดเผยความในใจแบบตรงไปตรงมาต่อนางั้แ่แรกเพราะเขากลัวจะทำให้นางต้องพลอยตกที่นั่งลำบาก
“หากข้าล้มหมากกระดานนี้ได้ขั้วอำนาจก็เปลี่ยนไม่ใช่หรือเ้าคะ เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรให้ข้าต้องกลัว”หยวนหนิงเซี่ยเอ่ยอย่างลำพองใจ ในแววตาจิ้งจอกของนางดูมีเลศนัยอย่างไรชอบกล
“ก็ใช่แต่เซี่ยเอ๋อร์ เื่การเมืองนั้นซับซ้อนอย่างยิ่ง เ้าเป็หญิง วัน ๆเอาแต่เล่นซุกซนและอยู่แต่ในจวน จะอยากสอดมือเข้ามายุ่งเื่พรรค์นี้ไปทำไมกันการล้มกระดานหมากเพื่อให้ฝ่ายองค์รัชทายาทได้เปรียบนั่นไม่ใช่เื่ง่ายน้องหญิง... เ้าอย่าได้หาเื่ใส่ตัวเชียว”
หยวนต้าเจิ้งผู้เป็พี่ใหญ่ข่มเสียงเข้มออกเชิงเอ็ดอึงน้องสาวอยู่เล็กน้อยเขาพยายามพูดจาปัด ๆ เพราะเขาไม่อยากให้น้องสาวรู้ในสิ่งที่ไม่สมควรรู้โดยที่หารู้ไม่ว่าน้องสาวของเขาคนนี้ผ่านโลกมามากกว่าเขาเสียอีก
“ข้าเป็หญิงแล้วอย่างไรความสำเร็จของแม่ทัพ แลกมาด้วยกองกระดูกทหารนับหมื่นนับแสนข้าเป็บุตรสาวตระกูลแม่ทัพ ข้าย่อมต้องกล้าได้กล้าเสียเื่ที่ท่านพี่ตักเตือนมา เหตุใดข้าจะไม่เข้าใจหลักการพวกนี้พวกท่านคิดว่าข้าใสซื่อมากเลยหรืออย่างไร”
นางไม่ยอมอ่อนข้อให้พี่ใหญ่อย่างไรนางก็ยังยืนกรานจะแต่งเข้าไปในจวนสกุลเซียว และนางก็มั่นใจเหลือเกินว่าตัวนางเองจะสามารถเปลี่ยนแปลงความยุ่งยากนี้ได้
“ในเมื่อเ้าเข้าใจแล้วทำไมยังคิดจะเข้าไปในวังวนพวกนี้อยู่อีก?”
“ั้แ่ข้าเกิดมาเป็หญิงพวกท่านก็คงทราบอยู่แล้ว ว่าอย่างไรข้าก็หนีชะตากรรมนี้ไม่พ้นการแต่งออกเรือนไปอยู่บ้านสามี มีที่ใดบ้างไม่วุ่นวาย แต่วุ่นวายก็แล้วไปเถิดขอเพียงสามีผู้นั้นดีกับข้าและพร้อมจะอยู่เคียงข้างข้าไปตลอดแค่นั้นก็พอแล้วมิใช่หรือ”
หยวนหนิงเซี่ยหัวเราะเบาๆ อย่างมีจริตเพื่อทำให้บรรยากาศภายในห้องรับรองแห่งนี้คลายความตึงเครียดลงบ้างแล้วขณะที่นางยกชาขึ้นมาจิบพลางช้อนดวงตาขึ้นและดันเผลอเหลือบไปทางบานหน้าต่างฝั่งขวานางเห็นโจวเสิ่นเยี่ยนแอบยืนมองนางจากที่ไกล ๆ สายตาที่เขามองมาหานางมันเว้าวอนเหมือนลูกหมาน้อยตัวหนึ่งเป็อย่างยิ่ง
แต่ผิดแล้ว...นั่นเป็เพียงความรู้สึกลวง ๆ ที่เขาเตรียมไว้มอมเมานางหมายทำให้นางตายใจและหลงเสน่ห์เขาจนโงหัวไม่ขึ้นอย่างเขามันลูกสุนัขตัวน้อยเสียที่ไหนกัน สุนัขขี้เรื้อนน่ะสิไม่ว่า
‘หึ!ฝันไปเถอะโจวเสิ่นเยี่ยน ครั้งนี้ข้าจะไม่หลงกลเ้า’
“พี่รอง...พี่ใหญ่... ท่านคิดดูสิ ขนาดข้าอยู่ภายใต้การดูแลของพวกท่านพวกเขายังส่งบุรุษหน้าตาดีมาล่อลวงข้าได้เลย ดังนั้นแต่งเข้าจวนเซียวโหวหรือไม่แต่งเข้าจวนเซียวโหว ข้าว่า... ก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่กระมัง”พอสบโอกาสหยวนหนิงเซี่ยก็ไม่ลืมเอ่ยเื่ของโจวเสิ่นเยี่ยนขึ้นมาเป็ข้ออ้างเพื่อให้ตนเองดูเป็คนที่ถือไพ่อยู่เหนือกว่าพี่ชายทั้งสอง
“น้องสาวข้าเฉลียวฉลาดขนาดนี้เชียวหรือเหตุใดพี่ถึงไม่เคยรู้มาก่อน” ในขณะที่พี่ใหญ่เอาแต่ขมวดคิ้วมุ่นก็ได้พี่รองอย่างหยวนวั่งเฟิงที่พูดจาติดตลกเพื่อคลายสถานการณ์หนำซ้ำเขายังอดไม่ได้ที่จะยื่นหลังมือเข้าไปทาบหน้าผากของน้องสาวเพื่อตรวจสอบอาการ
ความจริงชั่วระยะหลังมานี้หยวนวั่งเฟิงอยู่ในค่ายทหารเสียเป็ส่วนใหญ่บางครั้งก็ต้องออกทัพเพื่อไปจัดการชนเผ่านอกด่านที่มักจะเข้ามารุกรานอยู่เป็ประจำจึงไม่ได้อยู่ใกล้ชิดน้องสาวมาเป็ระยะเวลาหนึ่ง ได้มาพบกันอีกครานี้นางต่างไปจากเดิมมากจริง ๆ ต่างไปจนเหมือนเป็คนละคนกันเลยก็ว่าได้
“ข้าเป็บุตรีของจวนแม่ทัพหากไม่เฉลียวฉลาดจะโดนเอาเปรียบได้ง่าย ๆ” หยวนหนิงเซี่ยดึงมือหยาบ ๆของพี่รองออกจากหน้าผาก แล้วกัดหมับเข้าไปคำหนึ่งแทนที่หยวนวั่งเฟิงจะโกรธเคืองเขากลับคลี่ยิ้มออกมาจาง ๆแล้วเอ่ยเสียงสองเสียงสามกับน้องสาวเช่นนี้
“โอ่วอย่างนั้นหรอกหรือ เซี่ยเอ๋อร์ของพวกเราเฉลียวฉลาดจริง ๆ จริงไหมพี่ใหญ่”หยวนต้าเจิ้งให้ท้ายน้องสาวที่สุดก็จริงแต่เขาก็หวงและห่วงใยน้องสาวที่สุดด้วยเช่นกันปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากได้ยินว่าน้องสาวจะแต่งเข้าจวนเซียว เขาก็กลุ้มใจมากจริง ๆ
“พี่ใหญ่ พี่รองข้ายอมรับว่าบางครั้งข้าก็ชอบแสดงออกอย่างไร้เดียงสา เพื่อให้พวกท่านสบายใจแต่เื่นี้ข้าคิดมาดีแล้วเ้าค่ะ พวกท่านวางใจเถิด”หยวนหนิงเซี่ยไม่เพียงใช้เสียงสองคุยกับพี่ใหญ่และพี่รองแต่นางยังทำหน้าตาออดอ้อนเหมือนลูกแมวน้อยอีกต่างหาก เป็เช่นนี้แล้วจะไม่ให้หยวนต้าเจิ้งใจอ่อนได้อย่างไรกันลูกไม้ตื้น ๆ ของนาง ไม่ว่าคราใดเขาก็หลงกลทุกที
“เ้าชอบเซียวหนานกงจริงไหม?”หยวนต้าเจิ้งเอ่ยถามน้องสาวใบหน้าที่ยับยู่ยี่และเคร่งขรึมของเขาดูคลายลงกว่าเมื่อครู่
“ข้าไม่อาจพูดคำว่ารักได้เต็มปากแต่ชอบไหม ก็ถือว่าเขาน่ารักดี” หยวนหนิงเซี่ยเอ่ยเสียงอ่อนลงอีกหนึ่งระดับริมฝีปากน้อย ๆ ของนางยกยิ้มจาง ๆ
ในตอนที่บุตรชายของนางย่างเข้าวัยสิบเอ็ดปีจวนสกุลโจวจัดงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดให้นายท่านผู้เป็หัวหน้าตระกูลคืนวันนั้นนางบังเอิญได้พบกับเซียวหนานกง เขาอายุมากแล้วแต่เขากลับไม่แต่งงานไม่มีบุตร
เซียวหนานกงในปีนั้นเขาเป็ถึงราชเลขาธิการผู้ทรงอำนาจที่สุดในราชสำนักเขาเป็โส่วฝู่[1]ที่ใครๆ ก็ต่างหวาดกลัว เป็ขุนนางใหญ่ที่แม้แต่ขุนนางาุโเก่าแก่ยังต้องให้ความยำเกรงเมื่อคิดถึงตอนที่เขาเขินอายนางในตอนนั้นก็ชวนให้รู้สึกขบขันมากจริง ๆ
“ในเมื่อเ้ายืนกรานเช่นนี้และเป็ความปรารถนาที่แน่วแน่ของเ้า พี่ก็จะช่วยพูดกับท่านพ่อให้แต่ใช่ว่าเซียวหนานกงมันจะยอมแต่งกับเ้าง่าย ๆมันรักเ้ามากและชอบพอในตัวเ้ามากก็จริง แต่เื่ที่มันเป็กังวลก็มีอยู่มากโขจะแต่งกับเ้า มันคงต้องคิดพิจารณาอย่างมาก”
เมื่อพี่ใหญ่รับปากนางแล้วนางก็พอใจอย่างยิ่ง หยวนหนิงเซี่ยอมยิ้มกรุ้มกริ่มในโพรงปากอย่างปลาปักเป้าแววตาของนางซุกซนเป็เอกลักษณ์ “ท่านพี่วางใจ ถ้าเขาไม่ยอม ข้าก็มีวิธีการของข้า”
เมื่อหารือกันเสร็จแล้วหยวนหนิงเซี่ยก็ไม่อยู่ต่อ ปล่อยให้พี่ใหญ่กับพี่รองกินอาหารกันไปเถิดส่วนพี่สามอีกเดี๋ยวก็คงกลับเข้ามาถึงเวลานั้นก็ปล่อยให้บุรุษทั้งสามพูดคุยกันเอาเองส่วนนางจะรีบกลับเข้าจวนไปนอนกลางวันเสียหน่อย
ทว่าระหว่างที่หยวนหนิงเซี่ยเดินออกมาจากเรือนรับรองโจวเสิ่นเยี่ยนที่รอหยวนหนิงเซี่ยมาหลายก้านธูปแล้ว เขารีบเดินเข้ามาขวางนางทันที“เสี่ยวเซี่ย เหตุใดเ้าหายไปเลย มีสิ่งใดที่ข้าทำให้เ้าขุ่นเคืองใจหรือไม่?”
“คุณชายโจวข้ากับท่านไม่ได้สนิทสนมกันมากมายถึงเพียงนั้น เหตุใดถึงกล้าเรียกขานข้าแบบนั้นเที่ยวไปเรียกสตรีด้วยคำว่าเสี่ยว ไม่รู้สึกกระดากปากบ้างหรือเ้าคะ”
หยวนหนิงเซี่ยที่เคียดแค้นอีกฝ่ายจนรู้สึกสั่นเทิ้มไปทั้งตัวไม่อยากเสวนากับเขาเลยแม้แต่คำเดียว ยิ่งได้ยินเขาเรียกนางว่าเสี่ยวเซี่ยนางก็รู้สึกขยะแขยงจะตายชัก
เพราะเขาคนเดียวที่ทำให้บุตรชายของนางต้องทุกข์ทรมานขนาดนั้นเพราะเขาทำให้บุตรชายของนางต้องยืนมองมารดาตายไปต่อหน้าต่อตาเพราะเขาถึงได้สร้างาแลึกให้แก่โจวมู่เสวียนลูกของนาง
“คะ คุณหนูสี่หยวนเ้าโกรธอะไรข้า บอกข้าได้หรือไม่ หากข้ารู้ความผิดของตนเองข้าจะได้แก้ไขแล้วทำให้ถูกต้อง” ตอนนี้เขาทำตัวเหมือนลูกหมาน้อยแสนเชื่องผิดกับภาพลักษณ์ในความทรงจำของนางอย่างยิ่งที่พอได้ทุกอย่างสมความปรารถนาของตนแล้ว เขาก็กลายร่างเป็อสุรกายดุร้ายไม่เห็นแก่ไมตรีที่เคยมีต่อกัน
“คุณชายโจวไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกเ้าค่ะเพียงแต่ว่า... ข้าหมดสนุกกับท่านแล้วก็เท่านั้น”หยวนหนิงเซี่ยเหยียดยิ้มกว้างให้กับอีกฝ่าย จริตจะก้านของนางในตอนนี้ชนะขาดรอยหวังจะใช้ความไร้เดียงสาของนางเป็เครื่องมืองั้นหรือ เหอะ! ฝันไปเถอะ
“จะเ้าหมายความว่าอย่างไร”หลังได้ฟังคำพูดของหยวนหนิงเซี่ยผู้เคยอ่อนหวานน่าทะนุถนอมโจวเสิ่นเยี่ยนก็ถึงกับลมหายใจสะดุดกึกไปหนึ่งจังหวะ
“ด้วยฐานะอย่างข้าหรือจะเหมาะสมเป็ภรรยาท่านไม่สิ... ด้วยฐานะอย่างท่านหรือเหมาะจะเป็สามีของข้า คุณชายโจววิธีการเข้าหาข้าของท่านน่าประทับใจไม่น้อย เพียงแต่...ข้าเบื่อท่านแล้วก็เท่านั้น”
หยวนหนิงเซี่ยหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินจากเขามา เดิมทีนางตั้งใจจะเล่นสนุกกับเขามากกว่านี้เพียงแต่มาคิดดูแล้ว นางไม่มีทางอดทนกับเขาได้อย่างแน่นอนนางเกลียดชังเขาจนไม่อาจอภัยให้ได้ นางจมกับความแค้นมาเนิ่นนานจนนางแทบเสียสติแม้กระทั่งตอนนี้ที่คุยกับเขา มือของนางยังกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ
โจวเสิ่นเยี่ยนมองตามร่างแน่งน้อยของดรุณีผู้เย่อหยิ่งด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดปนความชิงชังสายหนึ่ง เขาดิ้นรนเข้ามาในกองทัพ ทุกวันต้องฝึกฝนร่วมกับทหารชั้นเลวแต่ละวันเหนื่อยหนักเพียงใดก็ต้องฝืนยิ้มเพื่อให้คนตระกูลหยวนเห็นถึงความตั้งใจของเขา อีกทั้งเวลาที่ผ่านมาหยวนหนิงเซี่ยก็ดูชอบพอกับเขานางหลงรักเขา พูดจากับเขาอย่างอ่อนหวานแล้วแท้ ๆ
แต่เพราะเหตุผลใดเล่า...ทำไมนางที่เคยอ่อนหวานกลับแปรเปลี่ยนเป็เช่นนี้ไปได้
[1]โส่วฝู่ คือ ตำแหน่งขุนนางาุโสูงสุดในเน่ยเก๋อ(สำนักเลขาธิการ) ของราชวงศ์ิและชิง มีสถานะเทียบเท่าอัครมหาเสนาบดีทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินสูงสุดและดูแลฎีกาแทนองค์จักรพรรดิมีอำนาจมากในฐานะรองแค่เพียงจักรพรรดิเท่านั้น