โหยวชั่นะโขึ้น ทำให้หลายคนต่างหันมอง โชคดีที่มีเสียงตอบรับมาจากเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว “น้องหญิงสาม ข้าเอง”
จั๋วเจาเจี๋ยสวมรองเท้าไม้เรียบร้อย เมื่อได้ยินเสียงพลันจำได้จึงเอ่ยขึ้น “พี่ชายสิบเอ็ดหรือเ้าคะ”
คนคนนั้นพูดพร้อมกับเดินเข้ามาอีกหลายก้าวจนถึงตำแหน่งที่โคมไฟสามารถส่องเห็น เป็เด็กหนุ่มสุภาพเรียบร้อยหน้าตาหล่อเหลา แต่หน้าผากกลับมีริ้วรอยแห่งความเศร้าหมอง เขาคือเริ่นเซิ่นจือหลานยายผู้เติบโตอยู่ในบ้านของตายายเช่นเดียวกับนาง อายุมากกว่าโหยวชั่นเพียงหนึ่งปี เขาเป็หลานปู่ของเริ่นผิงชวน ไทโส่วเขตฉีจวิ้น อยู่ในรุ่นหลานลำดับที่สิบเอ็ดของสกุลเริ่น เริ่นเล่อผู้เป็บิดาเป็บุตรนอกสมรส เมื่อได้รับการยอมรับจากเริ่นผิงชวนจึงสามารถกลับสู่บ้านเกิดได้ ส่วนมารดานอกสมรสผู้ให้กำเนิดนั้นเกิดมาในหอคณิกา หลังจากเข้ามาในสกุลเริ่นไม่นานก็ได้ตายไป ดังนั้นเริ่นเล่อจึงอยู่ในสกุลเริ่นอย่างไม่มีความสุข และตรอมใจตายไปขณะที่เริ่นเซิ่นจืออายุไม่ถึงสี่ขวบ หลังจากเขาตายไป ชีวิตหญิงม่ายของโหยวจือกับเด็กกำพร้าอย่างเริ่นเซิ่นจือก็ยิ่งดำเนินไปอย่างไม่ราบรื่น
ถึงแม้มารดาผู้ให้กำเนิดของโหยวจือได้ตายไปนานแล้ว ปานซื่อเองก็ไม่ชอบลูกสาวของอนุอย่างนางนัก แต่โหยวรั่วหังกับปานซื่อยึดถือกฎเกณฑ์ จะพูดอย่างไรก็ยังดีกว่าสกุลเริ่นอยู่เล็กน้อย นอกจากนี้สำนักไหฺวซิ่งสถานศึกษาแห่งแรกของเจียงหนานที่โหยวรั่วหังเคยศึกษาตั้งอยู่นอกเมืองม่อหลิง โหยวจือเองก็ไม่ได้คาดหวังให้เริ่นเซิ่นจือได้ส่วนแบ่งสมบัติจากสกุลเริ่น เพียงแค่คาดหวังให้ลูกชายเรียนหนังสือได้โดดเด่นเท่านั้น
เริ่นเซิ่นจือเองก็ไม่ได้ทำให้โหยวจือต้องผิดหวัง เขาเรียนหนังสือได้ดีมาก ก่อนหน้านี้ไม่นาน เพิ่งเป็ที่ต้องตาของอาจารย์เถียนผู้มีชื่อเสียงในสำนักรองจากอาจารย์ชุยหนานเฟิง และได้รับคัดเลือกให้เป็ศิษย์ โหยวรั่วหังถึงขนาดตั้งใจเขียนจดหมายชื่นชมเขาแล้วให้คนนำไปส่งให้ที่สำนัก เดิมทีในตอนนี้เขาไม่ควรอยู่ที่สกุลโหยว แต่ด้วยข่าวคราวเื่สุขภาพที่ไม่ดีของโหยวจือได้มาถึงยังสำนัก เขาไม่อาจวางใจได้ จึงได้ตั้งใจขออนุญาตจากอาจารย์เพื่อกลับมาคอยเฝ้าไข้ป้อนน้ำป้อนยา
เขาพยักหน้าให้น้องสาวทั้งสองก่อนถามเสียงเบา “ข้ามีเื่อยากขอความช่วยเหลือจากท่านป้ารอง ท่านป้ารองอยู่ข้างในหรือเปล่า”
โหยวชั่นตอบ “อยู่สิ ท่านเข้าไปเถอะ”
ก่อนออกไปกับจั๋วเจาเจี๋ย ระหว่างทางจั๋วเจาเจี๋ยเอ่ยถามนาง “ดูเหมือนพี่ชายสิบเอ็ดจะอารมณ์ไม่ค่อยดีนะเ้าคะ”
“ครั้งนี้ท่านน้าป่วยอยู่นานเกินไป” โหยวชั่นตอบอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก “เขาอาจเป็กังวลใจ จึงอยากจะปรึกษากับท่านแม่เื่เปลี่ยนหมอก็ได้”
ฮูหยินรองเป็คนที่มีอุปนิสัยห้าวหาญฉลาดหลักแหลม แต่นางกลับเข้ากันได้ดีกับน้องสาวสามีทั้งสอง เนื่องจากโหยวจี้มารดาผู้ให้กำเนิดจั๋วเจาเจี๋ยเป็บุตรสาวแท้ๆ ของปานซื่อ ทำให้นางรักและทะนุถนอมเป็ที่สุด บรรดาสะใภ้ของสกุลโหยวต่างไม่กล้าล่วงเกิน ปล่อยเลยตามเลย ส่วนโหยวจือลูกสาวสายรองคนนี้ไม่เคยได้รับความชื่นชมจากปานซื่อ แต่ฮูหยินรองกลับปฏิบัติดีกับนาง ไม่แปลกที่ปานซื่อจะรังเกียจลูกสะใภ้อย่างนางด้วยเหตุนี้ และเพราะฐานะนางเองด้วย
เดิมทีตอนที่โหยวจือได้พาเริ่นเซิ่นจือกลับมาบ้านของบิดามารดานั้น ถึงแม้ปานซื่อจะไม่ได้เอ่ยไล่นาง แต่ก็ไม่ได้ต้อนรับเท่าไรนัก ส่งโหยวจือกลับไปอยู่ที่เรือนเก่าก่อนออกเรือน นั่นก็คือเรือนเฟยสยาถิงที่อยู่ไม่ไกลจากเรือนปินเว่ยนัก เริ่มแรกเริ่นเซิ่นจือพักอยู่กับโหยวจือ เพราะเรือนของบรรดาคุณหนูสกุลโหยวที่ยังไม่ได้ออกเรือนล้วนอยู่ในบริเวณบ้านส่วนหลัง ด้วยสาเหตุจากจั๋วเจาเจี๋ย เริ่นเซิ่นจือในวัยเจ็ดขวบจึงต้องย้ายออกมาจากมารดาอย่างไม่เป็ที่สงสัย ตอนแรกปานซื่อให้เขาไปอยู่ที่บ้านส่วนหน้า ต่อมาฮูหยินรองจึงเสนอให้เขาอยู่กับโหยวจวี้ ต่อมาเขาจึงได้อาศัยอยู่ที่บ้านรอง
ครั้งนี้ฮูหยินรองไม่เสียแรงที่ปรารถนาดี พร์และไหวพริบในด้านการเรียนหนังสือของเริ่นเซิ่นจือปรากฏออกมาั้แ่อายุยังน้อย เรียกความสนใจจากโหยวรั่วหังได้ โหยวรั่วหังอนุญาตให้เขาเข้าร่วมนั่งฟังในชั้นเรียนกับบรรดาหลานๆ ของตนเองอยู่หลายปี เพื่อเปรียบเทียบกับโหยวชื่อและโหยวฮ่วนแล้ว ทั้งสองคนนี้นับเป็คนที่เรียนหนังสือได้ดีที่สุดในรุ่นหลานของสกุลโหยว
จากคำสั่งสอนของฮูหยินรอง โหยวจวี้กับโหยวชั่นจึงปฏิบัติกับเริ่นเซิ่นจืออย่างดีมาโดยตลอด การที่ไม่ได้ใส่ใจถึงอาการป่วยของโหยวจืออย่างทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะเห็นแก่ตัวคิดว่าโหยวจือไม่มีประโยชน์ แต่เป็เพราะว่าโหยวจือเจ็บป่วยบ่อย ไม่แข็งแรงมาั้แ่ยังเล็ก นอกจากนี้การเดินทางไกลกลับมาจากบ้านสามีทำให้นางได้รับาเ็ถึงภายใน ในความทรงจำของโหยวชั่นกับจั๋วเจาเจี๋ย ไม่มีวันไหนที่โหยวจือจะไม่ดื่มยา ตอนที่นางเพิ่งกลับมาอยู่ที่บ้านของบิดามารดา สกุลโหยวนั้นพร้อมจะจัดงานศพให้นางได้ทุกเมื่อ แต่สุดท้ายการเยี่ยมเยียนให้กำลังใจหลายต่อหลายครั้งทำให้นางอยู่รอดมาได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้
ด้วยอาการป่วยที่ยาวนาน ในตอนนี้นอกจากเริ่นเซิ่นจือแล้ว หากได้ยินโหยวจือเอ่ยว่าสุขภาพไม่ดี ก็ไม่มีผู้ใดรู้สึกสนใจมากนัก...อย่างไรก็ดีสกุลโหยวก็ใช่ว่าจะไม่ได้หาหมอดีๆ ให้นาง ทุกคนต่างบอกเป็เสียงเดียวกันว่าอวัยวะภายในได้รับความเสียหาย ต้องรับการรักษาในระยะยาว หมายความว่าคงไม่ดีขึ้นในเร็ววัน และเป็ไปไม่ได้ที่จะให้ทุกคนคอยอยู่รายล้อมนางตลอดเวลา
ในตอนนี้โหยวชั่นเองก็คิดเช่นนี้...
แต่จั๋วเจาเจี๋ยมักจะรู้สึกไม่ปกติเหมือนครั้งอื่นจึงเอ่ยเตือนขึ้น “คุณน้าป่วยอยู่เสมอ แต่ครั้งนี้พี่ชายสิบเอ็ดได้ตั้งใจกลับมาเฝ้าไข้อยู่เป็เวลานานถึงเพียงนี้ ตอนนี้ยัง้าตามหาท่านป้ารองอีก อาการป่วยของท่านน้าคงจะไม่ได้...” อย่างไรโหยวจือก็เป็ผู้ใหญ่ การคาดเดาอาการป่วยของผู้ใหญ่ไปในทางที่ไม่ดีเป็สิ่งไม่ควรพูดออกมา
โหยวชั่นเอ่ยขึ้นมา “พี่ชายสิบเอ็ดได้ไปหาท่านแม่แล้ว เื่นี้ท่านแม่จะเป็คนจัดการเอง”
“พรุ่งนี้พวกเราไปเยี่ยมนางกันไหม” จั๋วเจาเจี๋ยเสนอความคิด ถึงแม้เรือนที่โหยวจือพักจะอยู่ไม่ไกลจากเรือนปินเว่ย แต่จั๋วเจาเจี๋ยก็ไม่ค่อยได้พบน้าสาวคนนี้มากนัก นั่นเพราะว่าจั๋วเจาเจี๋ยมีสุขภาพไม่แข็งแรงจนทางสกุลจั๋วเกรงว่าจะไม่สามารถเลี้ยงดูให้เติบโตได้ จึงส่งมาชุบเลี้ยงที่สกุลโหยว ประการแรกปานซื่อรักนางมาก ประการที่สองสกุลจั๋วเป็ตระกูลใหญ่ หน้าที่การรับเลี้ยงดูลูกหลานของในคนสกุลเป็สิ่งที่ต้องรับผิดชอบเช่นกัน ปานซื่อเกรงว่าการได้พบกับโหยวจือที่ป่วยเรื้อรังมานานอาจไม่เป็ผลดี ได้กำชับอย่างเข้มงวดว่าหาก้าไปที่เรือนของโหยวจือจำเป็ต้องได้รับความเห็นชอบจากนาง จั๋วเจาเจี๋ยเอ่ยขึ้นเช่นนี้ หมายความว่าจะไปถามจากปานซื่อ
“ไม่รู้ว่าท่านย่าจะเห็นด้วยหรือไม่” โหยวชั่นสุขภาพดีั้แ่เด็ก อีกทั้งฮูหยินรองกับสองแม่ลูกโหยวจือมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน นางไม่เคยถูกห้ามในการที่จะพบกับโหยวจือ แต่นางเป็คนอยู่ไม่นิ่ง การไปเยี่ยมไข้ใครตามลำพังเป็สิ่งที่ไม่พึงปรารถนานัก
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/547b0d7f8436af8c93f4d81fb200dfad