นักสืบ (ความทรงจำ)
หลังเลิกเรียนเป็่เวลาที่เรียกได้ว่าเป็่เวลาที่เอื่อยเฉื่อยที่สุด แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ในยามอัสดงที่ส่องแสงอย่างรำไร สายลมแ่เบาที่ผัดผ่านพาความเย็นเพียงเล็กน้อยพอชื่นใจ เด็กนักเรียนที่หมดพลังงานจากการเรียนตลอดทั้งวัน เป็่เวลาที่เอื่อยเฉื่อยจริง ๆ แต่ทว่า...
ในยามที่ทุกอย่างดูเรื่อยเปื่อยเช่นนี้ ได้มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังกลัดกลุ้มใจเป็อย่างมาก เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนสีขาวกางเกงสีดำนั่งเอามือประสานกันวางไว้บนโต๊ะ ขาของเขาสั่นระริกจากความร้อนรน ภายในจิตใจสับสนวุ่นวายเนื่องด้วยความกระวนกระวาย ถึงจะพยายามรักษามาดเอาไว้แค่ไหน แต่ยังไงท่าทีที่แสดงออกมานั้นก็สามารถบอกได้ว่าเขากำลังกลุ้มใจอยู่
'ทะ...ทำยังไงดีละเนี่ย... ไอ้ตอนที่คิดมันกล้าอยู่หรอก... แต่พอถึงตอนที่จะต้องพูดจริงก็ดันเกิดกลัวขึ้นมานี่สิ เอาไงดี... บอกรักเธอไปมันจะดีไหมนะ? '
ใช่ ในตอนนี้เด็กหนุ่มคนนี้กำลังนั่งรอการสารภาพรักอยู่ เขารออยู่ที่หลังอาคารเรียนที่มีโต๊ะนั่งวางอยู่ประปราย รอบกายของเขาไร้ผู้คน มีเพียงแค่เขา ณ ที่แห่งนี้ นับว่าโชคดีไปที่เขาไม่ต้องมาสารภาพรักต่อหน้าผู้คน
แต่ในโชคดีก็ยังมีโชคร้ายอยู่...
ตึก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
หัวใจของเขาเปล่งเสียงท่วงทำนองจังหวะหัวใจออกมา คงเป็เพราะความกระวนกระวายใจ จึงทำให้เสียงของมันเด่นดังฟังชัดมาก
'ยะ...แย่แล้ว คิงส์เอนจิน[1]ของเราเริ่มส่งเสียงร้อง ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดมัน'
เด็กหนุ่มคนนั้นใช้มือขวาบีบเข้าไปที่กลางหน้าอกตัวเอง หวังจะให้เสียงร้องของมันเบาลง พลางมองรอบตัวว่าคนที่เขานัดมาแล้วหรือยัง โชคยังดีที่เธอคนนั้นยังไม่มา แต่ใจเ้ากรรมกลับยังคงส่งเสียงร้องอย่างต่อเนื่อง
'เงียบไปสักทีสิ!!'
เขาเพิ่มแรงบีบเข้าไปดั่งหมายมั่นที่จะควักหัวใจออกมา
ตึก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
แต่เสียงนั้นมันก็ยังไม่หยุด
ทั้งเสียงนี้ ทั้งเื่ที่เขาจะต้องสารภาพรักอีก ทั้งหมดมันทำให้เขาเริ่มเสียสติ
เขาเลิกบีบอกตัวเอง นำมือทั้งสองจับไปที่ขอบโต๊ะทั้งซ้ายขวาแทน ก่อนที่เขาจะเริ่ม... เอาศีรษะกระแทกลงไปบนโต๊ะนับครั้งไม่ถ้วน
"เงียบ! ไป! สัก! ที! สิ! ว่ะ!"
ตอนนี้เขาไม่ได้้าให้เสียงหัวใจของเขาเบาลงแล้ว ตอนนี้เขา้าให้ตัวเองหยุดหายใจไปเลยดีกว่า ทั้งเสียงหัวใจที่น่ารำคาญ ทั้งเื่ที่เขากำลังจะทำต่อไป มันสร้างความเครียดให้กับเขามหาศาล ในตอนนี้เขาอยากตายมากเลยล่ะ
แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะยังไม่ยอมให้เขาได้ตายในตอนนี้
"ทอย..." เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยทักเขาด้วยความผวา "นี่นายเป็อะไรไปงั้นเหรอ!?...ยังโอเคอยู่ใช่ไหม?"
ใช่ เด็กหนุ่มคนนั้นมีชื่อว่าทอย นนทกร อัครโสภน เขาไว้ผมทรงหน้าม้าสีดำเลื่อมโดยธรรมชาติ ใบหน้าของเขานั้นมีความสง่างามตามลักษณะพิมพ์นิยมในปัจจุบัน ั์ตาของเขานั้นมีสีแดงเข้มดุจดั่งเื แต่น่าเสียดายที่ใบหน้าและดวงตาของเขาในตอนนี้นั้น ถูกกลบไปด้วยเืที่โชกเต็มไปบนใบหน้า เขาเป็คนที่ค่อนข้างผอม แต่ก็เป็คนที่สูงกำยำ ทำให้พอกลบข้อเสียของตัวเองได้บ้าง
'จะ...จังหวะไม่ดีสุด ๆ ไปเลย!!'
ทอยในตอนนี้ช็อกจนอ้าปากค้าง เมื่อได้เห็นผู้หญิงคนที่เขานัดเอาไว้ มาเจอเขาในสภาพนี้ สภาพที่น่าอดสูและเวทนา
เมื่อเป็ดังนั้นเขาต้องพยายามพลิกเกมกลับมาให้ได้ ไม่ว่าเหตุผลที่ให้ออกไปจะแปลกประหลาดแค่ไหน ยังไงเขาก็จำเป็ต้องอธิบายออกไป
เขาใช้มือขวาชี้ไปที่แผลบนศีรษะของตัวเอง "อ๋อ!...นี่น่ะเหรอ พอดีฉันแค่อยากลองทดสอบความแข็งของหัวตัวเองเท่านั้นแหละ ฉันยังปกติดีไม่ต้องห่วงไปหรอก...เนเน่"
หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าทอย มีชื่อว่าเนเน่ ภันทิลา ปรีดา เธอมีผมสีชมพูอ่อนดั่งซากุระยามบานสะพรั่ง ผมประบ่าดัดปลายเล็กน้อยพอดูเป็ธรรมชาติ ม่านตาสีไลแลคยิ่งเสริมความเด่นให้ตัวเธอ ทั้งสีผมและดวงตาต่างสอดประสานสอดคล้องกัน จมูกทรงหยดน้ำที่ได้รูป คางเรียวเล็ก ผิวพรรณผ่องใสไร้รอยหมอง ส่วนโค้งเว้าเหมาะสมดั่งอิสตรี ที่ขนาดชุดนักเรียนก็ยังไม่สามารถปิดกั้นเรือนร่างอันสง่างามของเธอไว้ได้หมด
เธอคือตัวแทนของคำว่าสมบูรณ์แบบโดยแท้
เนเน่ผ่อนคลายความรู้สึกลง "งะ...งั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ดีไป ตอนแรกฉันนึกว่านายจะเป็บ้าไปแล้วซะอีก"
"อืม...ใช่แล้วฉันยังปกติดี"
'โกหกไปจนได้... แต่ก็น่าแปลกใจเหมือนกันนะเนี่ยที่เธอก็เชื่อด้วย'
ทอยทั้งรู้สึกผิดและโล่งอก ที่การแถสีข้างถลอกของเขามันได้ผล
"แต่ว่า... เืไหลออกมาเยอะมากเลย ไปห้องพยาบาลหน่อยดีมั้ย" เนเน่ยื่นข้อเสนอให้กับเขา
แต่เขาปฏิเสธไป "เื่นั้นเอาไว้ทีหลังเถอะ ก่อนอื่นฉันมีเื่ที่อยากจะบอกเธออยู่"
"เื่ที่จะบอกฉัน อ๋อ!...งั้นการที่นายเรียกฉันมาก็เพราะอยากบอกอะไรบางอย่างสินะ"
"ใช่แล้วล่ะ" เขาพยักหน้า
"งั้นเื่มันต้องสำคัญมากเลยสินะ นายถึงต้องรีบเรียกฉันมาเลย"
"จะว่ายังไงดีล่ะ...เื่มันก็...สำคัญแหละ" ทอยหลับตาลงเพื่อหลบสายตาของเนเน่ พลางใช้มือขวาเกาศีรษะ"สำคัญมากเลยล่ะ สำคัญมากจริง ๆ "
'อ่าาาาาาา!!! ทำยังไงดีเนี่ย!! ไม่กล้าลืมตาไปเลยแฮะ ไม่อยากเผชิญกับความจริงเลยสักนิด เธอจะมองฉันยังไงเนี่ย หน้าตาฉันเป็ยังไงบ้างเนี่ยตอนนี้เนี่ย!!!'
ถึงแม้ภายนอกจะดูสงบดั่งสายน้ำที่นิ่งสนิท แต่ภายในของเขาในตอนนี้กลับมีเพลิงกำลังลุกโชนอยู่ภายในใจ เขากำลังร้อนรนอย่างถึงที่สุด
'จะ...ใจเย็น ๆ ไว้สิตัวเรา ตั้งสติไว้!! เพียงแค่บอกเธอไม่กี่คำเื่ก็จะจบแล้ว ไม่ต้องห่วงไป เื่จะผ่านไปด้วยดีแน่ นายไม่ใช้เด็ก ๆ แล้วนะทอยที่จะมากลัวเื่แค่นี้ นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาหันหลังกลับ ในตอนนี้มีแต่ต้องเผชิญหน้าไปเท่านั้นแหละ!! '
ตอนนี้ไฟแห่งความร้อนรนได้เปลี่ยนไปเป็ไฟแห่งความกล้า ทอยในตอนนี้พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความจริงแล้ว เขาลืมตาตื่นด้วยดวงตาที่แสนจริงจัง พร้อมไปมือที่เกาศีรษะลง
"เนเน่" เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ฉันรักเธอ เธอมาคบกับฉันจะได้ไหม?"
พอพูดเสร็จเขาก็รีบใช้มือทั้งสองปิดบังใบหน้าที่กำลังแดงก่ำเพราะความเขินอาย
'พูดออกไปแล้วววว! ยะ...แย่ล่ะสิ น่าอายชะมัดเลย ไม่ไหวแล้ว ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ใครก็ได้พาฉันออกไปจากที่นี่ที!!'
เนเน่ที่ได้ยินคำสารภาพรักนั้น ทีแรกเธอก็มีท่าทีที่แปลกใจและแสดงอาการสับสนออกมา แต่ภายในระยะเวลาไม่นานเธอก็สามารถรวบรวมสติให้กลับมาได้ จากนั้นเธอก็รีบบอกคำตอบให้กับทอย
"ขอโทษนะ...แต่ฉันคิดกับนายแค่เพื่อน..."
ใน่เวลานั้นสำหรับทอย ทุกอย่างได้พังทลายลง ความฝันที่เคยวาดเอาไว้ ความหวังที่มีอยู่ ความรักที่มีให้ต่อเธอ มันเหมือน... ทุกอย่างเป็เื่โกหก
จริง ๆ เขานั้นรู้ตัวั้แ่ได้ยินคำว่า 'ขอโทษนะ' แล้ว แต่พอได้ยินคำว่า 'แต่ฉันคิดกับนายแค่เพื่อน' มันตอกย้ำทำให้เขารู้สึกเ็ป เขาเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าอาจถูกปฏิเสธ แต่พอได้เจอกับมันจริง ๆ มันก็ยังคงสามารถสร้างความเ็ปให้กับเขาได้อยู่
"งะ...งั้นเหรอ? นั่นสินะ...ขอโทษด้วย...เผลอพูดเื่ไม่เป็เื่ไปซะได้" ทอยก้มหน้าลงหวังเพื่ออยากจะหลบสายตาของเธอที่จ้องมองมาหาเขา
"ทอย นายโอเคหรือเปล่า?" เนเน่เดินเข้ามากอดทอย พลางลูบศีรษะของเขา เพื่อจะปลอบเขาให้รู้สึกดีขึ้น
"มันก็ยังโอเคอยู่แหละ...แต่แค่ว่า...แต่แค่ว่า..."
แต่แค่ว่าภาพความฝันของเขา ที่ได้มี่เวลาที่มีความสุขด้วยกัน ที่ได้ไปทำอะไรหลายอย่างด้วยกัน พอรู้ตัวว่าไม่มีทางที่มันจะเกิดขึ้นได้แล้ว มันก็สร้างความเ็ปให้กับเขาอย่างมหาศาล
และยังมีอีกอย่างที่สร้างความเ็ปให้กับเขา ความสัมพันธ์ที่อาจจะหายไป การที่เขามาสารภาพรักแบบนี้ เขาก็รับรู้ความเสี่ยงแล้วว่าเธอกับเขาอาจไม่สามารถเป็เพื่อนกันต่อไปได้ เขารู้ดีจึงพยายามเก็บความรู้สึกของตัวเองมาเสมอ แต่ว่าเขาก็ได้ค้นพบว่าเขาไม่อยากจะเก็บมันเอาไว้อีกแล้ว เขาไม่อยากเป็คนที่แอบชอบอีกต่อไปแล้ว
"นี่...เนเน่" ทอยเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เพื่อจะมองหน้าของเนเน่ "ฉันมีเื่ที่อยากขอร้องอยู่"
"อืม...พูดมาสิ"
"เธอช่วยลืมเื่กี้ไปได้ไหม?"
"ลืมยังงั้นเหรอ?"
"อืม...ฉันน่ะรู้ตัวเองดี ว่าฉันไม่สามารถที่จะกล้ามองหน้าเธอได้อีก ถึงแม้เธอจะทำเหมือนกับมันไม่มีอะไร แต่ตัวของฉันเองนี่แหละที่จะรับไม่ไหว เพราะงั้นการลืมมันไปคงจะดีกว่า... ฉันรู้ว่ามันยาก แต่ฉันก็จะพยายามลืมมันเหมือนกัน... 'เธอช่วยลืมเื่เมื่อกี้ไปให้หมดเลยนะ' "
พอสิ้นสุดคำนั้น ก็ได้เกิดประกายแสงสีขาวสว่างเจิดจ้า ปรากฏขึ้นระหว่างพวกเขาสองคน แสงนั่นเป็แสงที่สว่างมากจนทำให้ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ แสงนั่นค่อย ๆ จางลงไปตามระยะเวลา
พอแสงนั่นได้จางหายไปจนหมด เนเน่ก็ได้เห็นทอยนอนสลบล้มคว่ำลงกับพื้นพร้อมกับศีรษะที่เต็มไปด้วยเื เมื่อเห็นดังนั้นเนเน่ก็รีบเข้าไปดูอาการของทอยอย่างร้อนรน
"ทอย ๆ ๆ ๆ ตื่นสิ!" เนเน่ใช้มือตบไปที่บริเวณไหล่ของทอยอย่างเบามือที่สุด เพื่อเรียกสติของทอยให้กลับมา
เมื่อได้ยินเสียงเรียก ทอยก็ค่อย ๆ รวบรวมสติ แล้วลืมตาตื่นขึ้นมา
ในจังหวะที่ลืมตา ความเ็ปที่หัวก็ได้แล่นเข้ามาหาเขาในทันที และปฏิกิริยาตอบสนองของมนุษย์เมื่อเจ็บหรือปวดที่บริเวณ คนเรามักจะใช้มือจับไปที่ตรงนั้น เขาก็เช่นกัน พอมือแตะไปที่ศีรษะ เขาก็รู้สึกได้ถึงความเปียกชุ่ม เขาจึงเช็กมือของตัวเอง และก็ได้เขาเห็นมือของตัวเองที่ชุ่มไปด้วยเื
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ยยยยยยยยยย!? เืมาจากไหนกัน? แย่ล่ะสิ...เืออกมาเยอะมากเลยด้วย ตายแน่ ตายแน่เลยเรา"
เขาสูดลมหายใจเข้าออกไปมาอย่างร้อนรน
"ตั้งสติหน่อยสิ!! นายจะต้องไม่เป็ไรเชื่อฉันสิ เดี๋ยวฉันจะพานายไปห้องพยาบาลเอง"
เมื่อได้ยินเนเน่ะโมา ทอยจึงเริ่มตั้งสติและใจเย็นลง ไม่ร้อนรนเกี่ยวกับเื่อาการาเ็ของตัวเอง
"โทษที ๆ เผลอตัวไปหน่อย"
จากนั้นเธอก็ค่อย ๆ ช่วยพยุงทอยให้ลุกขึ้น แล้วเธอก็เริ่มก้าวเดินเพื่อไปยังห้องพยาบาล
ในระหว่างทางเนเน่ได้ซักถามถึงเื่ราวที่เกิดขึ้น "พอจะจำได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง?"
ทอยพยายามนึกว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เขาก็จำอะไรไม่ได้เลย "จำไม่ได้เลยสักนิด เท่าที่พอจะจำได้... ฉันกำลังนั่งรอเธออยู่ จากนั้น...ทุกอย่างก็เหมือนดับลงไปเลย"
"จำไม่ได้เลยงั้นเหรอ? หรือว่า!?...สมองจะได้รับการกระทบกระเทือน"
"ก็อาจจะใช่" ทอยยอมรับในข้อสันนิษฐานของเธอ "แล้วเธอได้เห็นอะไรบ้างหรือเปล่า?"
"ไม่เลย ตอนที่ฉันมาเจอนาย...นายก็สลบลงไปแล้วล่ะ"
"งั้นเหรอ? งั้นก็ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์เลยสินะ"
"ก็คงจะเป็อย่างนั้นแหละ"
ทว่าจริง ๆ แล้วไม่ใช่ ณ ที่แห่งนั้นไม่ได้มีเพียงแค่พวกเขา แต่ยังมีบุคคลที่เฝ้ามองเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่จุดอับสายตาหลังตึก
คนคนนั้นยืนมองพวกเขาเดินจากไป พอแน่ใจว่าพวกเขาเดินพ้นไปแล้ว คนคนนั้นจึงได้เผยตัวออกมา คนคนนั้นแท้จริงแล้วเป็ผู้หญิง
เธอสวมเสื้อนักเรียนสีขาวปกติดั่งนักเรียนทั่วไป แต่ที่บริเวณแขนเสื้อข้างขวา เธอได้ติดปลอกแขนที่เขียนคำว่า 'สภานักเรียน'
เธอมีผมทรงหางม้าสีแดงกุหลาบ ั์ตาของเธอมีแสงดุจดั่งมีเปลวเพลิงกำลังโหมลุกโชน เธอมีจมูกและริมฝีปากที่ได้รูปและน่าดึงดูด คางเรียวเล็ก ผิวเนียนขาวใส สัดส่วนร่างกายของเธอเป็ไปดั่งที่เหมาะที่ควรตามวัย อาจมีเพียงแต่หน้าอกของเธอที่ใหญ่เกินวัยไปบ้างเล็กน้อย และบวกกับชุดนักเรียนที่รัดแน่นจนทำให้สัดส่วนบริเวณนั้นชัดเจนมากขึ้น
โดยรวมแล้วเธอคือตัวแทนของความเร่าร้อน เธอเปรียบได้ดั่งดอกกุหลาบที่เต็มไปด้วยเสี้ยนหนาม สีผมและดวงตาสีแดงที่แสนเจิดจรัส ต่างทำให้ผู้ได้มองเกิดความร้อนรุ่มและอยากจะ แต่ทว่าความเร่าร้อนของเธอก็พร้อมจะแผดเผาทุกคนที่เข้ามาหา
"ชักจะน่าสนใจขึ้นมาแล้วแฮะ...เื่นี้น่ะ" เธอพูดพร้อมกับดูกระดาษโน้ตในมือที่เขียนเอาไว้ว่า 'นั่งรอเนเน่'
เชิงอรรถ
^
![]()
คิงส์เอนจิน(King Engine) คือท่าไม้ตายของตัวละครที่ชื่อว่า คิงส์ จากเื่วันพันซ์แมน(One Punch Man) เป็ท่าที่จะส่งเสียงหัวใจอันกึกก้องของเขาข่มขวัญศัตรู