ความเงียบงันภายในเรือนเอกของจวนแม่ทัพบัดนี้ช่างหนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยก้อนหินมหึมา แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านลวดลายฉลุของหน้าต่างไม้จันทน์หอมสาดส่องลงบนพื้นห้อง เผยให้เห็นละอองฝุ่นที่เต้นระบำอยู่ในอากาศอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อพายุอารมณ์ที่กำลังพัดกระหน่ำอยู่ภายในจิตใจของ เม่ยเหลียน
นางนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกทองเหลืองบานเดิม มือเรียวสวยลูบไล้ไปตามรอยฟกช้ำสีเขียวจางๆ ที่ข้อมือ... รอยประทับแห่งโทสะที่ แม่ทัพเฉินหยาง ฝากไว้เมื่อคืนรอยนี้เปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นซึ่งผูกมัดนางไว้กับฐานะ "ฮูหยินเอก" ที่ไร้ค่า ทว่าในความเ็ปนั้น กลับมีความซ่านสยิวบางอย่างแล่นพล่านอยู่ใต้ิั ทุกครั้งที่ปลายนิ้วััลงบนรอยนั้น นางกลับนึกถึงเพียงคนเดียว... คนที่มอบ "รสสวาท" ที่แผดเผาทุกกฎเกณฑ์จนมอดไหม้ไปในรัตติกาลที่ผ่านมา
"อาซาน..." นางพึมพำชื่อนั้นแ่เบา ราวกับกลัวว่าลมหายใจของตนจะทำให้ความลับนี้รั่วไหลออกไป
เสียงแตรศึกที่ดังแว่วมาจากทิศทางของป่าท้ายจวนทำให้นางสะดุ้งสุดตัว แตรนั้นคือสัญญาณการเริ่มต้นของ "การล่า" ที่เฉินหยางประกาศกร้าวไว้ นางรู้ดีว่าสามีของนางไม่ใช่คนที่จะยอมปล่อยให้มลทินใด ๆ มาแปดเปื้อนเกียรติยศของเขาได้นานนัก การที่เขาควบม้าออกไปพร้อมทหารฝีมือดีสิบนายในเช้านี้ ย่อมหมายความว่าเขามั่นใจว่าจะต้องได้ "ศีรษะ" ของชายชู้กลับมาล้างอายอย่างแน่นอน
เม่ยเหลียนลุกขึ้นยืนด้วยร่างกายที่ยังคงอ่อนล้า อาภรณ์ไหมสีขาวบางเบาที่นางสวมใส่พลิ้วไหวไปตามจังหวะการก้าวเดินที่ดูสง่างามแต่แฝงไปด้วยความกังวล นางเดินไปที่ประตูห้องหอที่ถูกล็อกแน่นจากด้านนอก เสียงฝีเท้าขององครักษ์ที่เดินลาดตระเวนอยู่ระเบียงไม้ดังขึ้นสม่ำเสมอ ราวกับเสียงกลองศึกที่คอยย้ำเตือนว่านางคือ "นักโทษ" ในบ้านของตนเอง
"ท่านพี่... ท่านคิดว่ากำแพงจวนที่สูงชันเหล่านี้จะกักขังหัวใจที่เตลิดหนีไปแล้วของข้าได้จริงหรือ?" นางคิดในใจด้วยความขมขื่น
นางหวนนึกถึงใบหน้าของ อนุชิง ที่เพิ่งเดินออกจากห้องไปพร้อมกับนกกระดาษที่เป็ความหวังเดียวของนาง แผนการที่นางใช้ "ตำแหน่งฮูหยินเอก" เป็เหยื่อล่อให้อนุชิงยอมร่วมมือส่งข่าวนั้นเป็เดิมพันที่เสี่ยงที่สุด หากอาซานได้รับข่าวและหนีไปทัน นางอาจจะต้องเผชิญกับโทสะที่รุนแรงกว่าเดิมจากเฉินหยาง แต่หากเขาหนีไม่พ้น... นางก็พร้อมที่จะจบชีวิตตนเองลงในกรงทองแห่งนี้
ในขณะเดียวกัน ลึกเข้าไปในผืนป่าทึบที่แสงแดดส่องลงมาไม่ถึงพื้นดิน อาซาน ยืนนิ่งอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ร่างกายกำยำที่ไร้อาภรณ์ท่อนบนเผยให้เห็นรอยสักรูปพยัคฆ์เหินที่พาดผ่านแผ่นหลังกว้าง เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ เกาะอยู่ตามกล้ามเนื้อแขนที่ตึงแน่นขณะที่เขากำลังตรวจสอบความเรียบร้อยของธนูคู่กาย แววตาของเขาที่เคยดุดันเยี่ยงสัตว์ป่าบัดนี้กลับมีความนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด
เขาก้มลงมองนกกระดาษสีขาวที่ถูกวางทิ้งไว้บนศาลาริมน้ำท้ายสวน... ข้อความในนั้นสั้นแต่ทรงพลังราวกับเพลิงกามที่เขามอบให้นางยามรัตติกาล เขารู้ดีว่าแม่ทัพเฉินหยางกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่เพื่อปลิดชีพเขา ทว่าอาซานไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขากลับยิ้มที่มุมปากอย่างเ้าเล่ห์
"เฉินหยาง... เ้าทำลายตระกูลข้า ใส่ร้ายข้าจนต้องหนีตายมาเป็พรานป่าชั้นต่ำ และตอนนี้เ้ายังคิดจะพราก 'หัวใจ' ที่ข้าเพิ่ง่ชิงมาจากอกของเ้าคืนไปอีกหรือ?" เขาพึมพำกับตนเอง
อาซานไม่ใช่เพียงพรานป่าผู้ต่ำต้อยอย่างที่เฉินหยางเข้าใจ เขาคืออดีตนายทหารผู้เชี่ยวชาญการรบในป่าที่ถูกหักหลังและใส่ร้ายโดยแม่ทัพผู้ละโมบอำนาจคนนี้เอง การที่เขาได้เม่ยเหลียนไม่ใช่เพียงการแก้แค้นด้วยร่างกาย แต่เขากลับเริ่มหลงรักในความเด็ดเดี่ยวและความรุ่มร้อนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ฮูหยินเอกผู้อ่อนแอของนาง ััที่เขามอบให้นางในกระท่อมนั้นคือ "ความจริง" เพียงอย่างเดียวในโลกที่เต็มไปด้วยหน้ากากและการลวงหลอก
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของม้าศึกที่ควบตะบึงใกล้เข้ามาพร้อมกับเสียงสุนัขล่าเนื้อที่เห่ากระโชกทำให้อาซานต้องรีบเคลื่อนไหว เขาไม่ได้เลือกที่จะหนีไปให้ไกลอย่างที่เม่ยเหลียนขอร้อง แต่เขากลับเลือกที่จะ "ล่อ" ศัตรูเข้าไปในกับดักที่เขาวางไว้ในเงามืดของป่า
กลับมาที่เรือนเอก เม่ยเหลียนเดินไปเดินมาด้วยความร้อนรุ่มราวกับคนเป็ไข้ป่า นางหยุดยืนหน้ากระจกอีกครั้งแล้วเริ่มปลดอาภรณ์ชั้นนอกออกช้าๆ นางมองดูรอยรักที่คอซึ่งบัดนี้เริ่มเปลี่ยนเป็สีม่วงเข้ม รอยนี้คือพยานหลักฐานแห่งความผิดบาปที่นางภาคภูมิใจ นางลูบไล้มันอย่างทะนุถนอมพรางจินตนาการถึงคืนแรกที่อาซานรุกรานกายานาง
ในจินตนาการของนาง... ััของอาซานช่างรุนแรงทว่านุ่มนวลราวกับสายน้ำที่หล่อเลี้ยงหัวใจที่แห้งผาก ลิ้นที่หยาบกร้านของเขาที่เลียไปตามรอยแยกของร่างกายสร้างความซ่านสยิวจนนางต้องแอ่นกายรับด้วยความโหยหา เสียงครางหวานหูที่นางไม่เคยคิดว่าจะเปล่งออกมาได้นั้นยังคงดังก้องอยู่ในหู ความสุขสมที่เขาปรนเปรอให้นั้นช่างแตกต่างจากความรุนแรงที่ไร้หัวใจของเฉินหยางที่พยายามเพียงเพื่อจะ "ตีตรา" ความเป็เ้าของคืน
"อาซาน... ได้โปรดรอดชีวิตกลับมาหาข้าที" นางอ้อนวอนต่อแสงจันทร์ที่กำลังจะมาถึง
ทันใดนั้น เสียงะโอย่างบ้าคลั่งก็ดังขึ้นมาจากทางหน้าจวน ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าทหารที่วิ่งกันชุลมุน เม่ยเหลียนรีบวิ่งไปที่หน้าต่างเห็นทหารนายหนึ่งควบม้ากลับมาในสภาพที่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเื
"ท่านแม่ทัพ! ท่านแม่ทัพติดกับดักในป่าขอรับ!" เสียงทหารคนนั้นะโรายงานด้วยความตระหนก
หัวใจของเม่ยเหลียนเต้นระรัวด้วยความสะใจที่ผสมปนเปไปกับความหวาดกลัว นางรู้ดีว่าอาซานเป็คนฉลาดและดิบเถื่อนเพียงใด การที่เฉินหยางพ่ายแพ้ในบ้านของตนเองคือชัยชนะที่หอมหวานที่สุดของนาง ทว่าความสุขนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อนางเห็นอนุชิงวิ่งเข้ามาในสวนด้วยสีหน้าที่ซีดเผือด
"ท่านพี่เม่ยเหลียน! ท่านพี่เฉินหยางาเ็สาหัส! ท่านทำอะไรลงไปเ้าคะ?!" อนุชิงะโถามด้วยความขวัญเสีย
เม่ยเหลียนยิ้มเยาะที่มุมปาก นางไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับเดินกลับไปนั่งที่เตียงกุหลาบอย่างนิ่งสงบ นางหยิบมีดพกขนาดเล็กที่ซ่อนไว้ใต้หมอนออกมา ลูบไล้คมมีดที่สะท้อนแสงสว่าง "ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยอนุชิง... ข้าเพียงแต่เปิดกรงขังให้สิงห์ที่าเ็ได้ออกไปล่าเหยื่อของมันคืนเท่านั้น"
ความตึงเครียดในเรือนหลังเริ่มปะทุขึ้นราวกับูเาไฟที่รอวันะเิ ความลับของเม่ยเหลียนบัดนี้ไม่ได้เป็เพียงเื่ชู้สาว แต่มันกำลังจะกลายเป็ชนวนเหตุที่ทำลายจวนแม่ทัพให้พังทลายลงในพริบตา ในขณะที่เฉินหยางกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดในป่าทึบ เม่ยเหลียนกลับเริ่มวางแผนขั้นต่อไป... แผนการที่จะพานางและคนรักหนีไปจากความโสมมเหล่านี้ตลอดกาล
รัตติกาลกำลังจะมาเยือนอีกครั้ง และในคืนนี้... แสงจันทร์อาจจะไม่ได้สาดส่องลงมาเพื่ออวยพรให้แก่คู่รักมงคล แต่จะสาดส่องเพื่อเป็พยานให้แก่ "รสสวาท" ที่แฝงไปด้วยเืและการแก้แค้นบทสุดท้าย
นางหลับตาลงพรางจินตนาการถึงััสุดท้ายของอาซานก่อนจะจากกัน... ััที่เขากระซิบชิดใบหูว่า "ข้าจะมารับเ้า... ไม่ว่าเกียรติยศของเ้าจะแปดเปื้อนเพียงใด ร่างกายนางก็คือบ้านหลังเดียวของข้า"
เม่ยเหลียนกระชับมีดพกในมือแน่น นางรู้ว่าศึกครั้งนี้ยังไม่จบ และคนที่จะเป็ผู้ชนะในเกมกามและอำนาจครั้งนี้... จะต้องเป็นางเพียงผู้เดียว