วันเวลายังคงผ่านพ้นไปอย่างเรียบง่าย ในแต่ละวันแขกทั้งสองในกระท่อมไม้ไผ่ก็ยังคงทำกิจวัตรของตนเองอย่างปกติ อีกทั้งในเวลานี้ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวจากฝ่ายใดเลย แต่หลิงซีย่อมทราบดีอยู่แก่ใจว่านี่คือความสงบก่อนพายุจะพัดมา เขาไม่ได้มีความคิดที่จะเข้าไปยุ่งวุ่นวายอะไรด้วย แต่เขากำลังคิดที่จะหาประโยชน์จากความวุ่นวายนี้ต่างหาก
แคว้นหนานจงส่วนมากแล้วมีพื้นที่ติดทะเล จึงมีการเปิดตลาดการค้ากับชาวตะวันตกอยู่มากพอสมควร แต่เื่เ่าั้ไม่ได้อยู่ในความสนใจของหลิงซีมากนัก เขาสนใจทหารรับจ้างกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ติดทะเลแถบตะวันตกของแคว้นหนานจงต่างหาก
ยังมีโจรสลัดกลุ่มหนึ่งจากทะเลตะวันออกของแคว้นหนานจง และคนในหมู่บ้านเล็กๆ ที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนระหว่างแคว้นหยางกับแคว้นหนานจงด้วย พวกเขาคือสหายเก่าที่เคยยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับหลิงซีมาโดยตลอด พวกเขาไม่เคยสนใจว่าหลิงซีเป็ใคร พวกเขาสนใจเพียงสิ่งที่หลิงซีอยากจะทำเท่านั้น
เป็ไปได้มากว่าในเร็วๆ นี้หลิงซีจะมีโอกาสได้พบกับทหารรับจ้างกลุ่มนั้น หากจำไม่ผิดพวกเขาจะรับงานมาสืบข่าวในเมืองเพื่อส่งไปยังแคว้นหนานจง และด้วยความสามารถของพวกเขาจึงทำให้แคว้นหนานจงวางแผนซ้อนแผนจนกระทั่งเกือบจะตัดหัวแม่ทัพเฟิ่งกลับแคว้นไปได้ด้วยซ้ำ
ไม่แน่ว่าในเวลานี้พวกเขาอาจมาอยู่ที่เมืองนี้แล้วก็เป็ได้..ช่างน่าคิดถึงยิ่งนัก ไหนๆ วันนี้ก็ต้องเข้าเมืองไปส่งภาพวาดและต้นฉบับนิยายประโลมโลกอยู่แล้ว ก็ใช้โอกาสนี้สำรวจความเคลื่อนไหวในเมืองไปด้วยเลยแล้วกัน
“ท่านผู้เฒ่าทั้งสองวันนี้ข้าต้องเข้าไปในเมืองสักหน่อย พวกท่านจะไปด้วยหรือไม่”
หานคุนถามขึ้นอย่างสงสัย “เหตุใด่นี้เ้าจึงไปบ่อยนัก ปกติหากไม่มีเื่สำคัญอันใดต่อให้เอาม้ามาลาก เ้าก็ไม่ไปไม่ใช่หรือ”
โดยปกติแล้วหลิงซีไม่ค่อยจะออกไปเที่ยวเล่นที่ไหน ก็มีแต่่นี้เท่านั้นที่มักจะเข้าไปในเมืองอยู่บ่อยๆ อีกทั้งยังทำตัวแปลกๆ อย่างการเดินรอบเมืองก่อนสักรอบ แล้วเข้าไปนั่งจิบชาในโรงเตี๊ยมจนกระทั่งถึงเย็น คล้ายกับว่าเด็กหนุ่มกำลังสำรวจหรือรอคอยอะไรสักอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
หลิงซี “วันนี้ข้าต้องไปส่งต้นฉบับหนังสือประโลมโลกและภาพวาด อีกทั้งยังต้องซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาด้วย เพราะหากวันนี้ข้าไม่ไป พรุ่งนี้หุ่นสองตัวนั้นคงขยับให้พวกท่านเล่นไม่ได้แล้ว แต่ถึงจะไปก็ไม่รู้ว่าจะซื้อกลับมาได้หรือไม่ น้ำมันเชื้อเพลิงเ่าั้ซื้อขายยากยิ่ง หากข้าซื้อกลับมาไม่ได้ท่านผู้เฒ่าทั้งสองคงต้องหยุดเล่นมันสักเดือนสองเดือนแล้วล่ะ”
หานคุน “ก็แค่ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงเองไม่ใช่หรือ เ้าพูดเหมือนมันเป็เื่ยากนัก”
หลิงซีทอดถอนหายใจก่อนอธิบาย “มันต้องยากอยู่แล้ว เพราะทางการจำกัดการซื้อขายเข้มงวดมาก ในแต่ละเดือนสามารถซื้อได้มากที่สุดไม่เกินสิบจินเท่านั้น ในส่วนที่ข้าซื้อมาเก็บเอาไว้ในโรงเก็บของก็ถูกพวกท่านใช้ไปหมดแล้ว เมื่อเป็เช่นนี้ท่านผู้เฒ่าจะให้ข้าทำเช่นไร นอกจากบังคับให้พวกท่านเลิกเล่นหุ่นนั่นเสีย ไม่เช่นนั้นแม้แต่ตะเกียงน้ำมันก็คงจะจุดไม่ได้แล้ว”
(1 จินเท่ากับ 500 กรัม)
หานหลินพูดขึ้นเพื่อตัดปัญหา “เอาเถิด พวกข้าจะไปด้วยก็แล้วกัน บางทีพวกข้าอาจเจรจาขอซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นได้ รีบไปกันเถอะอย่ามัวชักช้าอยู่เลย”
เขาก็ลืมฉุกคิดถึงเื่นี้ไปเสียสนิท ชาวบ้านทั่วไปจะถูกจำกัดการซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงและแร่เหล็กต่างๆ อย่างเข้มงวดอยู่แล้ว แต่หากเป็ทหารหรือขุนนางก็จะได้รับสิทธิ์การซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิงและแร่เหล็กได้มากขึ้นตามความเหมาะสม
หลิงซี “..ต้องเก็บหุ่นนั่นก่อน หากใครบังเอิญมาเจอเข้าประเดี๋ยวจะมีเื่ยุ่งยากตามมาภายหลัง”
“ไม่ต้องหรอกกลางป่าเช่นนี้จะมีใครที่ไหนดั้นด้นมากัน” อีกทั้งการป้องกันที่นี่ไม่เคยหละหลวม ย่อมไม่มีใครหน้าไหนสามารถ ‘บังเอิญ’ มาที่นี่ได้อยู่แล้ว..หานคุนพูดต่อประโยคหลังในใจเงียบๆ พวกเขาไม่เคยบอกหลิงซีว่านับั้แ่ที่พวกเขาเจอสิ่งประดิษฐ์พวกนี้ พวกเขาก็วางกำลังคนป้องกันที่นี่เอาไว้อย่างหนาแน่น ที่นี่จึงเปรียบเหมือนดั่งปราการเหล็กที่ต่อให้มีปีกก็บินเข้ามาไม่ได้
“..แต่ว่า”
“ไม่ต้องแต่แล้วรีบไปกันเถอะ” หานคุนไม่อยากฟังความเห็นไร้สาระของเด็กหนุ่มแล้ว จึงได้เลือกที่จะลากตัวหลิงซีขึ้นเกวียนไปอย่างรวดเร็ว
…ภายในเมืองที่มีผู้คนเดินจับจ่ายซื้อสินค้ากันอย่างขวักไขว่ ร้านค้าน้อยใหญ่สองฟากทางะโเรียกลูกค้ากันอย่างคึกคัก แต่นั่นก็ไม่ได้อยู่ในความสนใจของหลิงซีสักเท่าไหร่ เขายังคงมุ่งหน้าไปยังร้านหนังสือร้านเดิมเพื่อทำธุระของเขาให้เรียบร้อย เมื่อได้รับค่าจ้างเรียบร้อยเขาก็เดินทางไปยังร้านค้าของทางการตามปกติ
และดูเหมือนแขกทั้งสองคนในบ้านจะมีความสามารถด้านการ ‘เจรจา’เป็อย่างมาก จึงทำให้สามารถซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงกลับไปได้มากกว่าปกติหลายเท่า หลิงซี ไม่ได้สนใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ด้วยรู้อยู่แล้วว่าหากสองคนนี้้า ทางการก็ย่อมพร้อมที่จะให้
สิ่งที่หลิงซีให้ความสนใจในตอนนี้ก็คือชาวบ้านที่เดินทางมากับขบวนสินค้ากลุ่มหนึ่งต่างหาก..ในที่สุดพวกเขาก็มากันแล้ว
“อาหลิงเ้ามองอันใดอยู่ ขบวนสินค้านั่นมีของอันใดที่เ้าสนใจหรือ เดี๋ยวพ่อบุญธรรมผู้นี้จะซื้อให้ ว่าอย่างไรเ้าลูกชายอยากจะไปดูสักหน่อยหรือไม่”
“..สินค้าเ่าั้ไม่ได้มีอันใดน่าสนใจ แต่ว่า..นั่นสินะ ไปดูสักหน่อยก็ไม่เสียหายอันใด พวกท่านรอข้าอยู่ตรงนี้สักประเดี๋ยว ข้าจะรีบกลับมา” หลิงซีเดินเข้าไปหาชาวบ้านกลุ่มนั้นเพียงลำพัง แล้วถามถึงสิ่งที่เขา้าอย่างไม่ปิดบังจุดประสงค์
“..ข้า้าเหล้าสดับจันทร์พวกท่านมีมันหรือไม่”
“..เสียใจด้วยน้องชายแต่เหล้านั่นไม่ได้มีไว้ขาย ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเ้ารู้มาจากไหน แต่ว่ามันไม่ได้มีไว้สำหรับเ้า”
‘ชาวบ้าน’ ผู้หนึ่งที่เดินทางมากับขบวนสินค้านี้ตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา เหล้าสดับจันทร์ไม่เคยมีไว้ขาย แต่มีไว้สำหรับพวกพ้องที่คู่ควร ถึงมันจะไม่ใช่ความลับอะไรแต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะรับรู้ ในกรณีเช่นนี้หากไม่ใช่ผู้ที่้าจ้างวานพวกเราจนสืบรู้มา ก็คงเป็ศัตรูในทางแคบที่ไม่รักชีวิต หรือไม่ก็ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง
“ในเมื่อไม่ได้มีไว้ขาย เช่นนั้นแล้วพี่ชายจะมอบให้ข้าได้หรือไม่?” หลิงซีย่อมรู้ความนัยดีอยู่แล้ว การที่เขาเลือกเข้าหาตรงๆ แบบนี้เพราะทราบถึงนิสัยใจคอของอีกฝ่ายดี หลิงซีไม่จำเป็ต้องพูดอ้อมค้อมหรือเล่นแง่อะไร เขาแค่ต้องบอกสิ่งที่เขา้าไปตรงๆ ส่วนจะได้มาหรือไม่นั้นก็เป็อีกเื่…
“ข้าไม่สนหรอกนะว่าเ้าจะเป็ใคร แต่หากยังไม่ยอมเลิกราแล้วไสหัวไปแต่โดยดี งั้นก็ต้องดูว่าเ้าจะมีปัญญาเอามันไปได้หรือไม่” นี่ถือเป็การเตือนครั้งสุดท้าย ว่าถ้าหากยังไม่อยากตายก็จงรีบไสหัวไปเสีย
หลิงซียังคงยืนยันคำเดิม “ข้า้าเหล้าสดับจันทร์”
ทันทีที่พูดจบฝ่ามือวายุสังหารของ ‘หัวหน้าชาวบ้าน’ กลุ่มนี้ก็เคลื่อนไหวกลางอากาศอย่างรวดเร็ว หลิงซีรับฝ่ามือนั้นด้วยวิชาพลิกปฐี ฝ่ามือคนทั้งสองปะทะกันอย่างรวดเร็วกลางอากาศ ร่างกายของคนทั้งสองไม่มีการขยับเขยื้อนแต่อย่างใด อีกทั้งการปะทะฝ่ามือของคนทั้งสองเปรียบเสมือนมีภูตผีบังตา แทบจะไม่มีใครรับรู้เลยด้วยซ้ำว่าพวกเขาได้ปะทะกันอย่างดุเดือดผ่านหนึ่งฝ่ามือที่ซัดออกไป
.
.