บทที่
4
ภารกิจแรกนอกสำนัก
ยามเฉิน[1]
ท่ามกลางแสงแดดอ่อนในยามเช้าของวันใหม่แสงแดดอ่อนทอดผ่านผืนเมฆบาง ร่วงหล่นลงมาบนผืนหญ้าที่ขึ้นแซมตามขอบหุบเขา
กลิ่นอายของดินชื้นผสมกับกลิ่นหญ้าทั้งใหม่และเก่าที่ทับถมกันเป็เวลานานคละคลุ้งอยู่ในอากาศ
แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้นคือกลิ่นของพิษที่ลอยออกมาจากเบื้องลึกของหุบเขาหมื่นอสรพิษราวกับเป็คำเตือนจากธรรมชาติให้ผู้ใดก็ตามที่เหยียบย่างเข้ามาในที่แห่งนี้ รีบหันกายกลับไปเสียก่อนที่จะสายเกินไป
เบื้องหน้าของหุบเขาตรงปากทางเข้ามีเด็กหนุ่มหนึ่งคนและเด็กสาวอีกหนึ่งคนกำลังยืนอยู่เคียงกันคนทั้งคู่นั้นฟังเสียงของอสรพิษนับไม่ถ้วนที่สะท้อนดังมาให้ได้ยินจากด้านใน
หลินเยว่ซินยืนมองหุบเขาที่สูงตระหง่านตรงหน้ามือข้างหนึ่งของนางกำกระบี่คู่กายของตัวเองไว้แน่น
ใบหน้าขาวซีดั์ตาสีเข้มเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นแล้วพึมพำออกมาเบาๆ ว่า “ที่นี่...ทำให้ข้าแทบหายใจไม่ออก”
ได้ยินเช่นนั้นอี้เทียนหรานก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า “นี่เป็เพียงไอพิษชั้นนอก ยังไม่ถึงขั้นทำอันตรายเ้ามากนักดังนั้นตอนนี้เ้าควรใช้ปราณแท้ของเ้ากดจุด เหอกู่ เน่ยกวน เถียนถู ต้าโจว์และกวนหยวน เอาไว้ เพื่อไม่ให้พิษภายนอกแพร่เข้าไปในร่างกายเ้า”
ยามได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายหลินเยว่ซินก็ทำตามอย่างว่าง่าย พอเห็นเช่นนั้นอี้เทียนหรานจึงชักสายตาคืนกลับมา ก่อนตัวเองจะกวาดตามองรอบๆหุบเขาหมื่นอสรพิษอีกครั้ง
จากนั้นจึงใช้ปลายเท้าสะกิดเห็นลูกขนาดหนึ่งกำปั้นขึ้นมาแล้วโยนไปที่ปากทางเข้าถ้ำตรงหน้าทันที
และทันทีที่ก้อนหินพุ่งไปถึงปากทางเข้าถ้ำฉับพลันก็ปรากฏร่างของงูั์สีดำลายเขียว พุ่งขึ้นมาอ้าปากกัดก้อนหินจนแตกกระจัดกระจายน้ำลายที่เต็มไปด้วยพิษหยดลงพื้นแผ่นดิน กัดกร่อนเศษหินจนมีควันสีเขียวลอยขึ้นมา
ส่งผลให้หลินเยว่ซินเห็นเช่นนั้นถึงกับหน้าเปลี่ยนสีแล้วพึมพำออกมาว่า “นี่เป็เพียงแค่ผู้เฝ้าปากทางก็ร้ายกาจถึงเพียงนี้แล้ว”แล้วเผลอก้าวถอยหลังด้วยความหวาดหวั่นทันใด
งูั์ตัวใหญ่ชูคอแผ่แม่เบี้ยข่มขู่ศัตรูที่กำลังจะรุกล้ำเข้ามาใกล้ั์ตาสีเหลืองจับจ้องมองผู้คนที่กำลังบุกรุกเข้ามาด้วยแววตานิ่ง
เพียงพริบตาเดียวงูั์ตรงหน้าก็พุ่งเข้ามาใส่คนทั้งคู่แบบทันทีทันใดพอเห็นเช่นนั้นอี้เทียนหรานก็ขยับตัวไปยืนขวางหน้าหลินเยว่ซินเอาไว้
ก่อนชายหนุ่มจะสะกิดปลายเท้าแล้วะโขึ้นไปจากนั้นก็ใช้ฝ่ามือเพียงข้าง กดหัวงูลงไปด้วยพละกำลังของตน
ส่งผลให้หัวงูกระแทกกับพื้นแผ่นดินเบื้องล่างอย่างแรงจนพื้นหินแตกร้าวเพราะแรงกระแทกมหาศาลที่อี้เทียนหรานใส่ลงไป
หางงูที่ยาวหลายจั้งสะบัด ฟาดพื้นที่โดยรอบไปมาจนเศษหินเศษฝุ่นปลิวว่อนกระจายไปทั่วทุกพื้นที่ ราวกับจะพยายามดิ้นรนด้วยแรงสุดท้ายที่ตัวเองมีเพื่อให้ได้อิสรภาพคืนกลับมาอีกหน
แต่ดูเหมือนอี้เทียนหรานจะไม่ยอมให้เป็เช่นนั้นง่ายๆชายหนุ่มยกกำปั้นขึ้นแล้วชกลงไปที่หัวของมันอีกทีอย่างเต็มกำลัง จึงทำให้เ้างูตัวใหญ่สะบัดหางของมันอีกเพียงแค่สามครั้งก่อนจะแน่นิ่งไป
ส่งผลให้คนที่เห็นภาพตรงหน้าอย่างหลินเยว่ซินถึงกับเบิกตากว้างอย่างใแล้วอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามอีกฝ่ายว่า “สามารถสยบสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นกลางได้ด้วยหมัดเดียวถึงแท้จริงแล้ว เ้าคือใครกันแน่ เสี่ยวอี้”
สิ้นเสียงดังกล่าวอี้เทียนหรานก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆโดยที่ไม่หันไปมองคู่สนทนาว่า “ข้าก็แค่เด็กรับใช้ในสำนักเมฆาเขียวเท่านั้นแหละ” ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปในถ้ำโดยที่ไม่เอ่ยคำใด
จึงทำให้หลินเยว่ซินอดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่นแล้วพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ พร้อมกับพึมพำออกมาว่า “คนคนนี้ไม่ว่ายังไงก็เ็าอยู่วันยังค่ำ”แล้วสาวเท้าตามอีกฝ่ายเข้าไปอย่างช้าๆ
คนทั้งคู่เดินลึกเข้าไปด้านใน แต่ละก้าวก็มีเสียงของอสรพิษมากมายร้องขู่ดังประสานให้ได้ยินอย่างไม่หยุดหย่อน
บรรยากาศโดยรอบอบอวนไปด้วยกลิ่นพิษร้ายที่สามารถทำลายชีวิตหากพลั้งเผลอบรรยากาศโดยรอบราวกับกำลังสาวเท้าเดินเข้าไปสู่ดินแดนที่ไม่ควรย่างกราย
ทว่าในขณะที่คนทั้งคู่กำลังสาวเท้าเข้าไปเรื่อยๆอยู่นั้น จู่ๆ พื้นแผ่นดินที่ยืนอยู่ก็สั่นะเืเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินจะแยกออกจากกันเสียให้ได้
ก่อนรอบๆ กายของพวกเขาทั้งคู่จะปรากฏหมอกสีเขียวเข้มรอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
เพียงชั่วพริบตาก็ปรากฏเงาของงูั์สูงกว่าสิบจั้งโผล่พรวดขึ้นมาโดยที่ลำตัวของมันนั้นมีเกล็ดสีทองเขียวส่องประกายสะท้อนเข้าสู่สายตา
ลมปราณสีเขียวเข้มที่เติมไปด้วยพิษร้ายแผ่กระจายออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน ดวงตาสีแดงฉานกำลังจับจ้องอี้เทียนหรานและหลินเยว่ซินราวกับเหยื่อตัวน้อยที่จะเป็อาหารการโอชะได้ทุกเมื่อ
เพียงการขยับหางของมันเพียงครั้งเดียวก็กวาดกระแทกพื้นหินรอบๆ จนแตกกระจัดกระจายฝุ่นฟุ้งตลบเป็กลุ่มหมอกสีขาวบังเกิดขึ้นมา
พอได้เห็นเช่นนั้นหลินเยว่ซินก็สูดลมหายใจเข้าอย่างแรงก่อนตัวเองจะก้าวถอยหลังหลบเศษฝุ่นควันที่ปะทุขึ้นมาแบบกะทันหัน
แล้วพึมพำออกมาด้วยท่าทางที่ค่อนข้างหวาดหวั่น“นั่นมัน อสรพิษจันทราสัตว์อสูรระดับสองขั้นต้น” ก่อนจะเหลือบสายตาหันไปมองคนข้างกายแบบทันทีทันใด
พอหันไปก็เห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้างกายของนางนั้นอย่างอี้เทียนหรานยังคงยืนมองอสรพิษร้ายตรงหน้านิ่งๆ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆ
และเพียงเดี๋ยวเดียวอสรพิษจันทราตรงหน้าก็หวดหางของตัวเองมาทางคนทั้งคู่ด้วยพละกำลังมหาศาล
ส่งผลให้หลินเยว่ซินจำต้องใช้กระบี่คู่กายของขึ้นมาตั้งรับเพื่อปกป้องตัวเองเอาไว้ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรต่อ นางก็ถูกหางของอสรพิษจันทราปัดจนร่างกระเด็นไปไกล
ก่อนอสรพิษร้ายตรงหน้าจะแผ่ลมปราณที่เต็มไปด้วยไอพิษร้ายออกมาอีกหนจึงทำให้หลินเยว่ซินที่มีาแตามร่างกาย ถูกพิษเข้าจนได้
พิษร้ายที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากอสรพิษจันทราได้แทรกซึมไปทั่วร่างของเด็กสาวผ่านทางาแฉกรรจ์
แม้หลินเยว่ซินจะพยายามใช้ปลายนิ้วสกัดจุดชีพจรบนร่างเพื่อยับยั้งพิษเอาไว้แต่ก็ทำไม่ได้อย่างใจ ร่างทั้งร่างจึงค่อยๆ ทรุดลงไปกองอยู่บนพื้นเบื้องล่างอย่างหมดกำลังแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงว่า “เสี่ยวอี้ ข้าไม่ไหวแล้วเ้าหนีไปเสียไม่ต้องเป็ห่วงข้า”
แต่พูดได้เพียงแค่นั้น อสรพิษจันทราตรงหน้าก็จู่โจมเข้ามาอีกครั้งมันอ้าปากกว้างจนเห็นเขี้ยวพิษขนาดมหึมาอยู่ภายใน
พอได้เห็นเช่นนั้นอี้เทียนหรานก็พุ่งตัวเข้ามาขวางเอาไว้เขากำหมัดแน่นแล้วยื่นมืออีกข้างไปจับเขี้ยวข้างหนึ่งของเ้าสัตว์อสูรตัวใหญ่ แล้วเหวี่ยงหมัดไปที่หัวของมันอย่างเต็มกำลัง
แต่ดูเหมือนอสรพิษร้ายตรงหน้าไม่สะทกสะท้านกับกำลังที่อี้เทียนหรานใส่ลงไปสักเท่าไรนัก ส่งผลให้เด็กหนุ่มพยายามเคล้นลมปราณที่ถูกผนึกไว้ของตัวเองออกมา
ทว่ายังไม่ทันที่จะไปถึงไหนตราประทับรูปเปลวไฟบนกลางหน้าผากก็เผยออกมาแบบกะทันหัน เพื่อหยุดยั้งไม่ให้เขาปลดปล่อยกำลังภายในเสียอย่างนั้น
จึงทำให้ในยามนี้ร่างกายของอี้เทียนหรานเกิดอาการปั่นป่วนขึ้นมาแบบทันควันเืในกายร้อนระอุราวกับมีเปลวไฟบรรลัยกัลป์แผดเผาอยู่ภายใน
จึงทำให้อี้เทียนหรานยจำต้องหยุดยั้งความคิดที่จะใช้กำลังภายในของตัวเองออกมา แล้วได้แต่ข่มจิตข่มใจของตัวเองเอาไว้ ก่อนจะจ้องมองอสรพิษจันทราตรงหน้าที่กำลังดิ้นพล่านสะบัดหางไปมาอยู่อย่างนั้น
แต่มีหรือคนอย่างอี้เทียนหรานจะยอมปล่อยอสรพิษตัวนี้ไปง่ายๆเพราะถึงแม้ในตอนนี้ร่างกายของเขาจะปั่นป่วนอย่างหนักมือข้างที่กำเขี้ยวพิษของอสรพิษจันทราเอาไว้ก็ยังไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ อยู่ดี
ก่อนตัวเองจะตัดสินใจใช้กำปั้นชกไปที่หัวของมันอย่างไม่หยุดยั้งหลายครั้งหลายคราวจนหัวของอสรพิษร้ายแหลกเหลวไม่เหลือชิ้นดี
เพียงไม่นานหลังจากนั้น สัตว์อสูรตรงหน้าก็สิ้นเรี่ยวแรงและกำลังมันค่อยๆ ขยับหางไปมาอย่างเชื่องช้าก่อนจะแน่นิ่งไป
แต่ในขณะเดียวกันนั้นตราประทับบนกลางหน้าผากของอี้เทียนหรานก็ยังไม่จางหายไป ส่องประกายสีแดงอมทองออกมาจนสว่างไสว
ก่อนร่างทั้งร่างของอี้เทียนหรานจะมีลายเส้นแปลกๆคล้ายโซ่ตรวนพันธนการรอบกายของเขาเอาไว้
ส่งผลให้หลินเยว่ซินที่เห็นภาพตรงหน้าถึงกับเบิกตากว้างอย่างใ
แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ทันถามอะไรออกไปอี้เทียนหรานก็กัดฟันแน่น เืในกายปั่นป่วนจนแทบจะอาเจียนออกมาเรี่ยวแรงที่มีอยู่เหือนหายไปอย่างช้าๆขาทั้งสองข้างเซถ่อยหลังจนแผ่นหลังไปกระแทกกับแผ่นหินอย่างแรง
อี้เทียนหรานจึงพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ อยู่หลายครั้งหลาย หน ก่อนจะตั้งสมาธิกำหนดจิตให้มั่นคง
เพื่อควบคุมร่างกายของตัวเองให้คงที่ จากนั้นจึงยกปลายนิ้วขึ้นเคาะลงไปตรงกลางหน้าผากหนึ่งทีพร้อมพึมพำออกมาเบาๆ ว่า “ข้าแค่คิดว่าจะใช้ แต่ไม่ได้ใช้สักหน่อยตราประทับนี่ก็ทำงานแล้วอย่างนั้นหรือ”
ว่าได้เพียงแค่นั้นเขาก็พ่นลมหายใจออกมายาวๆอีกหนึ่งที อย่าอ่อนอกอ่อนใจเต็มที่ กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน
เขาจึงสูดลมหายใจเข้าอีกเล็กน้อยแล้วกวาดตามองรอบกายหนึ่งหน ก่อนจะสาวเท้าไปหาหลินเยว่ซินที่นั่งหมดแรงอยู่ไม่ไกล
พอไปถึงอี้เทียนหรานก็ยื่นมือไปพยุงอีกฝ่ายก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ ว่า “เ้าถูกพิษจำต้องหายาแก้พิษก่อน”
ว่าเพียงแค่นั้นเขาก็กวาดตามองไปมารอบกายหนึ่งหนก่อนจะเห็นต้นจันทราพิษที่ขึ้นอยู่ด้านนอกถ้ำพอดี เด็กหนุ่มจึงไม่รอช้ารีบพยุงร่างของสตรีน้อยที่อยู่ข้างกายสาวเท้าเดินไปแทบจะทันที
พอเดินมาถึงอี้เทียนหรานก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรมากมายก่อนเ้าตัวจะยื่นมือไปดึงใบจันทราพิษออกมา แล้วบดมันจนแหลก
จากนั้นจึงนำมันไปพอกลงบนาแของอีกฝ่ายที่เป็สาเหตุทำให้พิษซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างเบามือ
ก่อนจะนำใบจันทราพิษนั้นมาต้มเป็ชาแล้วส่งให้หลินเยว่ซินเพื่อดื่มมันลงไป ส่วนตัวเขาเองนั้นก็จิบเล็กน้อยเนื่องจากว่าเมื่อครู่นี้เขาได้ใช้มือเปล่าจับเขี้ยวพิษของอสรพิษจันทราเอาไว้
แม้ร่างกายของเขาจะไม่มีาแใดๆแต่ก็ใช่ว่าพิษเ่าั้จะไม่แทรกซึม เขาที่ยังควบคุมกำลังพลังของตัวเองไม่ได้เพราะผนึกยังไม่คลายเลยทำให้ใช้พลังิญญาและกำลังภายในไม่ได้เช่นนี้ จึงไม่อยากให้ตัวเองต้องมาติดพิษโดยไม่จำเป็
หลังจากที่ได้ดื่มชาของใบจันทราพิษลงไปได้ไม่นานใบหน้าซีดเซียวของหลินเยว่ซินก็ค่อยๆ มีเืฝาดและดีขึ้นอย่างช้าๆ
พอเห็นว่าคนข้างกายอาการดีขึ้นตามลำดับอี้เทียนหรานก็สาวเท้าเข้าไปในถ้ำอีกครั้ง ก่อนจะใช้มีดสั้นผ่าเอาแก่นพิษเขียวมรกตเป้าหมายของภารกิจในครั้งนี้ออกมา
หลังจากที่ได้ของที่ตัวเอง้าแล้วอี้เทียนหรานจึงสาวเท้าออกไปด้านนอกถ้ำทันที
ทว่าในขณะนั้นเอง จู่ๆ ก็มีแรงกดดันบางอย่างอีกสายหนึ่งกับแผ่เข้ามาอย่างช้าๆก่อนผืนแผ่นดินที่ยืนอยู่จะสั่นะเืเลื่อนลั่นขึ้นมา
และเพียงไม่นานหลังจากนั้น แผ่นดินใต้ท้องของอสรพิษก็ค่อยๆแยกออกจากกัน กระแสปราณสายหนึ่งแผ่กระจายออกมายังไม่หยุดยั้งก่อนร่างกายใหญ่ั์ของอสรพิษจันทราจะร่วงลงไปด้านล่างทันทีผนังถ้ำเริ่มมีรอยแตกร้าวบังเกิดขึ้นตามแรงสั่นะเืนี้
ส่งผลให้หลินเยว่ซินที่ได้เห็นเช่นนั้นถึงกับก้าวถอยหลังอย่างหวาดหวั่นทันใดนางจ้องมองผืนธรณีที่ถูกอะไรบางอย่างฉีกแยกออกจากกันด้วยแววตาสั่น แล้วพึมพำออกมาเบาๆว่า “นี่มันอะไรกัน”
ว่าจบร่างทั้งร่างก็สั่นสะท้านจนไม่อาจควบคุมได้ก่อนจะทรุดกายลงนั่งอย่างไร้เรี่ยวแรงอยู่ตรงปากทางเข้าถ้ำ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่มีแผ่นดินแยกสักเท่าไร
ส่วนทางด้านอี้เทียนหรานหลังจากที่ได้เห็นรอยแยกตรงหน้า แม้จะรู้สึกคุ้นเคยกับลมปราณที่แผ่พุ่งขึ้นมาอยู่บ้างแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ใช่ลมปราณของเศษเสี้ยวจิติญญาของปีศาจาที่ตัวเองตามหาอยู่ดี
อี้เทียนหรานจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยแววตานิ่งก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ ว่า “สิ่งนี้อ่อนแอเกินไป”แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็วางใจไม่ได้อยู่ดี
จึงเหลียวหน้าหันไปพูดกับหลินเยว่ซินที่นั่งหมดกำลังอยู่ไม่ไกลพร้อมก็พูดออกไปว่า “เ้าอยู่ที่นี่ข้าขอลงไปดูสักหน่อย”ว่าจบชายหนุ่มก็ะโลงไปในยอยแยกนั้นอย่างไม่รั้งรอโดยไม่ได้ยินเสียงร้องห้ามของคนที่อยู่ทางด้านหลังแม้เพียงครึ่งคำ
พอลงมาได้อี้เทียนหรานก็เห็นว่าเบื้องล่างของรอยแยกนี้มีแท่นศิลาสีดำตั้งอยู่พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยอักขระโบราณส่องประกายสีแดงเืราวกับว่าอักขระโบราณเหล่านี้ถูกเขียนด้วยโลหิตเอาไว้
ยามผืนแผ่นดินดูดซึมโลหิตของอสรพิษจันทราลงมาจึงทำให้อักขระโบราณเหล่านี้ทำงานขึ้นมาเสียอย่างนั้น
อี้เทียนหรานกวาดตามองรอบๆกายของตัวเองไปมา ก็เห็นว่าตรงกลางแท่นศิลามีตราประทับโบราณ ลอยวนอยู่รอบๆแท่นอย่างช้าๆ และยังมีลมปราณปีศาจแผ่กระจายออกมาเป็ครั้งคราว
พอได้เห็นเช่นนั้นั์ตาสีเข้มบนใบหน้าหล่อเหลาก็หรี่ลงทันใดก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ ว่า “ไม่นึกว่าจะมีคนเลียนแบบกลิ่นอายของมันได้ถึงเพียงนี้”
ว่าได้เพียงแค่นั้นอี้เทียนหรานก็กำหมัดแน่นแล้วชกลงไปบนพื้นเบื้องล่างที่เป็อักขระโบราณมากมายแบบทันทีทันใด
ส่งผลให้ผื่นแผ่นดินที่ยืนอยู่เกิดรอยร้าวขึ้นมาทันควันอักขระโบราณที่ดูเหมือนจะถูกเขียนด้วยโลหิตเป็วงอาคมจึงถูกแยกออกจากกัน
และมันก็ทำให้ตราประทับโบราณที่ลอยล่องอยู่รอบๆศิลาสีดำกระพริบอยู่หลายครั้งก่อนมันจะเลือนหายไป
จึงทำให้ลมปราณปีศาจที่แผ่ออกมาก็จางหายไปอย่างช้าๆส่งผลให้คนที่เห็นภาพตรงหน้า พึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “ข้าไม่รู้หรอกนะ ว่าคนทำไปเลียนแบบของสิ่งนั้นมาได้ยังไงแต่น่าเสียดายที่บังเอิญข้ามาได้เห็นเสียก่อน”
ว่าเพียงแค่นั้นอี้เทียนหรานก็สะกิดปลายเท้า แล้วใช้กำลังของตัวเองะโขึ้นไปตามร่องหินของแผ่นดินที่ถูกแยกออกจากกัน
เขาใช้เวลาอยู่พักใหญ่ก็ขึ้นมาถึง้าจนได้แล้วอดไม่ได้ที่จะหอบหายใจอยู่หลายครั้ง “ไม่น่าเชื่อว่าใช้แรงกายอย่างเดียวจะเหนื่อยถึงเพียงนี้”
ขึ้นมาได้ไม่ทันไร ก็มีเสียงของหลินเยว่ซินออกมาว่า“เ้าเป็อย่างไรบ้างเสียวอี้ จู่ๆ ก็ะโลงไปเสียอย่างนั้น ข้าใแทบแย่”
ได้ยินเช่นนั้นอี้เทียนหรานก็ส่ายศีรษะไปมาก่อนจะพูดออกไปว่า “ข้าไม่เป็ไร”ก่อนจะสาวเท้าเดินไปพยุงร่างของหญิงสาวให้ลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ พร้อมก็พูดออกไปว่า “รีบกลับสำนักเถอะเ้า้ายาแก้พิษ”
แต่พูดยังไม่ทันขาดคำถ้ำขนาดใหญ่ก็ถล่มลงมาอี้เทียนหรานจึงยื่นมือไปรวบเอวผอมบางของหลินเยว่ซินเอาไว้ ก่อนจะพาอีกฝ่ายหลบถ้ำหินที่กำลังถล่มลงมา
คนทั้งคู่จ้องมองภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าได้พักใหญ่ก่อนอี้เทียนหรานจะเอ่ยออกมาว่า “ไปกันเถอะ”ว่าจบเขาก็หมุนกายแล้วสาวเท้าเดินออกมา
ทว่าทันทีที่พวกเขาทั้งคู่ก้าวขาออกมาจากหุบเขาจู่ๆ ก็มีเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นมาว่า “ในที่สุดพวกเ้าก็ออกมาสักที”
ส่งผลให้คนที่ได้ยินคำพูดดังกล่าวอย่างอี้เทียนหรานและหลินเยว่ซินเหลียวหน้าหันไปมองตามเสียงที่ได้ยินแทบจะทันที
พอหันไปก็เห็นว่าบริเวณใต้เงาไม้ที่อยู่ไม่ไกลปรากฏร่างของศิษย์จากสำนักหนึ่ง โดยที่คนเ่าั้อยู่ในอาภรณ์สีม่วงเข้มบริเวณแขนข้างขวามีตราสัญลักษณ์ของสำนักเงาจันทรา สำนักคู่แข่งของสำนักเมฆาเขียวที่ขึ้นชื่อว่ามีความโเี้อำมหิตกว่าใครๆ
มองได้เพียงเดี๋ยวเดียวชายร่างสูงที่ดูเหมือนจะเป็ผู้นำของคนกลุ่มนี้ก็ก้าวขาออกมาแววตาของคนคนนี้จับจ้องมองไปที่คนทั้งคู่แล้วพูดออกมาว่า “แก่นพิษเขียวมรกต สมบัติล้ำค่าขนาดนี้ไม่สมควรอยู่ในมือเด็กน้อยจากสำนักไร้ชื่อ”
ส่งผลให้หลินเยว่ซินอดไม่ได้ที่จะพูดออกมาว่า“พวกเ้า แอบตามพวกเรามาั้แ่แรก”
สิ้นเสียงดังกล่าวชายผู้นั้นหัวเราะหยันออกมาแล้วพูดเสียงเย็นว่า “หุบเขาหมื่นพิษคือแดนต้องห้าม แต่พวกเราเห็นพวกเ้าสองคนโง่เขาพุ่งเข้ามาข้าก็เลยรอให้คนโง่อย่างพวกเ้าเป็เบี้ยล่อเก็บสมบัติแทน”
ว่าเพียงแค่นั้นชายร่างใหญ่ก็เหลียวหน้าหันไปมองอี้เทียนหรานที่ยืนอยู่ไม่ไกลแล้วพูดออกมาว่า “ ส่งแก่นพิษเขียวมรกตมาให้พวกข้าซะดีๆหาไม่แล้วก็อย่าหาว่าพวกข้าผู้นี้ไร้ปรานีเลยก็แล้วกัน”สิ้นเสียงดังกล่าวผู้คนที่อยู่รอบๆ ต่างก็ชักอาวุธออกมาอย่างพร้อมเพรียงกันแล้วจ้องมองคนทั้งคู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโลภอย่างไม่ปิดบัง
พอเห็นเช่นนั้นั์ตาสีเข้มบนใบหน้าอี้เทียนหรานก็หรี่ลงเล็กน้อยก่อนตัวเองจะสาวเท้ามาอยู่ด้านหน้า แล้วก้าวเดินออกไปเผชิญหน้ากับกลุ่มคนเหล่านี้เพียงลำพังพร้อมก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “ถ้าอยากได้นัก ก็เข้ามาเอาสิ”
ส่งผลให้ชายร่างสูงที่อยู่ในอาภรณ์สีม่วงเข้มคำรามออกมาอย่างไม่พอใจว่า“เ้าคิดว่าเ้าเป็ใครกันเ้าเด็กน้อย อย่าทำเป็อวดเก่งนักเลย”พร้อมกับพยักพเยิดใบหน้า เพื่อสั่งให้คนที่ยืนอยู่ด้านหลังของตัวเองไปจัดการกับคนทั้งคู่แบบทันทีทันใดแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างดัง “ฆ่า”
หลังจากที่ชายร่างสูงพูดจบประโยคลงคนที่อยู่ทางด้านหลังสิบกว่าคนก็พุ่งโจมตีเข้าใส่อี้เทียนหรานแทบจะทันที
คมกระบี่ในมือของคนหลายสิบคนสะท้อนกับแสงตะวันที่สาดส่องลงมาจนมีประกาย วาววับส่องแสงสะท้อนไปมาไปทั่วทั้งผืนป่า
อี้เทียนหรานที่เห็นเช่นนั้น เขาก็ได้แต่กำหมัดแน่นแล้วจัดการคนที่พุ่งเข้ามาใกล้อย่างไม่ไว้หน้าผู้ใดเช่นกัน
ยามคนที่หนึ่งพุ่งเข้ามาถึง เขาก็ยกมือขึ้นจับใบกระบี่ของอีกฝ่ายเอาไว้ก่อนจะกระชากแรงๆ จนร่างของคนคนนี้เข้ามาใกล้ อี้เทียนหรานก็ใช้หมัดของตัวเองชกเข้าไปที่ลำตัวของอีกฝ่ายอย่างเต็มกำลังจึงทำให้ร่างทั้งร่างของคนคนนี้ปลิวกระเด็นไปไกลหลายจั้งทันใด
และยังไม่ทันที่อี้เทียนหรานจะได้พัก คนที่สองคนที่สามก็พุ่งเข้ามาถึงร่างของเขาเสียก่อนชายหนุ่มจึงยกฝ่าเท้าขึ้นถีบแผงอกของคนตรงหน้า ก่อนจะหมุนกายแล้วใช้ฝ่าเท้าเตะคนอีกคนที่อยู่ทางด้านหลัง
จนร่างของคนทั้งคู่กระเด็นไปกระแทกกับผาหินที่อยู่ไม่ไกลก่อนร่างจะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรงอยู่ตรงนั้น
ส่วนคนที่เหลือที่พุ่งจู่โจมเข้ามา ก็มีสภาพไม่ต่างกันสักเท่าไรถูกอี้เทียนหรานตอบโต้กลับไปอย่างไร้ซึ่งความปรานี เสียงหวีดร้องอย่างเ็ปดังระงมออกมาอย่างไม่ขาดสาย
แต่สิ่งที่ทำให้คนเหล่านี้รู้สึกหวาดผวาคือเด็กหนุ่มตรงหน้าที่อยู่ท่ามกลางวงล้อมของศัตรูหลายคน กำลังจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาสงบนิ่งไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆ
ต่อสู้ไปได้เพียงไม่นาน ก็เริ่มมีเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงของอี้เทียนหรานที่ดังขึ้นมาไม่หยุดหย่อนเนื่องจากว่าตัวเองนั้นได้ใช้กำลังมากเกินไป
เขาจ้องมองใบหน้าของชายร่างสูงที่เป็ตัวตั้งตัวตีในคราวนี้ตรงหน้าซึ่งในเวลานี้คนคนนี้กำลังยืนตัวสั่น ดวงตาเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งและสิ้นหวังเผยออกมาให้เห็น
ก่อนจะมีเสียงของชายร่างสูงจะดังขึ้นมาว่า“เด็กคนนั้นแกร่งเกินไป ถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้ข้าจะไม่มีวันได้แก่นพิษเขียวมรกตมา”
ว่าได้เพียงแค่นั้นชายร่างสูงที่อยู่ในอาภรณ์สีม่วงเข้มก็ตัดสินใจกัดปลายลิ้นของตัวเองแล้วพ่นโลหิตที่เต็มไปด้วยพลังิญญาลงสู่พื้นเบื้องล่างแบบกะทันหัน
หยาดโลหิตสีแดงเข้มจึงไหลซึมลงไปในพื้นดินอย่างช้าๆก่อนมันจะไหลลงสู่ยันต์ชุดหนึ่งที่ตัวเองได้เตรียมเอาไว้ั้แ่แรก หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา
เพียงโลหิตัักับแผ่นยันต์ ก็เกิดอักขระสีเืผุดขึ้นมาบนพื้นที่รอบๆผืนป่า ปราณปีศาจเออไหลออกมาจากอักขระเ่าั้แทบจะทันที
ส่งผลให้หลินเยว่ซินที่ในตอนนี้แทบไม่มีแรงยืนได้แต่เปิดตากว้างอย่างใ ก่อนจะพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่ขาดหาย “นี่มันค่ายกลโลหิตระดับหนึ่ง”
ยามยามได้ยินคำพูดของอีก ฝ่ายชายร่างสูงก็หัวเราะเสียงแหบแห้งออกมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า “ถูกต้อง ถึงแม้ว่าข้าจะตาย แต่พวกเ้าก็ต้องตามเข้าไปด้วยเช่นกัน”
สิ้นเสียงดังกล่าว เืของเหล่าศิษย์ที่ได้รับาเ็จากน้ำมือของอี้เทียนหรานก็ถูกค่ายกลโลหิตระดับหนึ่งนี้ดูดซับไปอย่างช้าๆ
เพียงเดี๋ยวเดียวก็มีหมอกสีเืแผ่กระจายออกมาหมุนวนเป็กำแพงสูงล้อมรอบตัวของคนทั้งคู่เอาไว้แรงกดดันมหาศาลราวกับว่า้าจะกักขังคนที่อยู่ด้านใน ให้อยู่ในนรกโลหิตนี้ไม่ยอมให้หนีออกไปทางใด
อี้เทียนหรานจึงเงยหน้าขึ้นท่ามกลางหมอกเืที่พุ่งเข้ามาใกล้ เพียงครู่เดียวเขาก็พ่นลมหายใจออกมายาวๆ หนึ่งทีพร้อมกับพึมพำออกมาเบาๆ ว่า “ยุ่งยากเสียจริง” ว่าจบเด็กหนุ่มก็กำหมัดแน่นแล้วจู่โจมหมอกเืตรงหน้าแบบทันทีทันใด
เหวี่ยงหมัดไปหนึ่งครั้ง กำแพงหมอกสีเืก็สั่นะเือย่างรุนแรงแต่ก็ยังไม่สามารถทำให้มันแตกสลายได้อย่างใจ แม้แต่รอยร้าวก็ไม่มี
พอได้เห็นเช่นนั้นชายร่างสูงก็หัวเราะเสียงดังก้องออกมาก่อนจะพูดออกไปว่า “ไร้ประโยชน์ ค่ายกลนี้ สร้างจากโลหิติญญาของผู้คนมันจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเมื่อมันได้ดื่มเืมากขึ้น เ้าไม่มีวันเอาชนะมันได้หรอกเ้าเด็กน้อยค่ายกลนี้คือหลุมฝังศพของเ้า”
สิ้นเสียงดังกล่าวอี้เทียนหรานเหลือบสายตามองคนพูดก่อนเ้าตัวจะกวาดตามองร่างของคนที่นอนสิ้นสติรอบๆ กายตัวเองหนึ่งหน
พอเห็นเช่นนั้นั์ตาสีเข้มก็หรี่ลง ก่อนเ้าตัวจะพูดออกมาว่า“เ้ากล้าสังเวยชีวิตพวกพ้องเพียงเพราะความโลภอย่างนั้นหรือ”
ว่าได้เพียงแค่นั้นอี้เทียนหรานก็ได้ยินเสียงของหมอกโลหิตคำรามกึกก้องอักขระสีเืหมุนวนบีบเข้ามา ราวกับจะบดขยี้ร่างของคนทั้งคู่ที่ถูกขังอยู่ด้านในให้แหลกลาญ
ก่อนจะมีเสียงหัวเราะของคู่กรณีที่ดังขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจแล้วตามด้วยคำพูดของอีกฝ่ายที่สะท้อนเข้ามาในหู “เพื่อพลัง ต่อให้ข้าต้องแลกด้วยอะไรข้าก็ยอม”
ยามได้ยินคำพูดคำนั้น อี้เทียนหรานก็พ่นลมหายใจออกมาหนึ่งทีแล้วพูดออกมาเบาๆ ว่า “เ้ามองไม่ออกเลยหรือ ว่าพลังที่เ้าพยายามใช้สังเวยมากมายถึงเพียงนี้มันก็ยังไม่เพียงพอ”
ส่งผลให้ชายหนุ่มร่างสูงที่ได้ยินคำพูดดังกล่าวขมวดเรียวคิ้วเข้มแบบทันทีทันใด ก่อนอีกฝ่ายจะคำรามออกมายังไม่ชอบใจ “ไร้สาระ เด็กอย่างเ้าจะไปเข้าใจอะไร”
ได้ยินเช่นนั้นอี้เทียนหรานจึงพูดออกไปว่า“ไร้สาระอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็ลองดูก็แล้วกัน ว่าข้าผู้นี้พูดจริงหรือไม่” ว่าจบก็สาวเท้าขึ้นไปอีกเล็กน้อยแล้วกำหมัดแน่นด้วยความไม่พอใจ
แต่คราวนี้ร่างกายทุกส่วนของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อยก่อนตัวเองจะใช้กำลังทั้งหมดที่มี จู่โจมเข้าไปตรงกำแพงเือีกครั้ง
และในหนนี้การจู่โจมก็บังเกิดเสียงดังสนั่นผืนแผ่นดินที่ยืนอยู่สั่นะเืเลื่อนลั่นราวกับว่ามันจะแยกออกจากกันเสียอย่างนั้น
ส่งผลให้หมอกโลหิตสั่นไหวราวกับกำลังถูกฉีกกระชากแบบทันทีทันใดกำแพงโลหิตที่ถูกก่อตัวขึ้นมาด้วยเืสดๆ ถึงกับแตกร้าวเป็เส้นยาวแม้มันจะดูดซับเืของคนที่อยู่รอบๆ เอาไว้ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เพียงพอ
จึงทำให้คนที่เห็นภาพตรงหน้าอย่างชายหนุ่มร่างสูงผู้สวมอาภรณ์สีม่วงเข้มเริ่มมีอาการตื่นใขึ้นมา
เพราะเขาเริ่มรู้ว่าแม้ค่ายกลโลหิตที่แลกด้วยเืของศิษย์นับสิบคนก็ดูเหมือนจะไม่เพียงพอที่จะกักขังเด็กหนุ่มคนนี้ได้อย่างที่ใจ้าเขาได้แต่อ้าปากพร้อมกับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่า “นี่เ้า”แล้วได้แต่จ้องมองดูภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาสักเท่าไร
แต่ถึงอย่างนั้นอี้เทียนหรานก็ยังไม่ยอมหยุดแต่อย่างใดเขายังคงใช้หมัดของตัวเองจู่โจมเข้าไปตรงกำแพงหมอกโลหิตอยู่หลายครั้งหลายคราว
เพียงชั่วลมหายใจเดียว รอยแตกร้าวก็ขยายไปทั่วทั้งกำแพงหมอกโลหิตอย่างช้าๆและในที่สุดค่ายกลโลหิตก็ะเิสลายกลายเป็เศษหมอกควันแล้วหายไปในอากาศ
เหลือไว้เพียงแค่เสียงกรีดร้องโหยหวนของิญญาที่ถูกสังเวยดังขึ้นมาให้ได้ยินส่งผลให้ผู้ร่ายค่ายกลอย่างชายร่างสูงตรงหน้าถึงกับกระอักโลหิตออกมาทันใด
เนื่องจากว่าค่ายกลที่ตัวเองสร้างขึ้นมานั้นเขาได้ผูกิญญาตนเองเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ยามที่มันแตกสลาย พลังทั้งหมดก็สะท้อนกลับคืนมา
แล้วแต่ส่ายศีรษะไปมา พร้อมกับพูดออกไปว่า“ไม่นะเป็ไปไม่ได้ ไม่มีทาง เด็กหนุ่มที่ไม่มีแม้กระทั่งรากิญญาสามารถทำได้ถึงเพียงนี้เลยหรือ” ว่าได้เพียงแค่นั้นร่างทั้งก็ทรุดลงพื้นเบื้องล่างอย่างหมดกำลัง
ั์ตาสีเข้มจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาสิ้นหวังและหวาดหวั่นอย่างไม่ปิดบัง
พอเห็นเช่นนั้นอี้เทียนหรานก็สาวเท้าไปหาคู่กรณีตรงหน้าทีละก้าว ทีละก้าวอย่างช้าๆ
ส่งผลคนให้คนที่ได้เห็นภาพตรงหน้า รู้สึกถึงแรงกดดันของอีกฝ่ายที่ก้าวเดินมาแต่ละก้าวนั้นหนักแน่น จนรู้สึกหายใจไม่ออกขึ้นมาทันใด
ก่อนอี้เทียนหรานจะเอ่ยออกมาว่า “พลังที่แลกด้วยโลหิตและความโลภก็ไม่ต่างจากหายนะที่กำลังทำลายทุกสิ่ง ตัวเ้าไม่ได้แข็งแกร่ง เ้าเป็เพียงเชลยของจิตใจที่กระหายอยากในความโลภไม่รู้จบ”
ยามได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายชายหนุ่มร่างสูงที่สวมอาภรณ์สีม่วงเข้ม ก็ยกมือที่กำกระบี่ของตัวเองขึ้นมาแต่แขนข้างนั้นกลับสั่นระริกจนแทบจะยกกระบี่ในมือไม่ไหว
พอเห็นเช่นนั้นอี้เทียนหรานก็ไม่รอช้าเข้าจู่โจมอีกฝ่ายแบบทันทีทันใด เขาใช้ฝ่าเท้าของตัวเองเตะเข้าไปที่ร่างของอีกฝ่ายอย่างเต็มกำลังส่งผลให้ร่างๆ นั้นปลิวกระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่
ร่างทั้งร่างทรุดลงไปกองอยู่กับพื้นเบื้องล่างอย่างน่าอนาถและหมดสติไปไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีกต่อไป
พอเห็นว่าคนๆ นี้ไม่น่าจะลุกขึ้นมาได้อี้เทียนหรานก็สาวเท้าไปหาคนทั้งมอดแล้วล้วงหาของมีค่าแทบจะทันทีแต่สุดท้ายแม้แต่ถุงไร้ของเขตสักถุงที่ผู้บำเพ็ญมักพกติดกายก็ยังไม่มี
อี้เทียนหรานที่ไม่ได้กำไรจากเหตุการณ์ในคราวนี้ถึงกับพึมพำออกมาเบาๆว่า “ทำไมนักพรตของสำนักเงาจันทราถึงได้จนขนาดนี้เนี่ย”ว่าเพียงแค่นั้นเขาก็ทอดถอนลมหายใจออกมา แล้วสาวเท้าไปหาหลินเยว่ซินที่ยังคงนั่งอย่างระโหยโรยแรงอยู่ไม่ไกล
พอเดินไปถึงเด็กหนุ่มก็ประคองร่างของหลินเยว่ซินขึ้นมาก่อนอี้เทียนหรานก็เอ่ยออกมาว่า “ไปกันเถอะ ไม่รู้ว่าจะมีอีกสักกี่สำนักที่เล็งแก่นพิษเขียวมรกตนี้เอาไว้”
ได้ยินเช่นนั้นแม้จะไม่มีแรงสักเท่าไรแต่หลินเยว่ซินก็พยักหน้าลงอย่างเข้าใจก่อนจะพยายามกัดฟันแล้วสาวเท้าเดินไปด้านหน้าอย่างช้าๆ
ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะเดินพ้นหุบเขานี้ดีๆก็มีเสียงๆ หนึ่งดังขึ้นมาว่า “เ้าหนุ่มน้อย ฝีมือดีนัก”ก่อนจะตามมาด้วยแรงกดดันที่หนักอึ้งแผ่ลงมาแบบกะทันหัน
ส่งผลให้หลิยเยว่ซินที่ยืนแทบจะไม่มั่นคงดีถึงกับทรุดลงไปนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นเบื้องล่างทันใด
พอได้เห็นเช่นนั้นอี้เทียนหรานก็เหลียวหน้าหันไปมองผู้มาใหม่อย่างไม่ชอบใจพอได้หันไปก็เห็นว่าคนที่เพิ่งมาถึงผู้นี้เป็ชายชราผู้หนึ่ง เขาสวมชุดยาวสีม่วงเข้มกำลังขี่กระบี่ร่อนลงมา
เคราสีขาววปลิวไสวตามแรงลมที่ผ่านเลยไปั์ตาสีเข้มของคนผู้นี้จ้องมองใบหน้าของอี้เทียนหลานด้วยแววตาคมกริบที่แฝงไปด้วยความโเี้อำมหิตอย่างไม่ปิดบัง
ส่งผลให้หลินเยว่ซินที่ได้รับทั้งแรงกดดันกับแววตาที่ไม่เป็มิตรที่เต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟันนางก็ถึงกับมีใบหน้าที่ซีดเผือกลงทันใด ก่อนจะพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเบาว่า“ผู้าุโ...โม่อวี่ผู้าุโลำดับที่สามของสำนักเงาจันทรา”
ยามได้ยินคำพูดของสหาย ั์ตาสีอ่อนบนใบหน้าของอี้เทียนหรานก็หรี่ลงทันใดเขาจ้องมองได้เพียงเดี๋ยวเดียว ก็พบว่าชายชราผู้นี้อยู่ในระดับกลั่นลมปราขั้นกลางเห็นจะได้
หากตัวเองใช้กายเนื้อล้วนๆ ต่อสู้กับคนผู้นี้ต่อให้ชนะก็อาจสิ้นเรี่ยวแรงทันที และเขาก็คงทำภารกิจนี้ไม่สำเร็จเช่นกันเพราะไม่รู้ว่าหลังจากที่ต่อสู้กับคนผู้นี้ไปแล้ว จะมีใครคนอื่นดักซุ่มรอพวกเขาอีกหรือไม่
หลังจากที่เห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่จ้องมองหน้าชายชราก็กวาดตามองรอบหุบเขา เขาก็เห็นร่างของศิษย์ในสำนักเงาจันทราสิ้นสภาพนอนกองอยู่ตรงนั้น
ส่งผลให้ั์ตาสีเข้มหรี่ลงแบบทันควันก่อนลมปราณที่อยู่ในร่างกายจะแผ่พุ่งออกมาอย่างมากมายมหาศาล
จากนั้นโม่อวี่จึงเหลียวหน้าหันมาจ้องมองคนที่อยู่ไม่ไกลด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยโทสะที่ลุกโชนอย่างไม่พอใจก่อนจะตวาดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดังก้องจนหินผาหลายก้อนแตกกระจาย “บังอาจนักเ้าเด็กไร้ชื่อ เ้ากล้าฆ่าศิษย์ในสำนักเงาจันทราถึงเพียงนี้”
ได้ยินเช่นนั้นอี้เทียนหรานก็เงยหน้าขึ้นจับจ้องมองคู่กรณีตรงหน้าด้วยแววตานิ่งก่อนตัวเองจะให้ใช้ฝ่ามือผลักร่างหลินเยว่ซินถอยห่างออกไปทางด้านหลังพร้อมกับพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่ค่อนข้างจริงจัง “หากเ้าคิดว่าคนเหล่านี้ตายเพราะข้า ก็ไม่ผิดเท่าไรนัก”
ส่งผลให้ชายชรายกปลายกระบี่ชี้ใบหน้าของอี้เทียนหรานด้วยท่าทางไม่พอใจแล้วแค่นเสียงเย็นออกมา “เด็กอวดดี วันนี้ข้าจะจับเ้าไปทรมานในสำนักให้รู้เสียบ้างว่าบังอาจลบหลู่ข้าจะเป็เช่นไร”จบคำชายชราก็จู่โจมอี้เทียนหรานแบบทันทีทันใด
พอเห็นเช่นนั้นอี้เทียนหรานเพียงแค่ขยับเท้าแล้วยกฝ่ามือขึ้นจับปลายกระบี่ของอีกฝ่ายเอาไว้ จึงทำให้บังเกิดแรงปะทะของคนทั้งคู่สั่นะเืจนพื้นดินแตกร้าวหินผาในละแวกใกล้ แตกกระจายร่วงกราวลงมาจนฝุ่นตลบกลายเป็หมอกขาวๆปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ
จึงทำให้คนที่เห็นภาพตรงหน้าอย่างหลินเยว่ซินถึงกับเบิกตากว้างอย่างตกตะลึงทันใดแล้วพึมพำออกมาว่า “คนผู้นี้อยู่ในระดับกลั่นลมปราณขั้นกลาง แต่เขาก็ยังใช้มืเปล่ารับคมกระบี่นี้เอาไว้ได้อีกอย่างนั้นหรือ”
[1] “ยามเฉิน” (辰时) คือเวลา 7โมงถึง 9 โมงเช้า แม้เราจะไม่เคยเห็นมันแต่คนโบราณเชื่อว่า เป็เวลาที่ “ัพ่นฝน” ดังนั้น่เวลานี้จึงแทนด้วยสัตว์ลึกลับที่เล่าขานกันมาอย่าง ั