“แม่ครับผมว่าเราย้ายไปอยู่ที่อื่นเถอะ”ลูกชายของนิสาเดินเข้ามาในห้อง และพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เกิดอะไรขึ้นใครทำอะไรลูก” นิสาเค้นถามลูกชายที่ดูเหมือนจะร้องไห้
“ถ้าเค้าไม่้าให้เราอยู่ที่นี่ผมว่าเราย้ายไปอยู่กันสองคนดีกว่านะแม่”
“ที่นี่เป็บ้านของพ่อถ้าจะมีใครสั่งให้เราออกไปจากที่นี่ได้ ก็มีแค่พ่อคนเดียวเท่านั้นนะลูก” นิสากุมมือของลูกชายและปลอบประโลม
“แต่ผมไม่อยากโดนแกล้งอีกแล้ว”
“บอกแม่มาสิว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมลูกถึงพูดแบบนี้”นิสาถามลูกชายย้ำอีกครั้ง
เด็กหนุ่มจึงเล่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าให้ผู้เป็แม่ฟังรวมทั้งเื่ที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนของเขานับั้แ่วันแรกที่เขาเข้าเรียนที่เดียวกับพี่ชาย เมื่อมีคนรู้ว่าเขาสองคนเป็พี่น้องกันแต่เขาเป็ลูกที่เกิดจากผู้หญิงที่เป็เมียน้อยเด็กหนุ่มก็มักจะโดนแกล้งและโดนล้ออยู่เป็ประจำ
นิสากอดลูกชายไว้ในอ้อมอกเธอเองก็อดรู้สึกผิดกับลูกไม่ได้ที่ทำให้เขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้หากทำได้เธอก็ไม่อยากให้ลูกต้องถูกตราหน้าว่าเป็ลูกเมียน้อยไปตลอดหรอก
เสียงรถยนต์ขับเข้ามาในรั้วบ้านและจอดด้านหน้าประตูบ้าน ไตรภพคงกลับมาแล้ว นิสาออกจากห้องและเดินลงบันไดไปหาสามี
“กลับมาแล้วเหรอคะมาค่ะเดี๋ยวสาเอากระเป๋าไปเก็บให้”เธอพูดกับสามีและหยิบกระเป๋าทำงานพร้อมกับเสื้อสูทของเขาเข้าไปเก็บในบ้าน
“วันนี้เหนื่อยมั๊ยคะดูสีหน้าคุณไม่ค่อยดีเลย” นิสาถามสามีด้วยความเป็ห่วง
“นิดหน่อยน่ะวันนี้ไปดูความคืบหน้าโครงการก่อสร้างโรงแรมมา อากาศคงร้อนด้วย เลยเพลียๆ”
“แล้วคุณกับลูกเป็ยังไงบ้างมาอยู่ที่นี่หลายวันแล้ว เริ่มชินบ้างรึยัง”
“สาอยู่ที่ไหนก็ได้ค่ะแค่มีคุณอยู่ด้วย แต่ว่า”นิสาลังเลว่าเขาจะเล่าเื่ลูกชายให้สามีฟังดีรึเปล่า
“แต่ว่าอะไรเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ” น้ำเสียงของไตรภพเริ่มเปลี่ยนไป
“สาว่าพี่มลกับลูกชายเค้าคงไม่อยากให้สากับลูกอยู่ที่น่ะค่ะ”
“ถ้าเื่นั้นคุณไม่ต้องเป็ห่วงไม่มีใครสั่งให้คุณกับลูกออกไปไหนได้ทั้งนั้น”
“ตัวสาเองไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอกค่ะแต่ว่ากับลูก สาสงสารลูกค่ะ”นิสาเล่าเื่ที่เกิดขึ้นกับลูกชายของเธอให้สามีฟัง
ไตรภพฟังจบก็รู้สึกโกรธเป็อย่างมากเขารีบรุดขึ้นบันไดตรงไปยังห้องของลูกชายคนโต และเปิดประตูเข้าไปโดยไม่ส่งเสียงให้เ้าของห้องได้รู้ก่อน
“นี่แกบ้าไปแล้วเหรอทำไมถึงทำกับน้องแบบนั้น แกรู้รึเปล่าว่าน้องแกน่ะกลัวหมาแค่ไหนถ้าน้องเป็อะไรไปจะว่ายังไง”ไตรภพยืนขวางประตูและตะคอกใส่ลูกชาย
“พ่อรู้ได้ไง มันไปฟ้องพ่องั้นเหรอ” เด็กหนุ่มเอ่ยถึงคนที่เป็น้องชายต่างแม่
“ไม่สำคัญว่าฉันจะรู้ได้ยังไงแต่มันสำคัญว่าแกจงใจทำแบบนั้นจริงรึเปล่า”
“ถ้าผมบอกว่าผมไม่ได้ตั้งใจพ่อจะเชื่อมั๊ย”เขาจ้องไปที่พ่อเพราะอยากรู้ว่าพ่อจะตอบว่าอะไร แต่ไตรภพไม่ได้พูดอะไรอออกมา
“พ่อก็คงไม่เชื่อสินะ” เด็กหนุ่มมีสีหน้าผิดหวัง
“นี่ผมยังเป็ลูกพ่ออยู่รึเปล่าหรือว่าพ่อหลงเมียน้อยกับลูกคนโปรด จนคิดว่าผมไม่ใช่ลูกแล้ว”เด็กหนุ่มประชดประชัน
เพี้ยะ!! เสียงฝ่ามือตบไปที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มอย่างเต็มแรง ไตรภพโมโหจนขาดสติและเผลอลงมือกับลูกชาย
“พะ พ่อขอโทษ”
เด็กหนุ่มไม่ทันได้ฟังสิ่งที่พ่อพูดเขาผลักพ่อไปจนพ้นประตู แล้วรีบวิ่งออกไป
จันทร์วิมลที่อยู่ในห้องนอนได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย จึงออกจากห้องมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นเขาเดินสวนกับลูกชายที่กำลังวิ่งลงบันไดบ้าน
“นั่นลูกจะไปไหน” จันทร์วิมละโตามหลังลูกชาย แต่ทว่าเขากลับไม่สนใจ และวิ่งออกจากบ้านไป
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นคุณไตรภพคุณทำอะไรลูก” จันทร์วิมลเสียงแข็งใส่สามี
“ผมเผลอตบหน้าลูกแต่ผมไม่ได้ตั้งใจนะ คือผมโมโหมากไปหน่อย”ไตรภพที่กำลังรู้สึกผิดบอกกับภรรยา
“คุณว่ายังไงนะ นี่คุณตบหน้าลูกงั้นเหรอแล้วมันเื่อะไรกัน ทำไมถึงต้องลงมือกับลูกด้วย”
“ก็ลูกชายตัวดีของคุณเกือบทำให้น้องชายโดนหมารุมกัดน่ะสิ”
“นี่คุณทำร้ายลูกของเราเพราะเื่ลูกเมียน้อยงั้นเหรอ ถ้าลูกฉันเป็อะไรไปคุณอย่างหวังว่าคุณกับเมียน้อยจะได้อยู่แบบมีความสุข ฉันยอมให้คุณทำร้ายฉันได้แต่นี่คุณทำกับลูก ฉันไม่ยอมคุณแน่ คุณไตรภพ”จันทร์วิมลขู่สามีก่อนจะเดินเข้าห้องไปและปิดประตูกระแทกเสียงดังปัง!!
เด็กหนุ่มที่วิ่งหนีออกจากบ้านมาเขาเดินช้า ๆ ไปตามถนนแบบจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจนมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านหนังสือ
อลิสที่กำลังช่วยลุงเก็บของเตรียมปิดร้านหันมาเห็นเด็กหนุ่มยืนอยู่หน้าร้าน เธอจึงเดินออกมาถาม
“ทำไมวันนี้มาเย็นนักล่ะร้านจะปิดแล้วนะ”
“ฉันไม่ได้มาอ่านหนังสือ”
“ไม่ได้มาอ่านหนังสือ แล้วนายมาทำอะไรนี่มันก็เย็นมากแล้ว”
เด็กหนุ่มไม่ตอบแต่ดึงเธอเข้ามากอดตอนนี้เขาแค่อยากอยู่กับใครสักคนที่เข้าใจ และรู้สึกได้ว่าปลอดภัยจริง ๆเขานึกถึงใครไม่ออกแล้วนอกจากเธอ
“ถ้านายยังไม่อยากเล่าก็ไม่เป็ไรนะ” อลิสปลอบเด็กหนุ่มที่กำลังน้ำตาซึม
“แล้วนี่นายคิดจะไปไหนต่อ”
เด็กหนุ่มส่ายหน้าเป็คำตอบว่าเขาเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน
“งั้นเดี๋ยวกลับไปที่บ้านฉันก่อนแล้วกัน”
อลิสหายเข้าไปในร้านสักพักเพื่อไปบอกกับลุงของเธอว่าขอพาเพื่อนกลับบ้านด้วยไม่กี่นาทีต่อมาเธอก็ออกมาจากร้าน
“ไปกันเถอะ” อลิสเดินจูงมือเด็กหนุ่มไปตามทางกลับบ้าน
ตลอดเส้นทางกลับบ้านเด็กหนุ่มเอาแต่เงียบ ไม่ยอมพูดอะไร
“นายออกมาจากบ้านแบบนี้คนที่บ้านคงจะเป็ห่วงแย่แล้ว”
“ไม่มีใครสนใจฉันหรอกโดยเฉพาะเค้า” เด็กหนุ่มหมายถึงผู้เป็พ่อที่เพิ่งจะตบหน้าเขา
ทั้งคู่เดินมาจนถึงบ้านของเด็กสาวมีลูกสุนัขตัวเล็กวิ่งกระดิกหางมาแต่ไกล
“นี่เธอเลี้ยงลูกหมาด้วยเหรอน่ารักดีนะ”
“อืม ชื่อบุญทิ้งน่ะมันน่าสงสาร โดนคนใจร้ายเอามาทิ้งไว้ที่สวนสาธารณะ ฉันเลยเก็บมันมาเลี้ยงน่ะนายอยากอุ้มมันมั๊ย” ว่าแล้วเด็กสาวก็นั่งลงข้างเ้าหมาน้อย และอุ้มมันขึ้นมาส่งให้เด็กหนุ่ม
เด็กหนุ่มรับลูกหมามาไว้ในอ้อมแขนพร้อมกับลูบหัวอย่างเอ็นดู
“นี่เ้าของแกไม่รักแกแล้วสินะถึงโดนทิ้งไว้แบบนี้ ฉันเองก็คงเป็เหมือนแกนั่นแหล่ะ”ชายหนุ่มตัดพ้อชีวิตตัวเอง ถึงแม้จะอยู่ในบ้านหลังโตแต่เขาก็ไม่ต่างจากลูกหมาตัวนี้ที่ไม่มีใครสนใจเหลียวแลอย่างจริงใจเลยสักคน
“กลับมาแล้วเหรอแล้วนี่พาใครมาด้วยล่ะ” เสียงของหญิงวัยกลางคนดังมาจากในบ้าน
“เพื่อนหนูเองค่ะชื่อปลาวาฬ”
เด็กหนุ่มวางเ้าหมาน้อยลงและหันไปยกมื้อไหว้หญิงคนนั้น
“ชื่อน่ารักดีจัง” น้ำเสียงที่อบอุ่นของป้าดาบ่งบอกถึงความเอ็นดู
“ไป ๆ เข้าไปในบ้านกันป้าเตรียมอาหารไว้ให้แล้ว เดี๋ยวชวนเพื่อนไปกินข้าวด้วยนะ”
“ได้ค่ะ”
เด็กหนุ่มนั่งทานอาหารเย็นกับครอบครัวของเธอบรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น ถึงแม้ว่าบ้านของเด็กสาวจะเป็บ้านหลังเล็กๆ แต่ความรู้สึกอบอุ่นที่เค้าได้รับทำให้เขานึกเปรียบเทียบกับบ้านหลังใหญ่ที่ตัวเองอยู่ครอบครัวที่มีพร้อมทุกอย่างแต่กลับไม่เคยรู้สึกมีความสุขจริง ๆ ได้เลยเงินทองและทรัพย์สินที่มี ไม่อาจทดแทนความรู้สึกดี ๆ ทางใจที่ขาดหายไปได้
หลังมื้ออาหารอลิสและเด็กหนุ่มชวนกันออกมานั่งเล่นที่สวนสาธารณะซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของเธอไม่มากนัก
“คิดรึยังว่าจะเอายังไงต่อ” เด็กสาวนั่งลงที่ม้านั่งในสวน ที่พวกเขากำลังเดินมาถึงเมื่อสักครู่
“ฉันไม่อยากกลับไปที่นั่นเลย” เด็กหนุ่มมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“แต่ถึงยังไงที่นั่นก็เป็บ้านนายนะถ้าไม่กลับบ้านแล้วนายจะไปที่ไหน”
“ก็คงต้องกลับแหล่ะแต่ไม่ใช่ตอนนี้”เด็กหนุ่มนอนลงที่ม้านั่งและเอาหัวหนุนตักของอลิส
“ขออยู่แบบนี้สักพักนะ”
อลิสที่กำลังจะขยับตัวออกได้แต่หยุดนิ่ง
“อืมถ้ามันทำให้นายสบายใจขึ้น ฉันจะอยู่ข้าง ๆ นายเอง”
บรรยากาศรอบข้างในสวนสาธารณะเงียบสนิทมีเพียงเขาสองคนที่อยู่ข้างกันและกัน ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แต่แสงไฟจากบ้านหลายหลังในบริเวณใกล้เคียง ค่อย ๆ ดับลงทีละหลัง เป็สัญญาณว่านี่คงดึกมากแล้ว
“เข้าบ้านเถอะเดี๋ยวฉันไปส่ง” เด็กหนุ่มลุกขึ้นบอกกับเธอ
“นายโอเคแล้วใช่มั๊ย”
“ดีขึ้นมากแล้วล่ะขอบใจเธอมากนะ”
เด็กหนุ่มเดินมาส่งอลิสถึงหน้าบ้านทั้งคู่โบกมือลา ก่อนที่เค้าจะกลับบ้านของตัวเอง
เขาเดินมาถึงหน้าบ้านแล้วมองเข้าไปข้างในไม่มีแสงไฟในบ้านแล้ว มีเพียงไฟหน้าบ้านตรงรั้วที่เปิดทิ้งไว้ตอนนี้ทุกคนคงหลับแล้ว
เด็กหนุ่มเปิดประตูเข้าไปในบ้านอย่างเบามือเพราะเขาไม่อยากให้ใครรู้ เขาตรงไปที่ห้องนอนของตัวเองทันทีแต่ทว่าเมื่อเขาเปิดประตูห้องเข้าไป ก็พบว่าแม่นั่งรอเขาอยู่
“ลูกไปไหนมารู้มั๊ยว่าแม่เป็ห่วงแค่ไหน”
“แม่ไม่ต้องห่วงหรอกผมไม่เป็อะไร”
จันทร์วิมลลุกขึ้นเดินมาหาลูกชายและเอามือลูบที่ใบหน้าของเขาซึ่งยังมีรอยแดงปรากฏอยู่
“เจ็บมากมั๊ย”
เด็กหนุ่มส่ายหน้าแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“ไม่ต้องห่วงนะลูกใครที่มันทำให้ลูกแม่ต้องเจ็บ แม่จะทำให้มันเจ็บมากกว่าหลายเท่า” ในแววตาของจันทร์วิมลตอนนี้มีแต่ความเคียดแค้น และพร้อมจะทำลายล้างทุกอย่าง