ฟางหรูยกกาน้ำชาที่เพิ่งเปลี่ยนมาใหม่วางไว้ให้ในถาด ฉันจึงถามฟางหรูอีกครั้งว่าตัดผ้าเป็ใช่ไหม เพราะฉันมีผ้าจะแบ่งให้ฟางหรูนำไปตัดเสื้อผ้าสวมใส่ เพราะเห็นว่าฟางหรูกับเหวินอี้หนีมาที่นี่มีแค่เสื้อผ้าชุดเดียวที่สวมใส่อยู่ ฟางหรูตอบว่านางตัดเย็บเสื้อผ้าเป็
ฉันจึงพาฟางหรูเดินเข้าไปในเรือนเพื่อจะแบ่งผ้าพับให้ และจะแบ่งเสื้อผ้าที่ฉันเพิ่งซื้อมาใหม่หลายชุดให้ฟางหรูใส่ก่อนแก้ขัด เพราะเห็นว่าฟางหรูมีรูปร่างใกล้เคียงกันกับฉัน จึงรื้อหยิบผ้าออกมาหลายผืนให้ฟางหรูเลือกผ้าสีที่ชอบ
ฟางหรูเอ่ยชมทันทีว่าผ้าสีสวยทุกผืน จึงหยิบผ้าชิ้นหนึ่งขึ้นมาดูอย่างพิจารณา แล้วเงยหน้าพูดกับฉันว่า นางรับผ้าไว้ไม่ได้เพราะผ้าพวกนี้เป็ผ้าเนื้อดี มีราคาแพงเกินไปนางรับไว้ไม่ได้
ฉันจึงบอกฟางหรูว่าอย่าคิดมากเื่ราคาผ้า เมื่อฉันให้ก็คือให้เพราะผู้หญิงควรได้ใส่เสื้อผ้าดีๆสวยๆจึงยื่นผ้าให้ฟางหรูอีกครั้ง แต่ฟางหรูยังคงไม่รับและถามฉันด้วยคำถามแปลกๆว่าฉันเป็คนในพระราชวังเหรอ ฉันจึงถามกลับว่าทำไมจึงคิดว่าฉันเป็คนในพระราชวัง
ฟางหรูตอบว่าเพราะผ้าพวกนี้เป็ผ้าเนื้อดี พวกพ่อค้าผ้าจะคัดผ้าเนื้อดีลวดลายเฉพาะส่งเข้าไปขายในวัง ซึ่งลวดลายบนผ้าพวกนี้เป็ลวดลายเฉพาะที่สตรีชาววังนิยมใส่กันมากๆอีกด้วย อีกทั้งฟางหรูก็สังเกตุเห็นสองลิงน้อยใส่กำไลหยกราคาแพงที่ข้อมือ นางจึงคิดว่าฉันไม่น่าจะใช่หมอหญิงชาวป่าธรรมดา
ฉันยิ้มและหัวเราะเบาๆในลำคอกับความช่างสังเกตุของฟางหรู จึงบอกฟางหรูไปตามตรงว่าทั้งผ้าและกำไลหยกเป็ของรางวัลที่ได้รับมาจากในวัง เพราะไปรักษาอาการป่วยของเ้านายชั้นสูงคนหนึ่งจนหายดี ฟางหรูรีบถามต่อทันทีว่าใช่ท่านอ๋องหรือเปล่า
เพราะก่อนที่ฟางหรูจะป่วย นางไปช่วยเหวินอี้รับจ้างทำไร่ให้ชาวบ้านนอกกำแพงเมือง จึงได้ยินพวกชาวไร่ชาวสวนจับกลุ่มพูดคุยกันว่า มีหมอหญิงจากป่าปีศาจไปรักษาท่านอ๋อง ที่ป่วยหนักใกล้ตายให้หายได้ภายในชั่วคืนเดียว
ฟางหรูจึงคิดว่าหมอหญิงที่รักษาท่านอ๋องต้องเป็ฉันแน่ๆ เพราะขนาดยาเย็นชืดเพียงถ้วยเดียวเล็กๆที่ได้รับจากฉันเมื่อคืน ก็ทำให้นางหายป่วยไข้เป็ปลิดทิ้งเพียงชั่วข้ามคืนเช่นกัน
ฉันจึงยิ้มก่อนจะตอบว่าใช่ ฟางหรูก็พูดด้วยสีหน้าดีใจว่า นางกับเหวินอี้ช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้ทำงานรับใช้ฉัน แล้วทำท่าจะทำความเคารพอีก ฉันจึงรีบจับแขนฟางหรูไว้แล้วบอกว่าให้เลิกทำความเคารพได้แล้ว ขอให้อยู่อย่างเป็กันเองเหมือนเพื่อนเหมือนพี่น้อง
ฉันจึงยื่นผ้าให้ฟางหรูอีกครั้งแต่ฟางหรูยังคงไม่รับ แต่กลับพูดว่าจะขอตัดเย็บผ้าพวกนี้เป็ชุดให้ฉันใส่ ฉันจึงไม่คะยั้นคะยอยื่นผ้าให้ฟางหรูอีก จึงเดินไปหยิบเสื้อผ้าเนื้อธรรมดาที่เพิ่งซื้อมาจากตลาดยื่นให้ฟางหรู
แล้วบอกนางว่าหลังจากกลับจากวังหลวง จะซื้อผ้าสีสวยๆในตลาดมาให้ตัดชุด ส่วนเสื้อผ้าของเหวินอี้ฉันจะไปขอเสวี๋ยฉีมาให้ เพราะเสวี๋ยฉีมีเสื้อผ้าใหม่ที่ยังไม่ได้สวมใส่หลายตัวซุกเก็บไว้ในหีบ
แล้วเฟยเจินก็เดินเข้ามาหาบอกว่าเสวี๋ยฉีให้มาตามฉันไปเรียนเขียนภู่กัน ซึ่งตัวเฟยเจินเองก็จะเรียนเขียนภู่กันด้วย ฟางหรูจึงขอแยกตัวเอาเสื้อผ้าไปเก็บแล้วจะชงน้ำชากับนำขนมไปให้ สักพักฟางหรูก็ค่อยๆเดินยกถาดน้ำชากับขนมเข้ามาวางตรงข้างๆที่ฉันกำลังนั่งหัดเขียนภู่กันอยู่ ฟางหรูเริ่มรินน้ำชาใส่ถ้วยให้เราทีละคน
เสวี๋ยฉีจึงเงยหน้ามองฟางหรูที่กำลังนั่งรินน้ำชาช้าๆ เพราะประหม่าที่ถูกเสวี๋ยฉีจ้องมอง เสวี๋ยฉีจึงพูดขึ้นว่าเสื้อผ้าของเขาเก็บอยู่ในหีบที่มุมห้อง ให้ฟางหรูเดินไปหยิบชุดให้เหวินอี้กี่ชุดก็ได้เพราะเขาไม่ได้ใส่ ฟางหรูจึงยิ้มที่เห็นเสวี๋ยฉีเริ่มพูดดีด้วย จึงกล่าวขอบคุณเสวี๋ยฉี แล้วเดินไปหยิบชุดที่เสวี๋ยฉียกให้เดินถือออกไปจากเรือน
ฉันจึงหันไปแกล้งป้ายหมึกที่หน้าของเฟยเจิน ที่กำลังตั้งใจเขียนภู่กันด้วยกันอยู่ข้างๆ ฉันก็ถูกเสวี๋ยฉีบิดหูเบาๆและบ่นว่าเผลอไม่ได้หาเื่ี้เีเรียน เราจึงเรียนไปเล่นไปจนกระทั่งเวลาบ่ายใกล้เย็น ซิ่นหลิงกับเหวินอี้ก็กลับมาพร้อมด้วยปลา ผัก ไก่ป่าและต้นมัน
ซิ่นหลิงช่วยเหวินอี้ถือผักกับต้นมันมาวางไว้ที่ชานบ้าน ฟางหรูจึงเดินมาหยิบผักที่ซิ่นหลิงวางไว้นำไปเก็บในครั้ว แล้วซิ่นหลิงก็เล่าให้เราฟังว่า เหวินอี้พาเขาไปขุดต้นมันที่กระท่อมหลังเก่าเพื่อนำต้นมันกลับมาปลูกที่นี่ แต่ตอนนี้กระท่อมหลังนั้นถูกคนเผาทำลายเสียหายไปแล้วทั้งหลัง
เราจึงหันไปมองฟางหรูที่กำลังยืนคุยอยู่กับเหวินอี้ที่หน้าห้องครัว ก็เห็นเหวินอี้กำลังโอบกอดฟางหรูเหมือนกำลังปลอบประโลมซึ่งกันและกัน เหวินอี้คงเล่าให้ฟางหรูฟังแล้วว่ากระท่อมของตนถูกเผา เห็นแล้วก็รู้สึกเศร้าใจและเห็นใจคนทั้งคู่ ที่ถูกกีดกันความรัก ซ้ำถูกเผากระท่อมจนเป็คนสิ้นไร้ไม้ตอก
ฉันจึงหันไปถามซิ่นหลิงเกี่ยวกับการฝึกของเหวินอี้วันนี้ว่าเป็อย่างไรบ้าง ซิ่นหลิงตอบว่าเหวินอี้เรียนรู้ได้ไว แต่ยังทรงตัวบนหลังแมงมุมไม่ค่อยคล่องแคล่วนัก เพราะเหวินอี้ยังไม่คุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวเร็วๆและการใช้ชีวิตในป่า
แต่ซิ่นหลิงได้บอกหลี่เฉียงไว้ให้แล้วว่า ่นี้ให้ออกไปหาอาหารกับเหวินอี้ และให้ช่วยฝึกฝนเหวินอี้ใน่ที่เราไม่อยู่ด้วย จึงทำให้ฉันรู้สึกเบาใจขึ้นมาหน่อยที่หลี่เฉียงจะช่วยฝึกให้ และหวังว่าเหวินอี้กับฟางหรูคงจะสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ในป่าปีศาจแห่งนี้
รุ่งเช้า่สายเราเริ่มออกเดินทางไปเมืองหลวง ฉันบอกกับพวกพี่ๆว่าวันนี้เราน่าจะเดินเข้าทางประตูหน้าวังให้เหมือนกับคนอื่นๆ เพราะถ้าเราบินไปลงกลางพระราชวัง เดี๋ยวพวกทหารจะพากันแตกตื่นคิดว่าปีศาจไปบุกวังอีก พวกพี่ๆก็ตอบว่าตามใจจะเดินเข้าทางหน้าประตูวังก็ได้ถือเป็การเดินยืดเส้นยืดสายไปในตัว
ซึ่งไม่นานนักเราก็เดินทางมาถึงหน้าประตูพระราชวัง ทหารยามที่ยืนประจำการอยู่หน้าประตูวังไม่อนุญาตให้เราผ่านเข้าไป พวกเขาบอกว่าถ้าไม่มีใบหรือป้ายอนุญาตผ่าน ก็เข้าในเขตพระราชวังไม่ได้
ทั้งยังคิดว่าฉันโกหกเื่ที่เป็หมอฝึกหัดในวังอีกด้วย โดยกล่าวว่ามีผู้หญิงหลายคนมากล่าวอ้างตัวว่าเป็หมอหญิงบ้างล่ะ เป็นางกำนัลบ้างล่ะ เพื่อจะแอบเข้าวังหวังอยากจะเป็นางในแทบจะทุกวัน
ฉันจึงบอกทหารยามว่าฉันเป็หมอฝึกหัดจริวๆ ทั้งยังรู้จักกับหมอหวัง องครักษ์จิ้นฝาน ซึ่งคนทั้งสองสามารถยืนยันสถานะตัวตนของฉันได้ แต่ทหารยามก็ยังไม่มีใครเชื่อ ฉันพยายามบอกพวกเขาอยู่นาน จนพวกพี่ชายเริ่มหงุดหงิดจะเอาเื่ที่ทหารยามเ่าั้ที่ไม่ให้เราผ่านเข้าประตู
จึงรีบห้ามพวกพี่ๆให้ใจเย็นๆ และคิดได้ว่าเฟยเจินมีนกเหยี่ยว จะให้เฟยเจินส่งนกเหยี่ยวบินเข้าไปบอกหมอหวังให้ออกมารับเราที่หน้าประตูวัง ซึ่งในขณะที่เรากำลังหากระดาษเพื่อจะเขียนจดหมายส่งให้หมอหวัง
ก็มีทหารแต่งตัวเต็มยศอลังการขี่ม้าวิ่งมาที่หน้าประตูวังตรงที่เรายืนอยู่ เขาคนนั้นคือฟู่เซียงองครักษ์ของฮ่องเต้ ทหารยามที่ยืนกั้นเราอยู่หน้าประตูวัง รีบยืนตรงอกแอ่นท่าทางเข้มแข็งพร้อมกันทันที
องครักษ์ฟู่เซียงลงจากหลังม้าเดินตรงมาที่ฉันแล้วพูดว่า ฮ่องเต้กำลังรอฉันอยู่จนร้อนใจกลัวว่าจะไม่กลับมา จึงสั่งให้ฟู่เซียงออกมาดูที่หน้าประตูวัง เฟยเจินจึงโวยวายฟ้องฟู่เซียงว่าเรามาถึงกันนานแล้ว แต่ทหารยามไม่ยอมให้พวกเราเข้าไป
ฟู่เซียงจึงหันไปดุด่าว่ากล่าวทหารยามว่า “พวกเ้าบังอาจขัดขวางไม่ให้หมอหญิงเข้าวัง รู้หรือไม่ฮ่องเต้กำลังรอหมอหญิงท่านนี้อยู่ ถึงว่า! หมอหญิงไปพบฝ่าาช้าเพราะพวกเ้านี่เอง!” ฟู่เซียงจึงสั่งทหารที่ยืนอยู่ในบริเวณนั้น ให้ทำโทษทหารยามด้วยการโบยยี่สิบไม้
ฉันรีบห้ามปรามฟู่เซียงว่าอย่าทำโทษพวกทหารยามเลย เพราะพวกเขาทำตามหน้าที่ ฉันเองต่างหากที่เปลี่ยนเส้นทางจากการลงที่ลานกลางวัง เปลี่ยนมาเดินเข้าทางประตูหน้าเอง ฟู่เซียงจึงกำชับสั่งทหารยามให้จดจำใบหน้าฉันไว้ ถ้าฉันเดินเข้าทางประตูหน้าวังอีกให้อนุญาตปล่อยผ่าน
แล้วฟู่เซียงก็เชิญฉันให้ขึ้นขี่ม้าเขาจะพาเดินเข้าไปส่งที่ตำหนักของฮ่องเต้ ส่วนพี่ชายทั้งสี่นั้นฟู่เซียงสั่งทหารให้เดินนำทางไปส่งที่ตำหนักเหลียนฮวา จะมีนางกำนัลนำอาหารและเครื่องดื่มไปให้ที่ตำหนัก
ฉันขึ้นนั่งม้าของฟู่เซียงส่วนเขาก็เดินจูงม้าไปส่งที่ตำหนักหมู่ตัน พบฮ่องเต้กำลังนั่งกระวนกระวายอยู่ในตำหนัก พอฮ่องเต้เห็นฉันก็รีบลุกเดินออกมาจูงมือ แล้วพาไปนั่งที่เก้าอี้โดยจับมือฉันไว้อย่างนั้น พร้อมกับถามว่าทำไมจึงมาช้านัก ฉันจึงตอบว่าเพราะทหารยามหน้าประตูวังจำหน้าฉันไม่ได้จึงไม่ยอมให้ผ่านเข้าประตู
ฮ่องเต้ทำเสียง อืม! คิดไว้แล้วเชียว! แล้วพูดต่ออีกว่าก่อนที่ฉันจะกลับป่าอัคคี เขาลืมให้ป้ายผ่านประตูวัง เพราะมัวแต่ตื่นเต้นดีใจที่เขาจะสามารถมีลูกชายได้สักที แล้วเขาก็ล้วงมือหยิบป้ายหยกสีเขียวอันหนึ่ง ออกมาจากแขนเสื้อยื่นส่งมาให้ พร้อมกับบอกว่าเป็ป้ายหยกที่เขาสั่งทำพิเศษให้ฉัน สามารถเข้าออกในพระราชวังได้ทุกเมื่อ
ฉันรับป้ายหยกมาดูเป็ป้ายหยกสีเขียวสด แกะสลักเป็รูปนกหงส์เกาะอยู่บนกิ่งไม้สยายปีกสวยงาม ที่มุมล่างแกะสลักตราสัญลักษณ์เล็กๆแต้มสีทองของฮ่องเต้ไว้ด้วย ส่วนด้านหลังแกะสลักชื่อไป๋อันฉีตัวเล็กๆไว้ด้วยเช่นกัน ส่วนที่สายคล้องเรียงร้อยด้วยหยกสีเขียวสดเม็ดเล็กกลมแบบลูกปัดตลอดทั้งเส้นสวยงามหรูหรา
ฉันร้องโอ้โห! ไม่คิดว่าจะได้ป้ายผ่านประตูเป็หยกชิ้นงามหรูหราขนาดนี้ ฮ่องเต้จึงกำชับว่าให้เก็บรักษาป้ายผ่านไว้ดีๆอย่าทำหาย เพราะฉันจะได้ผ่านเข้าประตูวังมาได้โดยเร็วเพื่อมารักษาเขายามเจ็บป่วย
แล้วฮ่องเต้ก็ขอป้ายหยกที่มือฉัน เพื่อจะผูกคล้องป้ายให้ที่เข็มขัดเวทย์อสรพิษ ฉันมองฮ่องเต้ในขณะกำลังก้มหน้าผูกป้ายหยกให้ที่เอว เขาเป็ชายวัยกลางคนที่มีอำนาจแต่ดูอบอุ่นมีเสน่ห์ จนใจหนึ่งนึกอยากหอมแก้มแต่อีกใจก็ไม่กล้า จึงได้แต่นั่งมองอมยิ้มคิดในใจว่าฉันช่างโชคดีเหลือเกิน ที่ฮ่องเต้ใส่ใจและเอ็นดูฉันมากเพียงนี้
จากนั้นฮ่องเต้ก็ชวนฉันไปเดินออกกำลังกายชมดอกโบตั๋นในสวน เพราะ่นี้ฮ่องเต้พยายามทำงานให้น้อยลง เพื่อเตรียมพร้อมร่างกายสำหรับวันร่วมเตียงกับฮองเฮา ทั้งยังชวนให้อยู่กินอาหารด้วยกันที่ตำหนักอีก เพราะฮ่องเต้สั่งให้คนเตรียมปรุงบะหมี่เป็ดย่างไว้ให้ฉันด้วย
กระทั่งเรานั่งกินบะหมี่ด้วยกันเสร็จ ฮ่องเต้ก็บอกว่าเขายังมีฎีกาที่ยังค้างอ่านไม่กี่ฉบับ บอกให้ฉันไปช่วยฝนหมึกให้หน่อย จึงเดินตามฮ่องเต้เข้าไปในห้องทรงตำรา ก็เห็นฎีกาวางกองอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือประมาณห้าฉบับ ฉันจึงเดินไปนั่งลงข้างๆฮ่องเต้และฝนหมึกเตรียมไว้ให้
ฮ่องเต้หยิบฎีกามาอ่านที่ละฉบับ เมื่ออ่านจบก็เขียนอะไรบางอย่างนิดหน่อยลงในฎีกาฉบับที่อ่านเสร็จแล้ว จนฮ่องเต้เริ่มหยิบอ่านฎีกาฉบับที่สี่เขาก็ร้อง เอ๊ะ?! แล้วพูดว่าฎีกาฉบับนี้เป็คำร้องของเถ้าแก่เฉิงพ่อค้าขายผ้า
เขียนร้องเรียนว่าซือเหวินอี้ฉุดเฉิงฟางหรูลูกสาวของตนหนีหายเข้าไปในป่าอัคคี จึงส่งคนเข้าไปตามหา แต่พบเจอกับปีศาจหญิงสาว ปีศาจนกอินทรีย์และปีศาจตะขาบ ที่ออกอาละวาดกินคนแถวแนวชายป่า เถ้าแก่เฉิงจึงขอให้นายอำเภอเขียนฎีกามาขอร้องให้ส่งทหารไปตามจับตัวซือเหวินอี้ และให้ทหารช่วยปราบปีศาจที่ออกมาอาละวาดด้วย
เมื่อฉันได้ยินดังนั้นก็ใ เพราะปีศาจในฎีกาที่กล่าวถึงนั้นคือฉันกับเฟยเจิน และตะขาบที่เพิ่งฆ่าตายไปในเหตุการณ์วันนั้น ฮ่องเต้จึงหันมาถามฉันว่าพอจะรู้เื่ที่เกิดขึ้นในป่าอัคคีบ้างหรือไม่ เพราะั้แ่ไหนแต่ไรฮ่องเต้ยังไม่เคยได้ยินใครพูด ว่าเคยเห็นปีศาจหญิงสาวในป่าอัคคีมาก่อนเลย นี่เป็ครั้งแรกที่มีคนพูดว่าพบเจอปีศาจหญิงสาว ฮ่องเต้จึงสงสัยว่าหญิงสาวที่ว่านั้นอาจจะเป็ฉัน
●
●
●
หมายเหตุ
กระบี่ คือ อาวุธมีคมทั้งสองด้าน
ดาบ คือ อาวุธมีคมแค่ด้านเดียว