"ครับ ท่านพ่อ"
ซูหนานจิ่นรีบวิ่งตามออกไป
วินาทีต่อมา สีหน้าของดยุกซูก็กลับมาบึ้งตึงอีกครั้ง เขาวางตะเกียบลง แล้วพูดกับคุณนายซูอย่างเย็นชา "เสี่ยวซีถูกเธอตามใจจนเสียคนหมดแล้ว! ทำไมตระกูลเจียงถึงเลื่อนงานแต่งงานออกไป ก็เพราะพวกเขากลัวว่าเธอจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยจักรวรรดิไม่ได้ไม่ใช่รึไง? ต่อจากนี้ไปจนถึงวันสอบ ห้ามเสี่ยวซีออกไปไหนทั้งสิ้น! ไปหาครูสอนพิเศษมาติวเข้มให้เธอ ไม่ว่าจะยังไง ฉันก็ต้องให้เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยจักรวรรดิให้ได้ และต้องสอบเข้าคณะการทหารด้วย เข้าใจไหม?!"
คุณนายซูตกใจจนตัวสั่น ไม่กล้าขัดขืนคำสั่งของดยุกซู ได้แต่พยักหน้ารับคำทันที
.
.
ทางด้านนี้ ในที่สุดซูหนานจิ่นก็ตามซูลั่วทัน
"ลั่วลั่ว เดี๋ยวก่อน!"
ซูลั่วหันกลับมา เธอพูดอย่างอ่อนใจ “พี่ใหญ่คะ พี่ไม่ต้องมาเกลี้ยกล่อมหนูเรื่องย้ายคณะแล้วค่ะ หนูรู้สึกว่าเรียนภาควิชาเมคคาก็ดีมากจริง ๆ ตอนแรกหนูก็อยากเรียนภาควิชาการบัญชาการนั่นแหละค่ะ แต่พอซูเสี่ยวซีมาเปลี่ยนคณะให้ หนูถึงได้รู้ว่าภาควิชาเมคคามันน่าสนใจมากจริง ๆ ต่อไปนี้ถ้าเมคคาของพี่มีปัญหาอะไร ก็มาหาหนูได้นะคะ”
เมื่อเห็นรอยยิ้มจาง ๆ บนมุมปากของซูลั่ว ซูหนานจิ่นก็รู้ดีว่าน้องสาวคนนี้ดื้อรั้นและแน่วแน่แค่ไหน สุดท้ายเขาก็ได้แต่ถอนหายใจยาว “เรื่องนั้นไว้ค่อย ๆ ว่ากันก็ได้ แต่ตอนนี้มันดึกมากแล้ว เดี๋ยวพี่ไปส่งเธอที่มหาวิทยาลัยนะ?”
“ค่ะ”
ซูหนานจิ่นไปส่งซูลั่วจนถึงหอพัก ตลอดทาง เขาถามเรื่องราวต่าง ๆ ระหว่างการฝึกทหารของเธออย่างใส่ใจ ซูลั่วเล่าเรื่องอื่น ๆ ให้ฟังคร่าว ๆ โดยเว้นเรื่องของสือจิ่วไว้
ซูหนานจิ่นพูดขึ้น “ลั่วลั่ว เธอรู้ใช่ไหมว่ามู่หรงซ่งฉือเป็นลูกพี่ลูกน้องขององค์รัชทายาท?”
“รู้ค่ะ”
“พี่ได้ยินมาว่า วันนี้องค์รัชทายาททรงเรียกมู่หรงซ่งฉือเข้าเฝ้า เธอเป็นคนเก่ง และองค์รัชทายาทก็ให้ความสำคัญกับคนเก่งมีความสามารถที่สุด ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่ในอนาคตพระองค์จะคอยจับตาดูเธอต่อไป”
ซูลั่วขมวดคิ้วเล็กน้อย แม้ว่าเธอจะตั้งใจจะหย่ากับฉู่ซิงหลานมาโดยตลอด แต่เธอก็ไม่อยากจะไปยุ่งเกี่ยวกับฝ่ายองค์รัชทายาทเลย
แต่ขณะที่เธอกำลังจะอ้าปากพูด ก็สังเกตเห็นร่างสูงสง่างามร่างหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตูหอพัก
อีกฝ่ายสวมเครื่องแบบทหารที่รีดเรียบกริบ ทั่วทั้งร่างแผ่ไอเย็นเยียบที่แข็งแกร่งและอันตรายจนไม่น่าเข้าใกล้ออกมา
เป็นฉู่ซิงหลาน...องค์ชายเก้าในโหมดปกติที่ไม่ได้อยู่ในช่วงอ่อนไหว
มุมปากของซูลั่วกระตุก จู่ ๆ ก็นึกเสียใจขึ้นมา เธอน่าจะอยู่ที่บ้านตระกูลซูต่ออีกสักหน่อย ไปกวนประสาทคนบ้านนั้นเล่นยังจะดีซะกว่า
เธอยอมทนดูหน้าตาสองมาตรฐานของซูเสี่ยวซี ยังดีกว่าต้องมาเผชิญหน้ากับฉู่ซิงหลานในโหมดนี้!
ฉู่ซิงหลานก็เห็นซูลั่วแล้วเช่นกัน และเห็นซูหนานจิ่นที่อยู่ข้าง ๆ เธอด้วย
ดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างอันตราย พลังจิตที่อยู่รอบตัวเริ่มเกรี้ยวกราดรุนแรงขึ้น ซูหนานจิ่นรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เข่าของเขาเริ่มอ่อนแรง
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ ฉู่ซิงหลานถึงได้โกรธขึ้นมา แต่ก็ยังคงฝืนดึงซูลั่วไปไว้ข้างหลัง “ถวายพระพรองค์ชายเก้า ไม่ทราบว่าพวกกระหม่อมทำอะไรให้ฝ่าบาทไม่พอพระทัยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ทำไมฉันต้องบอกนาย?”
“...”
ฉู่ซิงหลานหรี่ตามองเมินซูหนานจิ่นไปอย่างสิ้นเชิง แต่กลับพูดกับซูลั่วว่า “มานี่!”
ซูลั่วเม้มริมฝีปากเล็กน้อย แล้วหันไปพูดกับซูหนานจิ่น “พี่ใหญ่คะ พี่กลับไปก่อนเถอะค่ะ องค์ชายมีธุระกับหนู”
“ลั่วลั่ว...” ซูหนานจิ่นอยากจะถามเหลือเกินว่า น้องสาวเขาไปทำอะไรให้องค์ชายเก้าไม่พอใจหรือเปล่า?
แต่เมื่อต้องเผชิญกับสายตาที่ราวกับจะฆ่าคนขององค์ชายเก้า คำพูดที่มาถึงปากก็ถูกกลืนกลับลงไป
ซูลั่วกลับหันหลัง แล้วเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าฉู่ซิงหลาน “องค์ชายเก้า มีอะไรจะพูด เชิญเข้าไปคุยในหอพักเถอะเพคะ”
ฉู่ซิงหลานเหลือบมองซูหนานจิ่นอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินเข้าหอพักไป
ประตูโลหะของหอพักค่อย ๆ ปิดลงต่อหน้าต่อตาซูหนานจิ่น จนกระทั่งปิดกั้นเขาไว้ข้างนอกอย่างสมบูรณ์
ในวินาทีที่ประตูปิดลง ฉู่ซิงหลานก็หันกลับมา เชิดคางขึ้นเล็กน้อยแล้วหัวเราะเยาะออกมา “ซูลั่ว ที่เธอเอาแต่จะหย่ากับฉัน เป็นเพราะคิดจะไปอยู่กับซูหนานจิ่นสินะ?”
ซูลั่วตกใจอย่างแรง “องค์ชายเก้า พระองค์พูดจาไร้สาระอะไรเพคะ?”
“ว่าฉันพูดจาไร้สาระ? แล้วเธอจะไปสนิทสนมกับมันทำไม! หรือว่าเธอลืมไปแล้วว่าพวกเธอไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางสายเลือด! ดึกดื่นป่านนี้ พวกเธอไปไหนกันมา? หืม?”
ซูลั่วถูกผู้ชายคนนี้ยั่วโมโหจนตัวสั่น เธอมองใบหน้าที่หล่อเหลาแต่เต็มไปด้วยความก้าวร้าวของเขา แล้วพูดเน้นทีละคำ “ฝ่าบาท ที่หม่อมฉันต้องการจะหย่ากับพระองค์ ไม่ใช่เพราะใครอื่น แต่เป็นเพราะพระองค์ หม่อมฉันไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับคนในราชวงศ์! และหม่อมฉันก็ไม่อยากจะอยู่กับคนที่ไม่รักหม่อมฉันด้วย!”
ใบหน้าหล่อเหลาของฉู่ซิงหลานบึ้งตึงลงทันที พลังจิตภายในหอพักปั่นป่วน แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่!
ซูลั่วเริ่มรู้สึกหายใจลำบาก ใบหน้าของเธอซีดเผือด รู้สึกอุ่นชื้นในโพรงจมูก...เลือดกำเดาไหลออกมา
แต่เธอก็ไม่กลัวเลยสักนิด เธอยกมือขึ้นเช็ดเลือดกำเดา แล้วจ้องมองฉู่ซิงหลานอย่างดื้อรั้น
จู่ ๆ ฉู่ซิงหลานก็รู้สึกทนดูไม่ได้ขึ้นมาแวบหนึ่ง เขารีบดึงพลังจิตที่กดดันเธอกลับมาทันที แต่น้ำเสียงก็ยังคงเย็นชาเหมือนเดิม
“ซูลั่วเลิกฝันไปได้เลย ฉันยังไม่อยากหย่ากับเธอในตอนนี้ คำเตือนที่ฉันเคยพูดไว้ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น”
ซูลั่วหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาเช็ดคราบเลือดใต้จมูกอย่างใจเย็น “หม่อมฉันทราบว่าพระองค์ไม่ได้ล้อเล่น ตอนนี้ฝ่าบาทเสด็จกลับไปได้แล้วหรือยังเพคะ?”
กล้าไล่เขากลับงั้นรึ?
เมื่อฉู่ซิงหลานเห็นซูลั่วแสดงท่าทีรังเกียจเขาขนาดนี้ ความโกรธที่บอกไม่ถูกก็ลุกฮือขึ้นมาในใจอีกครั้ง!
เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เขารู้สึกอิจฉาตัวเองในร่างตอนช่วงเวลาอ่อนไหวอย่างบ้าคลั่ง!
ฉู่ซิงหลานหรี่ตาลงอย่างอันตราย ค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้ ในขณะที่ซูลั่วพลางถอยหลังไปสองก้าวตามสัญชาตญาณ
จนกระทั่งแผ่นหลังของเธอไปชิดกับกำแพง
ฉู่ซิงหลานพูดเสียงต่ำ “ไปกับฉันสักที่”
ซูลั่วกลับระแวดระวังขึ้นมาอย่างฉับพลัน “ไปที่ไหนเพคะ?”
“ทำไม กลัวฉันจะจับเธอกินรึไง? เธอก็เคยอยู่เป็นเพื่อนฉันในช่วงเวลาอ่อนไหวมาแล้วนี่ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวด้วย ทำไมจู่ ๆ ถึงมาทำตัวสงวนท่าทีขึ้นมาล่ะ?”
ซูลั่วขบกรามแน่น “มันดึกเกินไปแล้ว หม่อมฉันไม่อยากออกจากมหาวิทยาลัยเพคะ”
“ไม่อยากไปจริง ๆ เหรอ? แน่ใจนะว่าจะรับผลที่ตามมาไหว?”
ซูลั่วได้ยินแบบนั้นก็แทบจะกัดริมฝีปากตัวเองจนแตก!
เธอเชื่ออย่างสนิทใจว่าถ้าเธอไม่ยอมไปกับฉู่ซิงหลาน อีกฝ่ายจะต้องทำอะไรบางอย่างที่เลวร้ายแน่นอน!
ทำไมเธอถึงได้ไปยุ่งเกี่ยวกับไอ้บ้าแบบนี้ได้!
แถมไอ้บ้านี่ ดันทั้งแข็งแกร่ง ทั้งมีอำนาจล้นฟ้า เธอไม่มีปัญญาแม้แต่จะต่อต้านด้วยซ้ำ!
ซูลั่วคิดว่ายังไงซะเธอก็ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว เลยตัดใจเดินตามฉู่ซิงหลานออกไป
พวกเขาใช้ทางเดินพิเศษ ตลอดทางจึงไม่มีนักศึกษาคนอื่นเห็น
คิดว่าหลังจากที่ฉู่ซิงหลานพ้นช่วงเวลาอ่อนไหวและกลับมาใจเย็นเหมือนเดิมแล้ว เขาก็คงจะเก็บตัวเงียบ ไม่ต้องการมาปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน
ในใจของซูลั่วเต็มไปด้วยความสงสัย องค์ชายเก้าคนนี้อุตส่าห์มาหาเธอถึงที่นี่ ต้องการจะทำอะไรกันแน่?
เธอตามฉู่ซิงหลานขึ้นยานบินไป ตลอดทางทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกัน ฉู่ซิงหลานก้มหน้าดูข้อมูลในสมองกล ส่วนซูลั่วก็ยิ่งไม่อยากคุยกับเขาอยู่แล้ว เลยได้แต่นั่งเงียบ ก้มหน้าศึกษาของขวัญที่ท่านอาจารย์ให้มา
เมื่อยานบินลงจอด ทั้งสองก็ก้าวลงจากยาน ซูลั่วมองอาคารสีเทาเงินที่อยู่ตรงหน้าแล้วชะงักไปเล็กน้อย
“ที่นี่ที่ไหนเพคะ?”
“บ้านฉัน”
ซูลั่วหันขวับไปมองฉู่ซิงหลานด้วยความตกใจสุดขีด เธอไม่เข้าใจเลยว่าอยู่ดี ๆ เขาจะพาเธอกลับบ้านมาทำไม!