เหตุไม่คาดฝัน
เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นตอนกลางดึกทำให้นาวาอากาศเอกคิลเลียนแม็คไพรด์ต้องใตื่นขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดภายในบ้านพักสุดหรูในย่านเบเวอรี่ฮิลล์ ชายหนุ่มสลัดผ้านวมออกจากตัวก่อนป่ายแปะมือไปบนโต๊ะข้างเตียงเพื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย
“ครับ ผมคิลเลียนแม็คไพรด์...อะไรนะครับ!”
ร่างสูงใหญ่ผุดลุกขึ้นนั่งในทันทีทันใดเมื่อไดยินเสียงปลายสายดวงตาสีน้ำเงินเลื่อมพรายเบิกโพลงขณะจับมือถือด้วยอาการสั่นเล็กน้อย
“ครับ...ผมจะรีบไปจะเดินทางไปคืนนี้เลย”
คิลเลียนวางโทรศัพท์ก่อนะโลงจากเตียงอย่างว่องไวและหยิบเสื้อผ้าในตู้ออกมาสวมใส่อย่างไม่ต้องคิดพิจารณาชายหนุ่มสะบัดศีรษะไล่ความมึนงงชั่วครู่แล้วออกจากห้องตรงไปยังห้องโถงใหญ่เขากำลังจะก้าวพ้นประตูหากไม่ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นเสียก่อน
“คิลเลียนนั่นลูกกำลังจะไปไหน?”
อัลเลนในชุดเสื้อคลุมลายดอกไม้ตัวยาวก้าวลงบันไดมาและมองบุตรชายของเธอด้วยความประหลาดใจคิลเลียนอยู่ในชุดลำลองที่พร้อมจะออกไปกลางดึกซึ่งผู้เป็มารดาเห็นว่าเป็สิ่งผิดปกติ
“ผมจะออกข้างนอกครับแม่”
“ตอนนี้น่ะหรือ?”
อัลเลนเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าบุตรชายแล้วจึงก้มลงดูนาฬิกาข้อมือที่เข็มบอกเวลาจวนตีหนึ่ง
“มีธุระอะไรด่วนที่กองทัพกันล่ะไหนลูกบอกว่าขอลามาหนึ่งเดือนเต็มไม่ใช่หรือ”
“ไมใช่ธุระในกองทัพหรอกครับแม่” คิลเลียนปฏิเสธด้วยสีหน้าเครียดขรึมชายหนุ่มชั่งใจอยู่ชั่วขณะก่อนบอกกับมารดาตามความเป็จริง
“มีโทรศัพท์เข้ามาเมื่อครู่จากโรงพยาบาลในนิวยอร์คแม่ของเลทิเธียโทรมาบอกว่าเกิดอุบัติเหตุกับเธอในโรงแรมที่ถนนฟิฟท์ อะเวนิว”
“พระเ้า!...แล้วตอนนี้หนูเลทิเธียเป็ยังไงบ้าง?”
“เธออยู่ในห้องไอซียูครับผมต้องรีบเดินทางไปนิวยอร์คคืนนี้เลย”
“โอ...คิลเลียน...ภาวนาขออย่าให้เธอเป็อะไรเลยไม่อย่างนั้นงานแต่งของลูกที่จะจัดขึ้นอาทิตย์หน้า...”
“แม่ครับ” คิลเลียนแทรกขึ้นและจับไหล่บางของมารดาเขามองเห็นความกังวลระคนหวั่นกลัวฉายชัดในดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้นซึ่งก็หาได้แตกต่างจากความรู้สึกของเขาตอนนี้
“ฟังผมนะครับแม่...ผมอยากให้พ่อกับแม่ระงับการจัดงานแต่งระหว่างผมกับเลทิเธียไว้ก่อนเธออาจหายเป็ปกติหลังจากนี้ แต่ผมไม่แน่ใจเลยว่าเธอจะพร้อมเข้าพิธีได้เมื่อไหร่สิ่งที่ทำได้คือ คืนนี้ผมต้องรีบเดินทางไปนิวยอร์คโดยเร่งด่วนและไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะรีบกลับมาหาแม่นะครับ”
“ขอพระเ้าคุ้มครองลูกและคนที่ลูกรักแม่จะคอยฟังข่าวทางนี้นะจ๊ะ”
อัลเลนหลับตาเมื่อคิลเลียนแนบริมฝีปากลงบนหน้าผากเกลี้ยงเกลาชายหนุ่มผละจากมารดาก่อนเดินลิ่วตรงไปยังรถเก๋งหน้าบ้านพักซึ่งคนขับนำออกมาจอดรอตามคำสั่งอยู่ก่อนแล้ว
นาวาอากาศเอกหนุ่มกระสับกระส่ายตลอดเวลาแม้จะนั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวเพื่อมุ่งสูนิวยอร์คซิตี้คิลเลียนมีอาการกระวนกระวายและกุมโทรศัพท์ไม่วางทำไมเหตุร้ายมันต้องมาเกิดขึ้นตอนนี้ในเมื่อเขาและเลทิเธียกำลังจะเข้าสู่ประตูวิวาห์ในอีกไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า
เขาลางานจากกองทัพมาเป็เวลาหนึ่งเดือนเต็มเพื่อจัดเตรียมพิธีวิวาห์อย่างหรูหราในโรงแรมกลางกรุงนิวยอร์คซึ่งแม็คไพรด์กรุ๊ปเป็หุ้นส่วนใหญ่ใช่...มันคือฟิฟท์ อะเวนิว แกรนด์ โฮเต็ล โรงแรมที่เลทิเธียไปประสบอุบัติเหตุโดยที่ทุกคนไม่คาดฝัน
คิลเลียนคบหาดูใจกับเลทิเธียอาเวอร์ตันลูกสาวนักุรกิจใหญ่ด้านเรือเดินสมุทรนับถึงบัดนี้ก็เป็เวลาเกือบสองปีเต็มซึ่งก่อนหน้านี้เลทิเธียไม่พร้อมที่จะเป็เ้าสาวด้วยข้ออ้างในการศึกษาต่อทางด้านธุรกิจการเงิน
แตเมื่อไม่นานมานี้คู่หมั้นของเขาเกิดเปลี่ยนใจเธอและครอบครัวอยากให้เขาจัดงานวิวาห์ซึ่งเป็สิ่งที่คิลเลียนไม่มีวันปฏิเสธคนรักของเขาอยู่แล้ว
แม้บางครั้งนายทหารเรือหนุ่มต้องเป็ฝ่ายรอและไม่ค่อยได้ติดต่อกับคู่หมั้นของเขาอย่างหนุ่มสาวที่รักกันโดยทั่วไปเขามีเวลาดี ๆที่น่าจดจำและประทับใจกับคู่หมั้นซึ่งพบกันจากการติดต่อของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย
ทว่าไม่เคยมี่เวลาแห่งความโรแมนติกระหว่างเขาและเธอตราบจนใกล้พิธีวิวาห์คงไม่มีใครเชื่อเป็แน่ว่าเขาไม่เคยใกล้ชิดเลทิเธียมากกว่าการกอดและจูบดูดดื่มเหมือนคู่รักที่เพิ่งคบกันใหม่ๆ อย่างไรอย่างนั้น
นาวาอากาศเอกหนุ่มครุ่นคิดเื่อาการคู่หมั้นของเขากระทั่งไปถึงโรงพยาบาลนิวยอร์คตามคำบอกกล่าวของซินดี้มารดาของเลทิเธียคิลเลียนตรงดิ่งไปถึงหน้าห้องฉุกเฉินที่เขาเห็นร่างของหญิงและชายวัยกลางคนยืนรออย่างกระวนกระวายใจ
“คิลเลียน!...โอ...คิลเลียน”
หญิงผมบลอนด์ทองอายุราวห้าสิบปลายๆในชุดกระโปรงสีอิฐวิ่งเข้ามาสวมกอดร่างสูงใหญ่ด้วยใบหน้ชื้นไปด้วยคราบน้ำตาทว่าก็มีรอยยิ้มบอกความยินดีที่เห็นว่าอีกฝ่ายมาถึง
“เลทิเธียล่ะครับคุณแม่”
“เธอยังอยู่ในห้องฉุกเฉิน...เรารอมาเกือบจะทั้งคืนแล้ว”
เฟเดอริกนักธุรกิจใหญ่ผู้เป็บิดาของเลทิเธียกล่าวขึ้นเขายังอยู่ในชุดสูทและมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัดคิลเลียนก้มลงดูนาฬิกาข้อมือก็เห็นว่าเวลากำลังจะล่วงถึงตีห้าแล้วทว่าทุกอย่างกลับดูเชื่องช้าเสมือนเรือนแห่งกาลหยุดอยู่กับที่
“ทำใจดีๆ นะครับคุณแม่...บอกหน่อยได้ไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้นกับเลทิเธีย”
ชายหนุ่มยังกอดหญิงวัยกลางคนไว้แน่นขณะที่อีกฝ่ายเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เมื่อตอนหัวค่ำแม่ได้รับโทรศัพท์จากเ้าหน้าที่โรงแรมฟิฟท์อะเวนิว แกรนด์ โฮเต็ลว่าเลทิเธียตกบันไดบนชั้นที่ยี่สิบและหมดสติจนต้องส่งตัวมารับการรักษาโดยด่วนที่โรงพยาบาลแม่ใมากจนทำอะไรไม่ถูกเลยรีบตามมาที่นี่แต่จนป่านนี้หมอก็ยังไม่ออกมาจากห้องฉุกเฉินเลย”
“ฟิฟท์อะเวนิว แกรนด์ โฮเต็ล...เลทิเธียไปทำอะไรที่นั่นหรือครับคุณแม่?”
“เอ้อ...”ซินดี้อึกอัก “แม่ก็ไม่รู้จ้ะ...เขาคง...ไปหาเพื่อนที่นั่นล่ะกระมัง”
“เพื่อนหรือครับ?”
คิลเลียนยังแสดงสีหน้ากังขาแต่ไม่ทันจะคิดอะไรต่อประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออก
“คุณหมอ...ลูกสาวของฉันเป็ยังไงบ้างคะ?”
ซินดี้รีบผละจากอ้อมแขนของชายหนุ่มเข้าไปหานายแพทย์ในชุดกาวน์อายุราวๆสี่สิบในขณะที่คิลเลียนและเฟเดอริคต่างมองเป็ตาเดียวและรอคอยคำตอบจากนายแพทย์ที่กล่าวขึ้น
“คุณเป็แม่ของผู้ป่วยหรือครับ?”
เขาถามด้วยน้ำเสียงเนิบช้าและหญิงวัยกลางคนก็พยักหน้ารับ
“ค่ะ...ฉันซินดี้อาเวอร์ตัน และนี่ เฟเดอริค อาเวอร์ตัน...เราสองคนเป็พ่อกับแม่ของเธอค่ะ”
“อืม...ผมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ใช้ความพยายามกันอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือคุณเลทิเธียที่ประสบอุบัติเหตุพลัดตกบันไดแต่หมอก็อยากจะเรียนพวกคุณตามตรงว่าเคสที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมากพอสมควรศีรษะของเธอได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจนทำให้สมองหลายส่วนเสียหายและมันเป็เื่ยากมากที่จะทำให้ลูกสาวของพวกคุณกลับมาเป็ปกติได้ในตอนนี้”
“เธอจะตายหรือครับคุณหมอ?”
เฟเดอริคถามอย่างสิ้นหวังทว่านายแพทย์กลับส่ายหน้า
“เธอจะยังมีชีวิตอยู่...เพียงแต่...จะอยู่ในสภาพของเ้าหญิงนิทราครับ”
“โอ...ไม่! พระเ้า!”
ซินดี้กรีดร้องก่อนหมดสติในอ้อมแขนของคิลเลียนที่เข้ามารับร่างนั้นไว้ได้ทันและเขาก็มีสีหน้าตระหนกไม่แพ้กันในขณะที่นางพยาบาลสองคนที่ติดตามออกมารีบเข้าไปช่วยปฐมพยาบาลนาวาอากาศเอกหนุ่มช้อนร่างไร้สติไว้ในอ้อมแขนก่อนหันมาทางเฟเดอริค