แสงทินกรสาดส่องลอดผ่านเรือนยอดไม้หนาทึบลงมาเป็ลำแคบ เว่ยเฉินเพียรพยายามเดินฝ่าพุ่มไม้หนามแหลมคมมาตลอดทั้งเช้า เสื้อผ้าอาภรณ์ขาดวิ่นเป็ริ้วยาว ผิวเนื้อตามท่อนแขนและเรียวขาถูกกิ่งไม้ฉีกทึ้งเกี่ยวรั้งจนบังเกิดรอยขีดข่วนเป็ทางยาวนับไม่ถ้วน ยามนี้เขาอับจนซึ่งหยาดน้ำจนลำคอแห้งผาก ลิ้นในช่องปากรู้สึกหนาเตอะและฝืดเคืองราวกับผ้าสักหลาดหนา
ช่องท้องส่งเสียงร้องครวญครางประท้วงอยู่เป็ระยะ นับั้แ่ลืมตาตื่นขึ้นมาใจกลางป่าลึกแห่งนี้ ก็ยังไม่มีสิ่งใดตกถึงท้องแม้เพียงหยดเดียว เว่ยเฉินหยุดฝีเท้าลงเพื่อพักพิงกายกับโคนต้นไม้ใหญ่ เขาหลับตาลงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับยับยั้งอาการวิงเวียนศีรษะที่เข้าจู่โจมเล่นงานตลอดทั้งเช้า
กระแสความทุกข์ทรมานจากรากปราณสายมืดในทรวงอกยังคงคุกรุ่นอยู่มิเสื่อมคลาย เพียงแต่แปรเปลี่ยนจากเพลิงกัลป์แผดเผาในราตรีแรก กลายกลับเป็ความเย็นะเืจับจิตที่ทิ่มแทงลึกเข้าไปถึงชั้นกระดูก ในบางคราเว่ยเฉินรู้สึกราวกับมีหัตถ์เล็กๆ นับพันกำลังบีบรัดดวงหทัยของตนเอาไว้แน่น การสูดลมหายใจเข้าออกในแต่ละครั้งจึงต้องฝืนทนอย่างสุดกำลังที่มี
ต้องหาแหล่งน้ำให้พบเสียก่อน มิเช่นนั้นข้าคงต้องมอดม้วยกลายเป็ผุยผงอยู่ที่นี่แน่
เขาเบิกตาขึ้น กวาดสายตาคมปลาบมองหาสัญญาณของแหล่งอุทกธาร พลันเห็นสกุณาป่าตัวหนึ่งบินร่อนผ่านศีรษะมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เว่ยเฉินจำได้จำหลักจากตำราโบราณที่อาจารย์เคยพร่ำสอนสั่งไว้ว่า เหล่านกไพรมักจะบินมุ่งสู่แหล่งน้ำในยามสาย ด้วยเหตุนี้เขาจึงลากสังขารอันอ่อนล้าโรยแรงติดตามทิศทางนั้นไปในทันที
ทุกย่างก้าวที่ย่ำเหยียบลงไปล้วนคือความทุกข์ทรมานแสนสาหัส ขาทั้งสองข้างสั่นเทาด้วยความอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ทว่าเว่ยเฉินกลับดื้อดึงไม่ยอมหยุดยั้งฝีเท้า เขากัดฟันฝืนเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มือข้างหนึ่งยังคงกำกระชับกิ่งไม้แข็งแรงที่เก็บงำมาจากเมื่อคืนไว้แ่า พร้อมที่จะกระทำการป้องกันตัวทันท่วงทีหากมีภยันตรายใดๆ ผุดโผล่ออกมา
ล่วงเลยไปราวหนึ่งชั่วยาม เสียงกระแสน้ำไหลเอื่อยแว่วมาจากระยะไกล ส่งผลให้ดวงจิตที่ริบหรี่กลับเต้นระทึกด้วยความหวัง เว่ยเฉินเร่งฝีเท้าฝ่าข้ามพุ่มไม้ปราการด่านสุดท้ายออกไป และทัศนียภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็ทำให้เขาแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความตื้นตันใจ
ลำธารใสสะอาดไหลเอื่อยผ่านซอกศิลาขนาดมหึมา ผิวน้ำใสกระจ่างจนสามารถมองเห็นก้อนกรวดสีขาวนวลที่ก้นลำธารได้อย่างชัดแจ้ง แสงแดดสาดกระทบผิวน้ำจนทอประกายแวววาวระยิบระยับราวกับผืนผ้าไหมสีเงินยวง
เว่ยเฉินรีบคลานทะยานเข้าไปหาลำธารสายนั้นในทันที ทรุดกายลงข้างริมฝั่งแล้ววักกอบหยาดน้ำขึ้นดื่มกินอย่างไม่คิดชีวิต สายน้ำเย็นเฉียบไหลผ่านลำคอที่แห้งผากราวกับโอสถทิพย์ที่ช่วยชุบชีวิตใหม่ให้แก่เขา เขาดื่มกินจนอิ่มหนำก่อนจะวักน้ำชะล้างาแตามเนื้อตัวที่ถูกขวากหนามเกี่ยวทึ้ง รวมถึงาแฉกรรจ์จากคมเขี้ยวหมาป่าทมิฬเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ััของวารีเย็นเยียบที่กระทบปากแผลส่งผลให้แสบร้อนจนต้องสะดุ้ง ทว่าก็ช่วยปัดเป่าชะล้างสิ่งสกปรกออกไปได้มากโข
เขานั่งพักผ่อนอยู่ริมลำธารเป็เวลาครู่ใหญ่ ทอดสายตามองภาพเงาสะท้อนของตนเองในผืนน้ำ ใบหน้าที่เคยเปื้อนยิ้มอย่างทระนงและเปี่ยมด้วยความมั่นใจยามที่อยู่ต่อหน้าผู้เป็อาจารย์ในวันวาน บัดนี้กลับซูบตอบและมอมแมมไปด้วยคราบดินโคลน ดวงตาทั้งคู่ฉายแววเหนื่อยล้าและสับสนระคนกัน
อาจารย์... เหตุใดท่านจึงต้องกระทำโเี้กับข้าถึงเพียงนี้
คำถามนั้นยังคงเวียนวนอยู่ในห้วงคำนึงมิรู้จบสิ้น ทว่าเว่ยเฉินตระหนักดีว่ายามนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาจมดิ่งอยู่กับความคลางแคลงใจ การเอาชีวิตรอดให้พ้นจากภัยพิบัติคือสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนคำตอบของความจริงทั้งหมดค่อยสืบเสาะหาในภายหลังก็ยังมิสายเกินกาล
หยัดกายลุกขึ้นเดินเลาะเลียบไปตามแนวลำธารต่อไป ด้วยมีความเชื่อมั่นว่าแหล่งน้ำมักจะนำพาไปสู่เส้นทางสัญจรของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็หมู่บ้านขนาดเล็กหรือด่านตรวจความมั่นคงแห่งใดแห่งหนึ่ง
ดวงตะวันเคลื่อนคล้อยลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ เว่ยเฉินเดินตามริมฝั่งลำธารมาได้ระยะหนึ่ง จนกระทั่งเริ่มสังเกตเห็นร่องรอยประหลาดบนพื้นดินริมตลิ่ง มันเป็รอยเท้าขนาดใหญ่มหึมาเว้นระยะห่างจากกันค่อนข้างมาก ทั้งยังฝังลึกจมลงไปในดินโคลน บ่งบอกว่าสัตว์ที่มีน้ำหนักมหาศาลเพิ่งจะเดินผ่านเส้นทางนี้ไปเมื่อไม่นานมานี้เอง
เว่ยเฉินชะงักฝีเท้าลงทันใด ย่อกายคุกเข่าลงสำรวจรอยเท้าเ่าั้อย่างระมัดระวัง หัวใจเริ่มเต้นระทึกรัวเร็วด้วยสัญชาตญาณเตือนภัย
รอยเท้าครานี้ ใหญ่โตกว่าหมาป่าทมิฬเมื่อคืนก่อนมากมายนัก...
พลันบังเกิดเสียงกิ่งไม้หักสะบั้นดังขึ้นจากผืนป่าทึบฝั่งตรงข้ามลำธาร เว่ยเฉินสะดุ้งสุดตัวเงยหน้าขึ้นมองในทันที ร่างอันใหญ่โตมโหฬารของหมีดำูเาพลันก้าวพ้นแนวพุ่มไม้ออกมา ลำตัวของมันสูงใหญ่กว่ามนุษย์ธรรมดาถึงสองเท่า กรงเล็บยาวคมกริบขูดตะกุยพื้นดินจนเกิดเป็รอยลึก มันตวัดสายตามองตรงมายังเว่ยเฉิน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นจับจ้องเหยื่อเบื้องหน้าด้วยความดุร้ายหมายมาด
เว่ยเฉินขยับกายถอยร่นไปด้านหลังช้าๆ พยายามมิให้เกิดเสียงเล็ดลอด ทว่าหมีดำูเากลับส่งเสียงคำรามก้องสะท้านเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งราวป่า ก่อนจะย่างเท้าลุยฝ่ากระแสน้ำในลำธารตรงรี่เข้ามาหาเขาในทันที
ท่ามิบังควรแล้ว!
เว่ยเฉินหันหลังออกวิ่งสุดกำลังชีวิต เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของหมีดำูเาพุ่งทะยานไล่ตามหลังมาอย่างกระชั้นชิด พื้นปฐีสั่นะเืเลื่อนลั่นในทุกคราที่มันย่ำเหยียบลงไป กิ่งไม้และใบไม้ที่เว่ยเฉินวิ่งแหวกฝ่าเข้าไปหักสะบั้นปลิวว่อน เขาหอบหายใจถี่กระชั้นจนทรวงอกแสบร้อนราวกับถูกไฟรน
เขาเอี้ยวหน้าหันกลับไปมองแวบหนึ่ง พบว่าหมีดำูเาไล่กวดกระชั้นชิดเข้ามาทุกขณะ ระยะห่างเหลือรอดไม่ถึงสิบก้าว อุ้งเล็บมหึมาของมันยกขึ้นสูงเตรียมฟาดตะปบลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ฟับ!
เว่ยเฉินย่อกายหมอบต่ำลงข้างล่างในเสี้ยววินาทีสุดท้าย กรงเล็บคมกริบเฉียดผ่านเหนือศีรษะไปเพียงหนึ่งคืบ แรงลมจากการวาดฟาดพัดพาเส้นผมของเขาปลิวกระจาย เขากลิ้งตัวหลบหลีกไปด้านข้าง ก่อนจะรีบหยัดกายวิ่งต่อไปโดยไม่มีเวลาให้หยุดพักหายใจ
หมีดำูเาแผดเสียงคำรามด้วยความโกรธาที่พลาดเป้าหมาย มันพุ่งทะยานเข้าใส่อีกระลอกด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมาย ร่างมหึมาถูกขับเคลื่อนด้วยพละกำลังมหาศาลอันลึกล้ำจนแทบจะลอยพ้นจากพื้นดิน
เว่ยเฉินตระหนักดีว่าตนหนีไม่พ้นแน่
เขาตัดสินใจในส่วนลึกของจิตใจ กัดฟันแน่นหันหลังกลับมาเผชิญหน้า สองมือยกกิ่งไม้ขึ้นตั้งรับการโจมตี ขณะเดียวกันก็รวบรวมสมาธิจิตอันแน่วแน่ ดึงรั้งกระแสพลังงานสายมืดจากกลางทรวงอกออกมาให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
กระแสความเ็ปจากการที่รากปราณถูกรบกวนพุ่งพล่านขึ้นมาในทันที ทว่าเว่ยเฉินฝืนสะกดกลั้นความเ็ปไว้ เขาััได้ถึงพลังงานสีดำสนิทที่ไหลเวียนผ่านลำแขนทั้งสองข้าง เข้าไปรวมตัวกันอย่างหนาแน่นตรงกิ่งไม้ในมือ
เข้ามาเลย!
หมีดำูเาวาดกรงเล็บฟาดลงมาอย่างปราศจากความเมตตา เว่ยเฉินยกกิ่งไม้ขึ้นต้านรับแรงปะทะนั้นอย่างสุดกำลัง
ครืน!
เสียงปะทะกึกก้องสะท้านป่า แรงกระแทกอันมหาศาลส่งผลให้ร่างของเว่ยเฉินกระเด็นถอยร่นไปหลายก้าว เรียวขาทั้งสองข้างไถลครูดไปตามพื้นดินจนเกิดเป็รอยทางลึก ทว่ากิ่งไม้ในมือที่ถูกอาบเคลือบด้วยพลังงานสายมืดกลับมิได้หักสะบั้นดั่งเช่นคราก่อน มีเพียงการสั่นะเืรุนแรงจนท่อนแขนของเขาชาด้านไปทั้งแถบ
หมีดำูเาถึงกับชะงักและผงะถอยหลังไปเล็กน้อย คล้ายกับว่ามันสามารถััได้ถึงสิ่งผิดปกติอันน่าสะพรึงจากการปะทะในครานี้ มันแผดเสียงคำรามอีกหนก่อนจะทะยานเข้าจู่โจมต่อโดยมิคิดจะรั้งรอ
เว่ยเฉินเบี่ยงกายหลบซ้ายหลบขวาสลับหมุนเวียนไปตามจังหวะการโจมตี ในทุกคราที่กรงเล็บแหลมคมฟาดเฉียดผ่านกายไปอย่างหวุดหวิด ดวงจิตของเขาแทบจะหยุดเต้น เสียงสายลมหวีดหวิวผ่านใบหูดังสนั่น กลิ่นคาวสาบสัตว์และกลิ่นดินโคลนคละคลุ้งอบอวลไปทั่วอาณาบริเวณ
เขาเริ่มจับสังเกตจังหวะการโจมตีของหมีดำูเาได้ว่า มันมักจะวาดตะปบกรงเล็บข้างขวาก่อนเสมอ จากนั้นจึงจะใช้ลำตัวมหึมาพุ่งชนกระแทก เว่ยเฉินตัดสินใจเสี่ยงชีวิตเป็เดิมพัน ยามเมื่อกรงเล็บขวาของมันฟาดตวัดเข้ามาอีกครา เขาจึงย่อกายหมอบต่ำสุดตัว มุดลอดใต้ท่อนแขนของมันไปในทันที
จังหวะนี้เอง!
เว่ยเฉินพุ่งแทงกิ่งไม้ในมือเข้าใส่สีข้างของหมีดำูเาอย่างสุดแรงเกิด พลังงานสายมืดที่เคลือบอยู่บนปลายไม้ะเิปะทุออกมาในจังหวะที่เข้าปะทะ เสียงร้องครวญครางด้วยความเ็ปของหมีดำูเาดังก้องระงม มันเซถอยหลังไปกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่จนเปลือกไม้แตกกระจาย ฝุ่นละอองและเศษใบไม้ฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วพื้นที่
เว่ยเฉินอาศัย่เวลาวิกฤตนั้นกลับตัววิ่งหนีสุดกำลังชีวิตโดยมิคิดจะหันกลับไปรอดูผลลัพธ์ เขาไม่ล่วงรู้เลยว่าหมีดำูเาจะสิ้นใจหรือเพียงแค่ได้รับาเ็ และไม่มีเวลามากพอจะตรวจสอบดูด้วย เนื่องจากพลังงานที่เพิ่งดึงรั้งมาใช้ส่งผลให้ความเ็ปในทรวงอกทวีความรุนแรงขึ้นจนแทบจะไม่สามารถทรงตัวให้อยู่ได้
เขาวิ่งฝ่าพุ่มไม้น้อยใหญ่ต่อไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต จนกระทั่งเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งของหมีดำูเาค่อยๆ แ่เบาและเลือนหายไปตามระยะทางที่ห่างไกล
เว่ยเฉินทรุดกายลงกองกับพื้นดินเมื่อแน่ใจว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว เขาหอบหายใจถี่กระชั้นจนปอดแสบร้อน หยาดเหงื่อไหลโทรมท่วมสรรพางค์กาย มือทั้งสองข้างสั่นระริกจนแทบจะไม่มีแรงกำกิ่งไม้ ความเ็ปจากรากปราณมืดในอกรุนแรงขัดข้องยิ่งกว่าคราก่อนหลายเท่า ราวกับว่าเมล็ดพันธุ์ลึกลับกำลังลงทัณฑ์ที่เขาบังอาจดึงรั้งพลังของมันมาใช้เป็หนที่สอง
เขาล้มตัวลงนอนราบไปกับพื้นปฐี ทอดสายตามองผืนนภาที่ลอดผ่านเรือนยอดไม้ลงมาเป็ช่องเล็กช่องน้อย ผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ พยายามสงบสติอารมณ์ของตนเอง
หากสถานการณ์ยังคงเป็เช่นนี้ต่อไป ข้าคงมิอาจมีชีวิตรอดอยู่ในป่าแห่งนี้ได้นานวันแน่...
ความคิดดังกล่าวส่งผลให้เว่ยเฉินต้องขบกรามแน่น เขาจะไม่ยอมทอดกายตายง่ายๆ เช่นนี้เป็อันขาด ไม่ใช่หลังจากที่เพิ่งรอดพ้นจากเงื้อมมือการทรยศหักหลังของผู้เป็อาจารย์มาได้ และไม่ใช่ในยามที่ยังมีคำถามอีกนับหมื่นแสนที่ยังเฝ้ารอคอยคำตอบอยู่
หลังจากพักผ่อนจนเรี่ยวแรงเริ่มฟื้นคืนมาบ้าง เว่ยเฉินฝืนสังขารหยัดกายลุกขึ้นเดินต่อไปตามแนวลำธาร แม้ในทุกย่างก้าวจะเต็มไปด้วยความเ็ปทรมานเจียนตาย ทว่าเขาไร้ซึ่งหนทางเลือกอื่น นอกเสียจากต้องก้าวเดินต่อไปข้างหน้าเท่านั้น
จวบจนยามบ่ายคล้อย เว่ยเฉินเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของสภาพป่ารอบกาย แมกไม้เริ่มโปร่งตาลง แสงทินกรสาดส่องถึงพื้นปฐีได้มากกว่าเก่าก่อน เขาสามารถััได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่แตกต่างไปจากกลิ่นอายของป่าดงดิบ มันคือกลิ่นของฝุ่นดินที่ถูกเหยียบย่ำจนอัดแน่น กลิ่นที่บ่งชี้ว่ามีสิ่งมีชีวิตใช้เส้นทางนี้สัญจรผ่านไปมาอยู่เป็ประจำ
เว่ยเฉินเร่งฝีเท้าขึ้นด้วยความหวังที่จุดประกายขึ้นอีกครา เขาเดินแหวกฝ่าแนวต้นไม้ด่านสุดท้ายออกไป และทัศนียภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ส่งผลให้หัวเข่าทั้งสองข้างอ่อนยวบลงด้วยความโล่งอก
เส้นทางดินขนาดกว้างใหญ่ทอดตัวยาวไกลสุดสายตา รอยล้อเกวียนพาดผ่านเป็แนวยาว บ่งบอกว่าเส้นทางสายนี้มีผู้คนสัญจรผ่านไปมาเสมอมิได้ขาด เว่ยเฉินยืนนิ่งอยู่ตรงชายป่า ทอดสายตามองเส้นทางที่ทอดยาวไปทั้งสองทิศทางด้วยความลังเลใจว่าควรมุ่งหน้าไปทางทิศใด
ในที่สุด... ข้าก็พบเจอเส้นทางเดินแล้ว
ยามนี้เขาไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลือพอจะครุ่นคิดวางแผนการอันซับซ้อนใดๆ ได้อีก ร่างกายที่ผ่านศึกหนักและการเดินทางตรากตรำมาตลอดทั้งวันเริ่มมาถึงขีดจำกัดสูงสุด สายตาเริ่มพร่ามัว โสตประสาทอื้ออึงไปหมด เว่ยเฉินฝืนก้าวเรียวขาก้าวเดินไปตามเส้นทางมุ่งหน้าสู่ทิศทางที่ดวงตะวันกำลังเคลื่อนคล้อยต่ำลง ด้วยคาดหวังว่าจะสามารถพบเจอหมู่บ้านหรือผู้คนก่อนที่สังขารจะทรุดหนักไปกว่านี้
ทว่ามิทันไร เสียงล้อเกวียนบดเบียดกับพื้นดินก็แว่วดังมาจากระยะไกล ผสานไปกับเสียงกีบอาชาที่กระทบพื้นดินเป็จังหวะสม่ำเสมอ
เว่ยเฉินเงยหน้าขึ้นในทันใด หัวใจเต้นรัวแรงด้วยความหวังอันเปี่ยมล้น เขาแลเห็นเงาร่างของเกวียนที่ลากจูงด้วยม้าตัวหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นที่ปลายเส้นทาง ฝุ่นดินฟุ้งกระจายเป็แนวยาวตามหลังล้อเกวียนที่กำลังหมุนวนเคลื่อนที่มา
"ช่วย... ด้วย..." เว่ยเฉินพยายามเค้นเสียงร้องะโ ทว่าลำคอที่แห้งผากกลับทำให้ไม่มีน้ำเสียงใดหลุดรอดออกมา เขาทำได้เพียงโบกมือขึ้นสุดกำลังเท่าที่ยังหลงเหลือ ก้าวเดินโซซัดโซเซเข้าหาเกวียนคันนั้นอย่างยากลำบาก
สรรพสิ่งรอบกายเริ่มพร่าเลือนชวนเวียนศีรษะ ร่างกายที่ฝืนทนจนถึงที่สุดมาตลอดทั้งวันเริ่มยอมจำนนต่อความอ่อนล้าอันมหาศาล เว่ยเฉินรู้สึกได้ว่าพื้นดินเบื้องล่างกำลังพุ่งเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนที่สติสัมปชัญญะทั้งหมดจะดับมืดลง พร้อมกับเสียงล้อเกวียนที่บดแน่นดังใกล้เข้ามาในโสตประสาททุกขณะ
"เฮ้ย! นั่นมันผู้ใดกันน่ะ!"
นั่นคือสุ้มเสียงสุดท้ายที่เว่ยเฉินทันได้ยิน ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลงสู่ห้วงอนธการอันสงบนิ่ง