ผมตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่พร้อมความเย็นของไอหมอกยามเช้าที่คุ้นเคยด้วยร่างกายก็ยังคงไม่สดชื่นเท่าที่ควรส่วนหนึ่งอาจเพราะเมื่อคืนแม้จะเข้านอนเร็วแต่กว่าจะได้นอนจริงก็เป็เวลาดึกพอสมควรเนื่องจากได้ศึกษาเวทย์ที่ผมคิดว่าพอจะใช้ได้
มันเป็เวทย์ในชีวิตประจำวันที่ใช้ในการควบคุมความชื้นโดยในคำแนะนำบอกไว้ว่านอกจากจะใช้ทำให้วัตถุที่เปียกแห้งได้อย่างรวดเร็วแล้วยังสามารถช่วยเสริมพื้นฐานสำหรับผู้สนใจในเวทย์ธาตุน้ำได้เป็อย่างดี
พอได้อ่านคำแนะนำแล้วมันทำให้ผมคิดไปถึงตอนที่สู้กับลูเซียในวันปฐมนิเทศในวันนั้นผมไม่แม้แต่จะััตัวเธอได้เลยแต่หากผมพอใช้เวทย์อะไรแบบนี้ได้บ้างบางทีก็อาจจะทำให้สามารถสู้ได้ดีมากกว่านี้
เฮ้อ...ช่างเถอะเื่ที่ผ่านมาแล้วเถอะความจริงที่ผมสนใจเวทย์นี้เป็อันดับแรกจากทั้งหมดที่ได้จดมายังเป็เพราะมีเป้าหมายอีกอย่างคือการจัดการต้นไม้แถวตึกพักพวกนี้ยังไงล่ะโดยผมตั้งใจว่าจะเอาไม้บางส่วนมาซ่อมแซมตัวตึกพักแต่มันคงเป็ไปไม่ได้แน่ที่เนื้อไม้จะแห้งจนใช้งานได้ภายในสัปดาห์เดียวนี่ยังไม่นับการนำมาแปรรูปที่คงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรเพราะผมเองก็ไม่มีประสบการณ์อีก
ถึงอย่างนั้นอาจเพราะมันเป็เวทย์ที่ต้องควบคุมพลังเวทย์ออกมาภายนอกร่างกายหรือไม่ก็อาจเป็เพราะผมจดมาไม่ละเอียดพอทำให้ตอนนี้ผมยังไม่สามารถใช้งานมันได้เลยหากไม่พึ่งวงเวทย์ความยากในการฝึกฝนต่างกับตอนฝึกเวทย์เสริมพลังลิบลับโชคดีที่วันนี้ผมตั้งใจว่าจะแค่ถางหญ้าที่ขึ้นอยู่หนาทึบรอบตึกพักก่อนทำให้ไม่จำเป็ต้องเร่งใช้มัน
“คุณหนูคิดจะเอาเ้าเศษเหล็กพวกนี้มาทำอะไรหรอคะ ”ลิลี่ยื่นหน้ามาส่องเศษเหล็กที่ขึ้นสนิมเกรอะกรังเบื้องหน้าผมด้วยใบหน้าสงสัยพวกมันคือเศษเหล็กที่ผมได้ไปค้นมาจากห้องเก็บของหลังทานข้าวเช้าเสร็จ
แม้สภาพจะดูไม่ได้แต่ก็น่าจะเป็อุปกรณ์ทำสวนของตึกพักนี้ในอดีตโดยหลังจากผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานทำให้พวกด้ามจับที่เป็ไม้นั้นผุพังไปหมดจนเหลือเพียงแค่เศษเหล็กเหล่านี้อันที่จริงตอนผมไปค้นดูก็ไม่ได้คาดหวังมากนักเพราะคิดว่าคงถูกนำไปขายหมดแล้วแต่การที่เหลือเศษเหล็กพวกนี้อยู่ทำให้ผมค่อนข้างประหลาดใจเลยทีเดียว
“ แน่นอนว่าก็ต้องลับคมน่ะสิเคียวขึ้นสนิมที่ไม่มีด้ามนี่ใช้ถางหญ้าไม่ได้หรอกนะ ” ผมตอบลิลี่ยิ้มๆแต่อีกฝ่ายกลับทำหน้าเหวอ
“ อะไรนะคะนี่หมายความว่าคุณหนูคิดจะทำงานของพวกคนสวนหรองานแบบนี้ไม่ต้องถึงมือคุณหนูหรอกค่ะเดี่ยวดิฉันจะจัดการเอง ”ลิลี่ลนลานบอกผมที่ถลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมตัวลับคมสิ่งที่น่าจะเป็หัวของเคียวในมือ
“ อย่าคิดมากน่าแล้วก็ตอนนี้ฉันไม่ใช่คุณหนูแล้วสักหน่อยไม่จำเป็ต้องคิดเล็กคิดน้อยเื่อะไรทำได้ทำไม่ได้อีกแล้ว” ผมบอกเธออย่างไม่ใส่ในขณะเริ่มต้นลับคม ความจริงแล้วมันเป็งานที่ค่อนข้างสบายเลยเพราะแม้สนิมจะเกาะอยู่หนามากแต่ด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ที่คอยฟื้นฟูร่างกายอยู่เสมอทำให้ร่างกายผมไม่ปวดเมื่อยเลยสักนิด
“ ตะแต่ไหนว่ายกเลิกคำสั่งไล่ออกจากตระกูลแล้วไงคะ ” ลิลี่ยังคงท้วงผมแต่ผมก็ยังคงตั้งใจลับเคียวในมือโดยไม่ได้ตอบอะไรเธอไป
ไม่นานลิลี่ที่ก็ดูจะยอมแพ้กับการห้ามผมก่อนจะเดินเข้ามานั่งด้านข้างเงียบๆหลังจากนั้นเหล็กทื่อๆสนิมเขรอะชิ้นแล้วชิ้นเล่าก็ถูกผมและลิลี่ชุบตัวให้ใหม่จนกลับมาอยู่ในสภาพพอดูได้อีกครั้งผมมองผลงานเบื้องหน้าด้วยความพึงพอใจ จากนี้ก็เหลือแค่ทำด้ามจับใหม่ผมก็สามารถเริ่มกำจัดหญ้าที่ขึ้นรกรอบตึกพักพวกนั้นได้สักที
“ อ๊า~เสร็จเสียที ” ลิลี่ยกแขนขึ้นบิดด้วยท่าทีเมื่อยล้าสุดๆ สำหรับเธอที่ไม่มีพลังศักดิ์สิทธิ์คอยรักษามันคงเป็งานที่หนักเอาการแน่ๆ
“ จากนี้ก็ไปพักได้แล้วนะลิลี่” ผมบอกพร้อมดันหลังเธอไปชั้นบนของตึก ขืนวันนี้ผมใช้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆให้มาถางหญ้าช่วยต่อผมคงนอนไม่หลับเพราะความรู้สึกผิดกันพอดี
“ ดะเดี่ยวสิคะคุณหนู ก็ได้ค่ะ ก็ได้ค่ะ จะไปพักแล้วค่ะ ” แม้จะพยายามขัดขืนอยู่บ้างใน่แรกอาจเพราะยังไม่ทันตั้งตัวแต่สุดท้ายเธอก็ยอมขึ้นไปแต่โดยดีส่วนผมนั้นได้แต่มองตามด้วยรอยยิ้มก่อนจะออกไปหาไม้ขนาดพอเหมาะสำหรับด้ามจับอุปกรณ์ด้านนอก
เมื่อกลับมายังโถงหลักในจุดที่ผมได้ทำการลับคมพวกอุปกรณ์เอาไว้ก็พบกับชายที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตาคนหนึ่งยืนอยู่เขากำลังจับพวกอุปกรณ์ที่ผมลับคมขึ้นมาจ้องมองดูเงียบๆด้วยใบหน้าที่ดูซับซ้อนทำให้กว่าจะรู้สึกถึงตัวตนของผมผมก็อยู่ใกล้เขามากแล้ว
“ เหวอ ”เขาสะดุ้งอย่างกับเจอผีจนแทบะโนี่ผมว่าไมร่าก็ดูไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นสักหน่อยนะแต่บางทีคงต้องลองพิจารณาดูใหม่แล้ว
“นี่เธอมาั้แ่เมื่อไร อ๊ะ..ไม่สิ เธอคิดอะไรอยู่ถึงได้เอาของพวกนี้ออกมาลับคมอีกครั้งกัน” อย่างที่คิดนายหัวส้มคนนี้นี่ชอบทำเสียงดังโวยวายโดยใช่เหตุจริงๆ
“นายนี่ชอบโวยวายจังนะ~ แล้วนี่นายคิดว่าฉันจะซ่อมอุปกรณ์ทำสวนไปสู้กับใครกับล่ะ” ผมลากเสียงยาวตอบเขาอย่างเหนื่อยใจกับการทำอะไรที่ดูเกินไปของเขา
“นั่นสิ...บางทีเธออาจคิดเอาไปสู้กับคนในชั้นเรียนของเธอก็ได้หรือบางทีอาจเอาไปเป็อาวุธสังหารคนที่เธอไม่ชอบหน้าแล้วโยนความผิดให้พวกเรา ” เขาพึมพำเงียบๆแต่สิ่งที่พูดนั้นกลับทำให้ผมปวดหัวไปอีกนี่เขาคิดว่าผมเป็คนยังไงกันแน่เนี่ย
“นี่นายจะบ้ารึไงหะ! ฉันจะเอาของพวกนี้ไปสู้กับพวกบ้านั่นให้ตัวเองโดนซ้อมเล่นทำไมแล้วที่สำคัญจากนี้ไปฉันถูกย้ายไปอยู่ชั้นเรียนระดับต่ำเหมือนพวกนายแล้วด้วยเพราะอย่างนั้นเลิกคิดอะไรแปลกๆได้แล้ว” ผมแทบจะะโใส่จนเขาสะดุ้งเบาๆอีกครั้ง
“ ขะ...ขอโทษไม่ใช่สิ แล้วชนชั้นสูงแบบเธอคิดอะไรถึงได้เข้ามาชั้นเรียนระดับต่ำกันล่ะ ”เขาแทบจะกระซิบออกมาก่อนจะเหมือนรู้ตัวเลยกลับมาใช้น้ำเสียงตามปกติถามผมด้วยสายตาเคลือบแคลงสายตานั่นการจะเปลี่ยนความคิดเขาคงต้องพึ่งเวลาเพียงเท่านั้นสินะ
“ ช่างเถอะ ” ผมตัดบทไปก่อนจะเริ่มลงมือทำด้ามอุปกรณ์ทำสวนเหล่านี้อย่างช้าๆโดยมีนายหัวส้มยืนดูอยู่ห่างๆ
เพราะไม่ชำนาญนักทำให้กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาไปพักใหญ่ผมแหงนมองดวงตะวันที่แผดแสงแรงกล้าอยู่บนฟากฟ้าขณะชั่งใจว่าจะเริ่มงานเลยดีไหม ถ้าเทียบกับการออกไปตากแดดที่ร้อนระอุตอนนี้บางทีถ้ารออีกหน่อยให้ถึง่เย็นก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรแต่ถ้าทำอย่างนั้นถ้ารวมการตัดพวกต้นไม้ในบริเวณกับการซ่อมตึกพักบางส่วนด้วยผมกลัวว่าจะมีเวลาไม่พอนี่สิ
“นี่เธอไม่จำเป็ต้องทำอะไรแบบนี้หรอกนะ ”อยู่ๆนายหัวส้มก็พูดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นผมทำท่าจะเดินออกไปเริ่มถางหญ้า
“ ทำไมกันล่ะฉันไม่อยากอยู่ในอาคารที่ไม่ต่างจากอาคารผีสิงแบบนี้ไปตลอดหรอกนะ ”ใบหน้านายหัวส้มดูหมองลงเมื่อผมเรียกตึกพักนี้ว่าอาคารผีสิงปากที่อ้าเหมือนเตรียมจะพูดอะไรเมื่อครู่หุบลงในทันที
“ ก็ได้! ตามใจเธอเลย! ยังไงคงวางแผนบางอย่างไว้อีกแล้วสินะพวกชนชั้นสูง” เขาทิ้งท้ายก่อนจะหายตัวไปในตึก ทำอย่างกับว่าการทำความสะอาดลานหน้าตึกพักของผมมันเป็แผนการบางอย่างเสียได้
ผมเริ่มต้นถางหญ้าที่ขึ้นสูงท่ามกลางแสงอาทิตย์อันร้อนแรงบอกตามตรงว่าพอได้ลองมาทำจริงๆมันก็ยากกว่าที่คิดมากเนื่องจากความร้อนที่คอยบั่นทอนจิตใจอยู่ตลอดเวลาทำให้แม้จะไม่เหนื่อยแต่ผมก็ยังคิดอยากจะล้มเลิกตอนนี้แล้วค่อยกลับมาทำยามที่แดดอ่อนลงกว่านี้หลายต่อหลายครั้ง
‘บางทีถึงจะทำเฉพาะตอนเย็นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ทันสักหน่อย’ คือสิ่งที่ผมเผลอคิดขึ้นมาหลายต่อหลายครั้งแต่สุดท้ายก็ต้องปัดตกไปทุกรอบเมื่อหันกลับไปมองตัวตึกพัก
แต่จะว่าไปจนกว่าจะถึงสัปดาห์หน้ากลาดิอุสอาจสืบเื่ของผมจนรู้อะไรเพิ่มอีกมากก็ได้บางทีเขาอาจเลือกหันหลังให้ผมอีกก็ได้ ถ้าเป็อย่างนั้นผมก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องเร่งซ่อมแซมตึกพักนี่อีกแล้วสิ
ไม่ได้ๆจะมัวแต่คิดเื่ไม่เป็เื่ให้เสียกำลังใจไปทำไมก็ไม่รู้แล้วที่สำคัญทำไมผมต้องไปคาดหวังกับคนที่พึ่งได้คุยกันแค่ครั้งเดียวด้วยล่ะในเมื่อสิ่งสำคัญที่เป็เป้าหมายหลักของผมอย่างการจบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้งกำลังมีปัญหา
ผมควรคิดถึงเื่สาเหตุที่มาร์คัสพยายามยื้อการหมั้นไว้และวิธียกเลิกมันมากกว่าการจะยกเลิกการหมั้นกับราชวงก่อนนั้นตามปกติแล้วจะเป็ไปไม่ได้เลยหากทางตระกูลไม่ได้มีอำนาจมากเพียงพอดังนั้นผมจึงตั้งใจให้ทางตระกูลตัดผมออกไปน่าจะเป็วิธีที่ง่ายกว่าทว่าตอนนี้มันก็เป็ไปไม่ได้แล้ว
ในเมื่อตอนนี้ผมยกเลิกการหมั้นเองไม่ได้แล้วถ้าอย่างนั้นหากผมต่อต้านทุกอย่างที่เขา้าจากผมมันจะมีโอกาสที่เขาจะรำคาญแล้วทิ้งผมไปไหม...ก็มีโอกาสนะแต่มันก็ค่อนข้างน่ากังวลเกี่ยวกับวิธีที่เขาจะใช้ตอนทิ้งผมนี่สิ
“รอบนี้ก็ใส่ความแล้ว ถ้ามีรอบหน้าอีกจะโดนอะไรบ้างก็ไม่รู้ ”ผมกระซิบกับตัวเองขณะหวดเคียวในมือขึ้นลงราวกับเป็เครื่องจักร ระหว่างที่จมอยู่นานกับความคิดของตัวเองหญ้าที่เคยขึ้นสูงอยู่เต็มลานของตึกพักส่วนใหญ่ก็ล้มลงไปนอนอยู่บนพื้นหมดแล้ว
ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหนแล้วก็ตามแต่ผลงานที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็ทำให้ผมพอใจอยู่ไม่น้อยจากอาคารผีสิงที่รายล้อมไปด้วยพงหญ้าหนาทึบบัดนี้เหลือเพียงอาคารผีสิงที่อยู่ท่ามกลางลานโล่งมันเป็ภาพที่ดูดีขึ้นมากจริงๆ
“ ฮึบ.. ” ผมยกแขนบิดี้เีแม้จะไม่รู้เวลาที่แน่นอนแต่จากแสงอาทิตย์ที่อ่อนลงก็ทำให้รู้ว่าตอนนี้เริ่มใกล้่เย็นเข้าไปทุกทีแล้ว
‘ไม่น่ารีบเกินเหตุเลย’ ผมคิดในใจหลังตัดสินใจพักงานส่วนของวันนี้เอาไว้แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องเก็บอุปกรณ์ด้านในตึก
ส่วนหนึ่งที่ทำให้งานมันเดินเร็วขนาดนี้ก็เพราะผลจากพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้ผมไม่เหนื่อยเลยแม้แต่น้อยแล้วที่น่าประหลาดใจก็คือแม้ผมจะใช้มันมาอย่างยาวนานขนาดนี้แต่มันก็แทบจะไม่ลดลงเลยสักนิดจนทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าในร่างกายนี้มีพลังศักดิ์สิทธิ์อยู่มากขนาดไหนกันนะ
ถ้ายึดตามการ์ตูนเวลาผู้คนได้ไปต่างโลกมักจะมีอะไรที่โดดเด่นสักอย่างแล้วบางทีพลังศักดิ์สิทธิ์ของผมอาจอยู่ในระดับนักบุญเลยก็ได้ผมคิดเล่นสนุกๆอยู่คนเดียว
ตัม!! เสียงดังเหมือนบางอย่างกระแทกใส่ตัวตึกอย่างแรงดังขึ้นจากทางด้านหน้าของตึกพักจนผมสะดุ้งไปทั้งตัวมันคือเสียงจากการโจมตีไม่ผิดแน่แต่ว่าจากอะไรกันล่ะ
ผมโยนเคียวในมือเข้าไปในห้องเก็บข้องพร้อมกับจัดมีดสั้นของตัวเองให้เข้าที่อย่างรวดเร็วเคยวมันชิ้นใหญ่กว่าก็จริงแต่ความคมแบบนั้นขืนเอาไปใช้สู้คงเกะกะมากกว่าจะเรียกว่ามีประโยชน์ได้ยิ่งถ้าสิ่งที่โจมตีเป็สัตว์ปีศาจที่หลุดมาจากป่าอย่างที่ผมกลัวก็ยิ่งแย่แต่คงไม่ได้อันตรายมากนักหรอกเพราะที่นี่ไม่ได้มีผมคนเดียว
ผมเคยคิดอย่างนั้นทว่าระหว่างทางที่ผมวิ่งจากส่วนด้านหลังของตึกพักไปยังด้านหน้ากลับไม่ผู้พักคนอื่นเลยสักคนที่สำคัญกว่านั้นน่าแปลกที่เสียงจากการโจมตีนั้นก็ไม่ได้ดังมาอีกแต่อย่างใดทุกอย่างกลับสู้ความเงียบราวกับไม่มีอะไรมาก่อนจนผมเริ่มเข้าไปใกล้ที่ประตูหน้าจึงเริ่มได้ยินเสียงพูดของใครบางคนขึ้นมา
“นี่นายไม่ลองมั่งหรอ ” เสียงที่ฟังดูสนุกสนานของใครบางเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อผมเริ่มเข้าใกล้ด้านหน้าตึกพักพร้อมกับเสียงตุ๊บ หนักๆตามมา
“พวกนายทำอะไรน่ะ ” ผมะโใส่ชายสามคนที่กำลังยืนยิ้มหัวเราะกันด้วยท่าทางสนุกสนานด้านหน้าพวกเขามีนายหัวส้มนอนหมอบอยู่บนพื้นอย่างหมดสภาพ นี่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดว่าจะมาเจอเลย
“ เธอไม่เกี่ยวนี่ยัยคนใช้ฉันจะทำอะไรมันก็เื่ของฉัน ” ชายที่อยู่ตรงกลางเงยหน้าขึ้นมองมาทางผมขณะที่กดเท้าลงไปบนหัวของนายหัวส้มก็พอจะรู้อยู่ว่าที่นี่พวกเขาไม่ได้มีสถานะที่ดีสักเท่าไหร่แต่พอได้มาเห็นจริงๆแล้วในใจมันก็อดไม่ได้ที่จะมีความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา
มันคือความโกรธรึเปล่านะทั้งที่เขาก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับผมเลยแท้ๆ
“ดูไปดูมายัยนั่นก็ดูใช้ได้อยู่นะสหาย ” ชายด้านขวาสุดยื่นหน้าเข้าไปใกล้ชายตรงกลางทำท่าเหมือนกระซิบแต่เสียงที่พูดนั้นมันตั้งใจพูดให้ผมได้ยินอยู่ชัดๆ
“ นั่นสิ~ นั่นสิ~ ” ชายตรงกลางพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมส่งสายตาน่ารังเกียจมาทางผม
“ นี่พวกนายไม่คิดว่าหน้าตายัยนั่นดูคุ้นบ้างหรอ...เหมือนกับคุณหนูไมร่าที่ถูกตัดหางจากตระกูลนั่นไง” ชายด้านซ้ายทำหน้าครุ่นคิดไม่นานก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าชั่วร้าย
“ ชีวิตตอนนี้เป็ยังไงบ้างล่ะคุณหนูผู้เคยสูงส่งไม่คิดอยากได้ชีวิตดีๆแบบเมื่อก่อนอีกครั้งบ้างรึยังไง เธอเองก็รู้นี่ว่าถ้าหมดประโยชน์เมื่อไรเื่ที่หมั้นกับองค์ชายก็พร้อมจะหายไปทุกเมื่อ” ชายคนตรงกลางพูดกับผมด้วยท่าข่มขู่เหมือนตัวเองสูงส่งทั้งที่ในความทรงจำของไมร่านั้นไม่แม้แต่จะเคยรู้จักมันเลยสักนิด.บางทีคงเป็ลูกของพวกบารอนหรือไวเคานต์ที่ไม่ค่อยมีความสำคัญสักคนนั่นล่ะ
ผมฟังพวกมันพล่ามขณะเหลือบมองนายหัวส้มที่นอนอยู่บนพื้นร่างกายเขามีร่องรอยการาเ็ก็จริงแต่มันก็ไม่ได้มากจนเขาขัดขืนอะไรไม่ได้ถึงอย่างนั้นเขาก็เลือกยอมรับชะตากรรมที่ถูกกลั่นแกล้งโดยไม่มีทีท่าขัดขืนเงียบๆมันทำให้ผมคิดถึงตัวเอง
ั้แ่ที่ผมมาที่โลกใบนี้จากความทรงจำของไมร่าและเกมจีบหนุ่มที่ได้รับจากเทพธิดามันทำให้ผมคิดเพียงแค่ว่าต้องหลบออกจากเื่วุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยคิดเอาเองว่ามันน่าจะคุ้มแม้อาจต้องทนการรังแกในโรงเรียนสักปีหรือสองปีแต่มันใช่หน้าที่ที่ผมต้องมาทนกับอะไรแบบนี้รึไง
ซู้ดดดผมสูดหายใจเข้าลึกจากการที่ชายสามคนนี้ยังไม่สามารถแปลงพลังเวทย์เป็ธาตุต่างๆได้แปลว่าพวกมันน่าจะเป็นักเวทย์ที่ระดับไม่เกิน2 วงแหวนกันทั้งนั้นนั่นหมายความว่าความต่างของมันกับผมไม่ได้มีมากแบบครั้งที่เจอกับลูเซียในวันปฐมนิเทศ
“ ชีวิตแบบเมื่อก่อนอย่างนั้นรึต้องขอโทษด้วยแต่ขอปฏิเสธ! ” ผมเค้นเสียงก่อนจะพุ่งตัวเข้าใส่ชายตรงกลางที่กำลังเหยียบหัวนายหัวส้มในทันทีด้วยสถานะที่เพิ่มขึ้นจากเวทย์เสริมพลังทำให้ผมสามารถเข้าถึงตัวได้โดยที่เขาตั้งตัวไม่ทันย่อตัวลงเล็กน้อยก่อนจะปล่อยหมัดออกไปใส่ปลายคางของเป้าหมายอย่างสวยงาม
“ ห ห๊ะ!” ชายที่อยู่ด้านข้างทั้งสองคนส่งเสียงออกมาแทบจะพร้อมกันในขณะที่ร่างของชายตรงกลางลอยออกไปผมเคยได้ยินจากโลกก่อนว่าการโจมตีที่ปลายคางนี่ถ้าสามารถโจมตีได้แรงพอสามารถทำให้น็อคได้ภายในการโจมตีเดียวนี่ท่าจะจริง
ฮึบ! โดยไม่ปล่อยให้มีเวลามากกว่านี้ ผมเอี้ยวตัวปล่อยหมัดใส่ร่างชายด้านขวามือต่อในทันทีน่าเสียดายที่เขาสามารถกันหมัดของผมเอาไว้ได้ทันถึงอย่างนั้นก็ส่งผลให้ร่างของเขาก็เซไปหลายก้าวอยู่เหมือนกัน
“ หนอย!” เสียงร้องจากทางด้านหลังของผมมาพร้อมกับแรงอัดหนักๆจนรู้สึกชาไปทั้งแผ่นหลังนั่นน่าจะเป็ะุพลังเวทย์ มันคือการโจมตีที่พวกระดับสองวงแหวนชอบใช้กันโดยความเสียหายจะรุนแรงตามพลังเวทย์ที่ใช้น่าเสียดายนะที่ของแค่นี้มันทำอะไรผมไม่ได้
ความรู้สึกเจ็บนั้นคงอยู่เพียงไม่นานพลังศักดิ์สิทธิ์ก็รักษาจุดที่ผมถูกโจมตีจนหายดีเป็ปลิดทิ้งแค่แผลช้ำจากการกระแทกมันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกกังวลเลยสักนิด แต่รอก่อนเถอะเดี่ยวนายได้เป็รายต่อไปแน่
ผมไม่สนใจการโจมตีจากด้านหลังแล้วพุ่งโจมตีทั้งหมดเข้าใส่ชายที่อยู่ด้านหน้าต่อโดยไม่ปล่อยให้เขาได้มีโอกาสตอบโต้ได้เ้าคนตรงกลางคงหมดสภาพไปแล้วจริงๆตอนนี้ถ้าทำให้หมอนี่หมดสภาพไปอีกคนเมื่อไรชายด้านหลังก็เป็งานง่ายสำหรับผมแล้ว
“ นี่เธอกล้าทำแบบนี้เพราะคิดว่าสถานะคู่หมั้นนั้นมันจะคุ้มหัวเธอได้รึไงยังไงตอนนี้เธอก็แทบไม่ต่างกับสามัญชนอยู่แล้วอย่าคิดว่าโจมตีชนชั้นสูงแบบนี้แล้วจะรอดไปได้ง่ายๆนะนี่แกรีบทำอะไรสักอย่างสิ ” ชายด้านหน้าผมะโข่มขู่ออกมาอย่างลนลานพร้อมกับเร่งความช่วยเหลือจากเพื่อนขณะที่ตัวเองก็ยกแขนขึ้นตั้งการ์ดอย่างยากลำบาก
คงเพราะใช้พลังเวทย์เสริมเอาไว้ทำให้แขนนั่นยังไม่หักมาจนถึงตอนนี้นี่มันค่อนข้างลำบากด้วยสิถ้าจะให้การต่อสู้ยืดเยื้อไปมากกว่านี้ดังนั้นทันทีที่เขาเผลอมีดที่ถูกซ่อนเอาไว้มาตลอดก็ปักลงบนต้นขาของเขาอย่างง่ายดาย
“ อ้ากก ”เขากรีดร้องอย่างเ็ปในขณะที่ล้มลงไปนอนกับพื้นขณะที่ผมใช้โอกาสนี้ขึ้นนั่งคร่อมตัวเขาไว้แล้วรัวหมัดใส่ไม่ยั้งที่ใบหน้าของเขานั้นแม้จะใช้พลังเวทย์เสริมการป้องกันแล้วแต่ดูเหมือนว่าจะป้องกันได้ไม่ดีเท่าตอนใช้แขนทำให้ไม่นานมันก็เปื้อนไปด้วยเืสีแดงของเขา
“ พะ พอสักทีขอรอง ” ผมเมินเสียงโอดครวญนั่นความจริงถ้าเขาสลบไปดีๆแบบชายตรงกลางผมก็คงหยุดไปแล้ว
“ ถ้ามากกว่านั้นเดี่ยวหมอนั่นก็ตายหรอก” น้ำเสียงคุ้นเคยดังออกมาจากใต้เงาของต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลนักทำให้ผมหยุดมือที่กำลังง้างค้างไว้สายตาถูกเบนไปยังต้นเสียงโดยทันที
“ไม่ได้เจอกันนานนะคุณคู่หมั้นของข้า ” ใบหน้าของเขาชัดเจนขึ้นเมื่อเดินออกมาจากเงาไม้นั้นทำให้ร่างกายของผมแข็งทื่อไปในทันทีทำไมหมอนี่ถึงได้มาที่นี่กัน พลังศักดิ์สิทธิ์ของผมถูกสังเกตเห็นแล้วรึเปล่า หรือเื่ทั้งหมดนี่จะเป็การจัดฉาก
“ พวกเ้าคงไม่ว่าอะไรใช่ไหมถ้าข้าจะขอพูดคุยกับคู่หมั้นข้าสักเล็กน้อย” มาร์คัสมองไปยังชายทั้ง 4 ที่อยู่บริเวณลานด้วยสายตาคมกริบ
“ คะ ครับ ” ชายที่ยังไม่าเ็ตอบเขาเสียงสั่น
“ ถ้าอย่างนั้น ”มาร์คัสยิ้มให้ผมก่อนจะผายมือไปยังป่าด้านหลังก่อนจะเริ่มเดินนำเข้าไปช้าๆ
“ ธรรมชาติที่นี่ช่างสวยงามจริงๆเลยนะ” เขาเอ่ยขึ้นขณะเงยหน้าขึ้นมองแมกไม้หลังจากเดินมาสักพัก
“ นั่นสินะเพคะแล้วสิ่งใดทำให้องค์ชายผู้สูงส่งมายังที่ซอมซ่อแบบนี้กันเพคะ” ผมไม่สนใจท่าทางนั้นแล้วถามออกไปอย่างเคร่งเครียด กับพวก 2วงแหวนผมน่ะพอสู้ได้อยู่แต่ถ้า 3 วงแหวนผมคงไม่มีโอกาสชนะแน่แล้วไหนจะสถานะเ้าชายของอีกฝ่ายอีก
“อย่าพูดจาดูห่างเหินกันแบบนั้นสิ ข้าว่าการที่ข้ามาเยี่ยมคู่หมั้นของตัวเองก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนเลยนี่” มาร์คัสว่าขณะเดินเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆทำให้หัวใจของผมมันเต้นรัว?
มันเป็ความรู้สึกแปลกๆที่แม้จิตใจผมจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับชายตรงหน้าแม้แต่น้อยแต่ร่างกายกลับกำลังตื่นเต้นยินดีและหวาดกลัวไปในเวลาเดียวกันถ้าสิ่งนี้มันคือพลังแห่งรักแบบที่เคยเจอบ่อยๆในหนังผมคิดว่านี่คงเป็หนังที่ผมไม่มีทางดูแน่
‘หมอนี่มันมีดีอะไรขนาดนั้นเธอถึงได้ชอบมันแบบนี้’ ผมกระซิบในใจ ความสัมพันธ์ของไมร่ากับมาร์คัสนั้นถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆก็คือสามีขี้เหล้ากับภรรยาที่อุทิศทุกสิ่งให้เขานั่นล่ะ
ไมร่ารักและคอยทำทุกสิ่งเพื่อมาร์คัสตลอดมาแต่เมื่อไรที่เธอทำพลาดหรือมีบางอย่างไม่เป็ไปตามที่เขา้าเธอจะกลายเป็คนที่รองรับความโกรธของเขาทุกครั้ง
“คู่หมั้นสินะเพคะ พระองค์ยังไม่เบื่อที่จะเล่นเป็คู่หมั้นกับหม่อมฉันอีกรึเพคะ พระองค์น่าจะรู้ว่าหม่อมฉันถูกไล่ออกจากตระกูลแล้ว” ผมถอนหายใจตอบองค์ชายเฮงซวยไปมันไม่มีผู้หญิงที่รักนายจนหมดหัวใจอยู่ตรงนี้อีกต่อไปแล้วเพราะเธอคนนั้นได้ตายไปแล้วยังไงล่ะ
“ บางทีเ้าอาจจะยังไม่รู้แต่คำสั่งนั้นได้ถูกยกเลิกไปแล้วและข้าเชื่อว่าครอบครัวของเ้าพร้อมที่จะกลับมาสนับสนุนเ้าอีกครั้งขอเพียงแค่เ้ากลับไปบอกพวกเขา” มาร์คัสบอกผมด้วยรอยยิ้มเป็ห่วงเป็ใย
“น่าเสียดายนะฝ่าาหม่อมฉันคิดว่าหม่อมฉันติดใจชีวิตสามัญชนแบบนี้เข้าเสียแล้วดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็ที่หม่อมฉันจะอ้อนวอนเพื่อให้ได้กลับเข้าไปอยู่ในตระกูลอีกครั้ง”
“ไม่มี...จริงๆรึ เ้าลืมความสัมพันธ์ทั้งหมดของพวกเราไปแล้วรึยังไง ”มาร์คัสเดินเข้ามาประชิดผมอย่างรวดเร็ว มือของเขาถูกยกขึ้นมาััที่ปลายคางของผมเบาๆอย่างทะนุถนอมพร้อมกับสายตาเว้าวอนที่ถูกส่งมาให้
“ น่าเสียดายนะฝ่าาแต่เื่พวกนั้นมันจบไปแล้ว” ผมตอบชายตรงหน้าอย่างชัดเจนโดยไม่แสดงความลังเลใดออกมาให้เขาเห็นแม้ในอกผมจะรู้สึกเศร้าโศกแปลกๆไมร่าเธอรักเขามากจริงๆ
“ถ้าอย่างนั้นเื่ทั้งหมดนี้ก็เป็ความตั้งใจของเ้ามาั้แ่แรกอย่างนั้นสินะ ”น้ำเสียงเปลี่ยนจากอ่อนโยนเป็เ็าแทบจะในทันที มือที่ััปลายคางของผมเมื่อครู่ถูกเลื่อนลงมากำรอบคอของผมไว้อย่างหน่วงๆเหมือนตั้งใจจะสื่อว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากเขาออกแรงเพิ่มขึ้น
“ ถ้าบอกว่ามันเป็ความตั้งใจของหม่อมฉันองค์ชายจะฆ่าหม่อมฉันไหมล่ะเพคะ” ผมตอบมาร์คัสโดยไม่มีท่าทีทุกข์ร้อนในขณะที่แรงบีบรอบคอนั้นเพิ่มมากขึ้นจนเริ่มหายใจไม่สะดวก
“ แล้วเ้าคิดว่ายังไงล่ะแค่เ้ากลับไปอยู่ในตระกูลอย่างว่าง่ายชีวิตสุขสบายก็รอเ้าอยู่แล้ว เทียบกับการหายตัวไปเงียบๆโดยไม่มีใครรู้มันดีกว่ากันมากเลยไม่ใช่รึไง” มาร์คัสยื่นหน้าเข้ามากระซิบที่ข้างหูของผมเบา
“ ฮึ! ถ้าชีวิตสุขสบายนั้นเป็ชีวิตที่คนข้างกายพร้อมจะทำลายกันทุกเมื่อฉันก็ไม่้าหรอกว่าแต่ท่านคิดจริงๆรึไงว่าจะไม่มีใครรู้ ” ผมฝืนยิ้มในขณะที่มือข้างหนึ่งโชว์ให้มาร์คัสเห็นกระจกพกพาชิ้นเล็กที่ถูกกำไว้แน่น
“พอดีสหายต่างแดนของข้าได้มอบของเล่นที่น่าสนใจไว้ให้น่ะ ” ผมตอบท่าทางสงสัยของมาร์คัสที่สุดท้ายก็ยอมปล่อยมือออกจากคอของผมด้วยใบหน้าหน้ากลัว
“ เ้าอย่าคิดว่าของแค่นี้มันจะช่วยเ้าไปได้ตลอดนะ” มาร์คัสเอ่ยออกมาขณะที่ดวงตาเหลือบมองไปยังกระจกในมือผมก่อนจะเดินจากไป
“ ไม่ว่ามันจะช่วยข้าได้หรือไม่แต่ขอให้ท่านรู้เอาไว้ว่าอย่าหวังว่าจะได้อะไรจากข้าอีก” ผมฝืนยิ้มตอบไล่หลังเขา
จริงอย่างที่เขาบอกว่าผมจะหวังพึ่งเคนเดลหรือกลาดิอุสไม่ได้เพราะผมรู้ดีว่าสักวันพวกเขาคงถูกนางเอกจีบแน่ดังนั้นทางเลือกเดียวคือผมต้องหาวิธีเก่งจนสามารถปกป้องตัวเองได้ให้เร็วที่สุดเท่านั้น