ทักก์ชะลอรถลง เลี้ยวเข้าไปในถนนซอยอันเป็ทางเข้าสู่ไร่ ซึ่งขณะนี้ได้ถูกอัดแน่นด้วยหิมะซึ่งทับถมกันลงมาเสียงยางรถเสียดสีอยู่กับหิมะที่จับตัวแข็ง และเสียงหมุนของโซ่ดังลั่นอยู่ในทุกรอบที่ล้อรถหมุนไป
สุนัขพันธุ์คอลลี่ตัวหนึ่งกระโจนออกมาจากโรงนาที่ทำไว้ด้วยสีแดงคร่ำ และเห่ากรรโชกขึ้นราวจะประกาศการมาถึงของทุกคน และยังวิ่งเคียงข้างรถผ่านตัวอาคารต่าง ๆ ไปยังประตูรั้วตรงด้านที่ไกลออกไป มันยังส่งเสียงเห่าอยู่เช่นนั้น แม้ทักก์จะจอดรถลง แต่หางที่กระดิกเร่า ๆ ดูจะบอกความเป็มิตรมากกว่าจะขู่หรือคุกคาม ทันทีที่ทักก์เปิดประตูด้านคนขับออก สุนัขนั้นก็ยื่นจมูกเข้ามา
“แหม...มันช่างทำหน้าที่ยามดีจริง” เลสลี่หัวเราะเบา ๆ
“มัน้าจะบอกให้ทุกคนรู้ว่าเรามาถึงที่นี่แล้วใช่ไหมล่ะเอ็ง” ทักก์ก้มลงเกาหูให้มัน จากนั้นก็ผลักมันให้พ้นทางขณะที่ก้าวลงจากรถ “ผมคิดว่าตอนนี้คุณควรจะอยู่ในรถ ให้ผมเอาของลงให้หมดเสียก่อนดีกว่า”
“หนูช่วยเองค่ะ” ฮอลลี่ะโบอกมา รู้อยู่ว่าบิดามิได้พูดกับตน
ถ้าไม่มีใครช่วยเปิดประตูตรงปลายเท้าให้ เลสลี่ก็ไม่มีทางที่จะออกจากรถได้ และการที่จะเปิดประตูบานที่นั่งพิงอยู่ก็ดูจะไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะเธอไม่อาจจะเหวี่ยงขาที่เข้าเฝือกไว้แข็งขนาดนั้นออกมาได้ และการที่จะเปิดประตูบานนั้นก็ยังจะต้องเอี้ยวตัวและไถลถอยหลังลงไป ซึ่งนอกจากจะไม่เข้าท่าแล้ว ก็ยังเป็ไปไม่ได้อีกด้วย ดังนั้นเธอจึงจำเป็จะต้องนั่งรออยู่เช่นนั้น จนกว่าทักก์จะขนสัมภาระลงจากรถให้หมดเสียก่อน
ทักก์เปิดประตูท้ายรถ และดึงเลื่อนออกเป็สิ่งแรกฮอลลี่นั้นกำลังเล่นอยู่กับสุนัขคอลลี่สีน้ำตาลขาวตัวนั้นจนลืมไปแล้วว่า เมื่อครู่เธอได้อาสาที่จะช่วยบิดาขนของลง เมื่อเอาเลื่อนลงตั้งกับพื้นดินเรียบร้อยแล้ว เขาก็โยนเสื้อคลุมขนสัตว์ตามลงไป เหลือของอีกสองสิ่งที่จะต้องเอาลงคือขวานที่ใบอันคมกริบสอดอยู่ในซองหนัง กับซองปืนไรเฟิล เมื่อเขาเอื้อมมือมาหยิบของทั้งสองสิ่งนี้ เลสลี่ก็ขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ
“ทำไมคุณถึงต้องเอาปืนลงด้วยคะ” เธออดถามไม่ได้ “อย่าบอกฉันนะคะว่าคุณจะยิงต้นไม้นั่นก่อนที่จะฟันมันลง
“ไม่ใช่หรอก” เขาหัวเราะอยู่ในลำคอ ลมหายใจเป็ละไอหมอกขาว ๆ เมื่อกระทบเข้ากับอากาศภายนอกเย็นจัด “ผมคิดว่าตอนเข้าไปในป่า เราน่าจะได้เห็นมิสซึลโทบ้าง”
“แล้วคุณจะยิงมันลงมาอย่างนั้นหรือคะ” รู้สึกว่ามันไม่มีเหตุผลเลยที่เขาจะต้องทำอย่างนั้น
“ใช่” ทักก์ยิงฟันขาว เมื่อเห็นสีหน้าของเลสลี่ซึ่งบอกความไม่เข้าใจเลยจริง ๆ “มันก็เป็กาฝากที่ขึ้นไปเกาะอยู่บนยอดต้นไม้ การยิงก็เป็วิธีเดียวที่จะได้มันมา ไม่อย่างนั้นก็ต้องปีนขึ้นไปตัดลงมา”
“คุณคงเป็นักแม่นปืนด้วยสินะคะ” เลสลี่พูดเป็เชิงออกความเห็นมากกว่าจะถาม
“ก็ได้ยินใคร ๆ เขาพูดอย่างนั้นอยู่เหมือนกัน” เขาตอบพร้อมด้วยรอยยิ้มที่กดลึกอยู่ตรงมุมปาก
คำตอบเป็เชิงอวดความสามารถกลาย ๆ นั้น ทำให้เลสลี่อดหัวเราะไม่ได้ ทักก์ปิดประตูท้ายรถลง ลากเลื่อนไปยังหน้าประตูรั้วซึ่งเปิดกว้างอยู่ และลากเลยเข้าไปภายใน
เนื่องจากในรถปิดเครื่องทำความร้อนไว้ เลสลี่จึงเริ่มรู้สึกถึงความหนาวเย็นของอากาศในยามบ่ายของฤดูหนาว เธอซุกคางลงในผ้าพันคอขนสัตว์ซึ่งช่วยให้เกิดความอบอุ่นขึ้นบ้าง ทักก์กำลังยุ่งอยู่กับเลื่อน เธอมองเห็นเขาไม่ถนัดนักเมื่อฮอลลี่กับสุนัขเข้าไปชุลมุนอยู่ตรงนั้นด้วย เลสลี่เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเหนือศีรษะซึ่งเป็สีไข่มุกอากาศค่อนข้างครึ้ม มีลักษณะคล้ายหิมะกำลังจะตก
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามา เธอจึงได้ลดสายตาลง ตอนที่ทักก์เดินกลับมายังรถนั้น เขาดึงหมวกสำหรับใส่เวลาเล่นสกีออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม และสวมลงบนศีรษะ เลสลี่เอื้อมมือไปหยิบไม้ค้ำที่วางอยู่บนพื้นรถ แต่แล้วก็สังเกตเห็นว่าทักก์เดินเข้ามาอีกด้านหนึ่ง
“เปิดประตูโน้นสิคะ” เธอชี้ไปยังประตูตรงปลายเท้า แต่ทักก์มิได้มีทีท่าว่าจะได้ยินที่เธอพูด เลสลี่จึงเอี้ยวตัวไปหมุนกระจกรถลงเพื่อที่จะบอกซ้ำ แต่เขากลับเอื้อมมือเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่เปิดอยู่ และเปิดล็อคออก “ไม่ใช่ประตูนี้” เลสลี่ทักท้วง แต่ทว่าประตูทางด้านหลังเปิดออกแล้ว
“คุณไม่จำเป็ต้องใช้ไม้ค้ำหรอก” ทักก์บอก พร้อมกับสอดมือเข้ามาใต้่เอว
“คุณจะทำอะไรคะนี่” เลสลี่ออกจะใ เมื่อเขาลากร่างเธอให้เลื่อนมาทางด้านหลัง แต่ก็ดูเหมือนจะพอเดาเจตนาของเขาได้ ก่อนที่ทักก์จะสอดมืออีกข้างหนึ่งเข้าใต้่ขา “คุณอุ้มฉันไม่ไหวหรอก เฝือกนี่มันหนักจะตาย”
สัญชาตญาณกระมังที่ทำให้เธอยกแขนข้างหนึ่งขึ้นโอบคอเขาไว้ ส่วนอีกข้างหนึ่งนั้นก็จับไหล่เขาไว้แน่นด้วยเกรงว่า ตัวเองจะตกลงไปที่พื้นดิน เมื่อพ้นจากประตูรถออกมา ทักก์ก็ยืดร่างขึ้น กระชับร่างเธอแน่นไว้ในวงแขนซึ่งความใกล้ชิดนั้นทำให้หัวใจของเลสลี่ขึ้นมาตันอยู่ตรงคอหอยโดยเฉพาะเมื่อเขาหันหน้ามามองดวงตาคู่สีฟ้าฉายแสงแห่งความขบขันอยู่
“ผมจะบอกอะไรให้คุณรู้ไว้อย่างหนึ่งนะ ถ้าผมจะโยนคุณลงกับพื้นละก็ ผมจะต้องแน่ใจเสียก่อนว่าพื้นดินตรงนั้นมันมีหิมะนุ่ม ๆ รองรับอยู่ เอาไหมล่ะ” เขาทำเสียงล้อ ๆ
บัดนี้ เลสลี่อยู่ใกล้ชิดเขาอย่างมาก จนได้กลิ่นโลชั่นที่ใช้ทาหลังโกนหนวดที่กรุ่นอยู่ตามแนวคาง อากาศที่หนาวเยือกเย็น ทำให้มีละอองไอน้ำเกาะเป็ไรอยู่เหนือริมฝีปากบน ทำให้เขาขยับปากได้ไม่ถนัดเมื่อจะพูดอะไรออกมา มันจึงออกเป็การยากที่จะต้องรักษาระดับของสายตาไว้ มิให้เหลือบไปมองยังริมฝีปากคู่นั้นตลอดเวลา และมันก็อยู่ห่างจากเรียวปากของเธอเพียงไม่กี่นิ้วเท่านั้น เลสลี่พยายามตั้งสมาธิอยู่กับสิ่งที่เขากำลังพูด ไม่พยายามสนใจกับความรู้สึกหวั่นไหวที่บังเกิดอยู่ในใจ แต่มันก็ไม่ง่ายนัก ในขณะที่ลมหายใจอุ่น ๆ กรุ่นอยู่กับนวลผิวของเธอเช่นนี้
“ค่ะ คุณจะต้องมั่นใจจริงๆ ว่าหิมะตรงนั้นมันนุ่มเพราะการที่ขาหักข้างเดียวนี่มันก็เหลือเกินจะพอแล้วล่ะค่ะ” น้ำเสียงที่โต้ตอบคำพูดของเขานั้นค่อนข้างแหบห้าวด้วยความใกล้ชิดนั้นรบกวนจิตใจเธออยู่อย่างรุนแรง
“สัญญา” ทักก์พูดยิ้ม ๆ และออกเดินไปยังเลื่อนที่จอดรออยู่
แม้ท่าทางที่ทักก์อุ้มเธอไปนั้นจะดูเป็เื่ง่าย แต่เลสลี่ก็สังเกตเห็นกล้ามเนื้อตรงลำคอที่โปนออกมาซึ่งแสดงให้เห็นว่า เขาจำเป็ต้องออกแรงไม่น้อยเลย เมื่อไปถึงเลื่อน เขาก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง และค่อยๆ วางร่างเธอลงบนเสื้อคลุมขนสัตว์ที่ปูรองอยู่ทั้งบนที่นั่งและพนัก ส่วนเสื้อคลุมอีกตัวหนึ่งนั้น เขาเอามาห่มให้และสอดชายเข้าไว้ตรงขอบที่นั่งเรียบร้อย
เขาหายใจออกมาแรง ๆ หลังจากที่ต้องออกแรงอุ้มเธอมา แต่เลสลี่คิดว่าคงไม่ถึงกับหอบ
“แหม...แล้วตอนนี้ คุณยังลากเลื่อนที่ฉันนั่งอีกนะคะ” เธอพูดล้อ ๆ ดวงตาเป็ประกายเจิดจ้าขึ้น
“นั่นสิ น้ำหนักตัวคุณก็คงจะไม่เบาเท่าไรนักหรอกใช่ไหม” เขาเลิกคิ้วถาม ใบหน้าฉาบอยู่ด้วยรอยยิ้มปนหัวเราะ บอกถึงความเป็คนอารมณ์ดี
“ให้หนูนั่งเลื่อนไปด้วยได้ไหมคะพ่อ” ฮอลลี่ร้องถามอย่างกระตือรือร้น
เขาหยุดชะงักไปเล็กน้อย มือข้างหนึ่งยังวางอยู่บนเข่า สายตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของลูกสาว แต่ในที่สุดก็ส่ายศีรษะอย่างยอมแพ้
“ก็ได้” เขาตอบตกลงเมื่อเห็นแววในดวงตาคู่นั้นเข้า
“ดีใจจังเลย” เด็กหญิงตบมือดังลั่นด้วยความตื่นเต้นะโขึ้นะโลงอยู่ และสุนัขก็พลอยเห่าตามไปด้วยเพราะคิดว่าเป็การเล่นเกมแบบใหม่ ทักก์ก็อุ้มลูกสาวขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า
“ระวังหน่อยล่ะ อย่าไปถูกขาคุณเลสลี่เข้า” และวางร่างเด็กหญิงลงหน้าเลื่อน “แล้วก็นั่งนิ่ง ๆ ด้วย ถ้าขืนนั่งไปเต้นไปเดี๋ยวเลื่อนเกิดพลิกคว่ำลงมาละก้อแย่เลย เราไม่ได้ชวนคุณเลสลี่มาแล้วก็ทำให้เขาได้รับาเ็อีก เข้าใจไหม”
“ค่ะ พ่อ” เด็กหญิงตอบอย่างสงบเสงี่ยมขึ้น แต่แววแห่งความผิดหวังฉายประกายอยู่ในดวงตา
“เอาละครับ ถ้าฮอลลี่ทำให้คุณรำคาญละก้อ ไล่ให้ลงไปเดินย่ำหิมะเลยนะครับ” ทักก์บอกกับเลสลี่
“ตกลงค่ะ” เลสลี่พูดยิ้ม ๆ ก่อนจะซุกจมูกลงใต้เสื้อคลุมขนสัตว์ มองดูทักก์ที่เดินไปหน้าเลื่อน
เขาหยิบสายที่มีลักษณะคล้ายบังเหียน ขึ้นมาสวมรัดไว้ตรงแผ่นอกกับ่ไหล่เพื่อลากเลื่อน กระชับให้แนบเข้ากับเสื้อคลุมขนสัตว์ สุนัขคอลลี่นั่งรออยู่ข้างเลื่อนส่งเสียงครางกับฮอลลี่เบา ๆ หางปัดอยู่กับหิมะ
“ให้มันขึ้นมานั่งบนเลื่อนด้วยได้ไหมคะพ่อ” ฮอลลี่ทนกับแววอ้อนวอนในดวงตาคู่สีน้ำตาลนั้นไม่ไหว
“ไม่ได้หรอกลูก มันมีสี่ขาให้มันวิ่งตามไปก็แล้วกัน” ทักก์ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ไม่ยอมให้มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอีกตัวหนึ่ง ออกแรงลากเลื่อนให้เคลื่อนไปบนพื้นหิมะนั้น
“ไป...ไป... ” ฮอลลี่ออกคำสั่งดังลั่น และส่งเสียงหัวเราะคิกคักขึ้นมา เลสลี่ก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย แต่ไม่ยอมให้เสียงหลุดลอดออกมานอกเสื้อคลุม
“เดี๋ยวก็ให้มาลากเองเท่านั้น” ทักก์ขู่ แต่ในน้ำเสียงมีแววหัวเราะปนอยู่
พื้นดินที่อยู่ห่างจากประตูรั้วนั้นเป็ทางลาดน้อย ๆ จึงทำให้เป็การง่ายที่จะลากเลื่อนในระยะ 40 หลาแรกหลังจากนั้นก็ถึงที่ราบ ซึ่งค่อนข้างขรุขระมีพุ่มไม้ขึ้นอยู่ระเกะระกะ เมื่อพ้นบริเวณนี้ไปจึงเป็เส้นทางที่ทอดตรงไปข้างหน้า สุนัขคอลลี่ตัวนั้นเดินตามมาเรื่อย ๆ บางครั้งก็ออกนอกทางวิ่งไล่กระรอกหรือกระต่ายเสียพักหนึ่งแล้วค่อยกลับมาใหม่