ตอนที่ 1 จริงเท็จยากจะแยกแยะ (2)
คืนวันนั้นเสิ่นมู่ชิงดุดันน่าเกรงขาม ล้มสัตว์ตัวผู้ในทีมทั้งหมดยกเว้นซ่งจื่อเซวียนด้วยพละกำลังเพียงคนเดียว ยึดครองตำแหน่งในวงเหล้าอย่างมั่นคง จากนั้นเมื่อทุกคนเห็นเขาที่โต๊ะเหล้าก็มักจะพากันเดินอ้อม ไม่มีใครกล้ากระตุกหนวดเสืออีก
ดูจากสภาพแล้ว ให้เสิ่นมู่ชิงที่ยังมีสติสัมปชัญญะดื่มเป็เพื่อนซ่งจื่อเซวียนที่เมาหนักก็ไม่น่าจะเกิดเื่เกินคาดอะไร แต่มันกลับไม่ชอบมาพากลอย่างยิ่ง
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ตัวเขาที่ปกติเรียกว่าดื่มได้ในปริมาณราวกับน้ำทะเล ครั้งนี้แค่ดื่มเหล้านอกกับอีกฝ่ายพอเป็พิธีแค่สองแก้วก็ไหลไปกับโซฟาแล้ว แม้ว่าจะยังมีสติ แต่ทั้งร่างกลับขยับเขยื้อนไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม ซ่งจื่อเซวียนที่ตอนขากลับเดินซวนเซพูดจาไม่รู้เื่ เวลานี้กลับนั่งอยู่ข้างๆ เหมือนไม่เป็อะไร มองดูเขาในสภาพน่าอับอายที่พยายามดิ้นรนเพื่อจะลุกขึ้นมานั่งด้วยรอยยิ้มจางๆ
จนกระทั่งแน่ใจว่าเสิ่นมู่ชิงไม่เหลือเรี่ยวแรงแล้ว ซ่งจื่อเซวียนจึงเก็บรอยยิ้มแล้วลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ สายตาของเขาจากอ่อนเพลียเมามายในตอนแรกเปลี่ยนเป็มืดมิดและเ็า สีหน้าที่มองเสิ่นมู่ชิงแฝงความแปลกประหลาดสายหนึ่งที่ทำให้ก้นบึ้งหัวใจของเขาเกิดความไม่สบายใจ
เมื่อเผชิญหน้ากับเพื่อนที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้า เสิ่นมู่ชิงรู้สึกสมองโล่งไปหมด เขาขยับริมฝีปาก แต่ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร ได้แต่ปล่อยให้ร่างอ่อนปวกเปียก สายตาว่างเปล่าทอดมองพี่น้องที่ไว้เนื้อเชื่อใจสุดกำลังวางตนลงในอ่างอาบน้ำ ดูเขาเปิดฝักบัวปล่อยให้น้ำในอ่างค่อยๆ ไหลท่วมร่างของตนทีละน้อย ดูเขากรีดเส้นเืใหญ่ของตนด้วยใบหน้าสงบนิ่ง แล้วจัดฉากให้เหมือนกับการฆ่าตัวตายอย่างรอบคอบ ความลื่นไหลของการกระทำและถี่ถ้วนในรายละเอียดนั้นราวกับฉายชัดในหัวของเขามาหลายร้อยครั้ง กระทั่งนับพันครั้งแล้วด้วยซ้ำ
เสิ่นมู่ชิงนอนมองซ่งจื่อเซวียนอยู่ในอ่างทั้งอย่างนี้ แม้ว่าจะถูกแช่อยู่ในน้ำร้อน แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงเืสีแดงสดที่กำลังทะลักออกจากปากแผลไปพร้อมกับจังหวะการเต้นของหัวใจได้อย่างชัดเจน เมื่อเวลาล่วงเลยไป ความหนาวเหน็บเริ่มคืบคลานมาที่ข้อมือของเขา จากนั้นค่อยๆ ไต่ขึ้นไปทั่วทั้งแขนและหน้าอกอย่างช้าๆ จนในที่สุดก็ลุกลามไปทั่วทั้งตัว
เื่มาถึงขั้นนี้ เสิ่นมู่ชิงรู้ดีว่าวันนี้ต้องตายแน่อย่างไม่ต้องสงสัย สีหน้าของเขาจากตกตะลึงระคนสับสนแปรเปลี่ยนเป็ความไม่เข้าใจและเย้ยหยัน เขาไม่ได้ก่นด่าเสียงดังหรือก้มหน้าร้องขอความเมตตาเหมือนอย่างที่ซ่งจื่อเซวียนคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า เขาเพียงฝืนบังคับให้ตนเองประคองสติให้แจ่มชัดเข้าไว้ จ้องตาของอีกฝ่ายตรงๆ เอ่ยถามด้วยเสียงแหบแห้ง “เพราะอะไร”
เมื่อเผชิญหน้ากับการตั้งคำถามของเสิ่นมู่ชิง ดวงตาของซ่งจื่อเซวียนมีความละอายพาดผ่านแวบหนึ่ง เขาหลบสายตาตามจิตใต้สำนึก แต่ในวินาทีต่อมาก็บังคับให้ตัวเองหันกลับมา มองเสิ่นมู่ชิงที่อาบเืด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าว “ในที่สุดก็อ้าปากแล้ว...บอกตามตรง เมื่อกี้ฉันคิดจริงๆ ว่านายจะเงียบไปจนเืไหลหมดตัวซะอีก”
“พริบตาเดียว พวกเราก็รู้จักกันมาแปดปีแล้วสินะ เวลาผ่านไปไวมากจริงๆ ถ้านับรวมตอนที่นายมาเป็ผู้ช่วยอยู่ข้างกายฉันหลังจากเสียโฉมก็ห้าปีกว่าแล้ว...” เขายอบตัวลงขณะพูด ลูบไล้ใบหน้าของเสิ่นมู่ชิงเบาๆ ราวกับปฏิบัติต่อคนรักด้วยความหวงแหนที่สุด นิ้วมืออันเรียวยาวและขาวนวลเคลื่อนบนใบหน้าของอีกฝ่ายช้าๆ พรรณนาถึงรอยแผลที่น่าเกลียดน่ากลัว “ชีวิตคนเราไม่เที่ยงจริงๆ ไม่ว่าใครก็คาดไม่ถึง ตอนนั้นนายเพิ่งจะเดบิวต์ได้สองปีก็มีคุณสมบัติพอที่จะเข้าชิงตำแหน่งาาภาพยนตร์ ตอนนี้กลับทำได้แค่รับสภาพแบบนี้แล้วมาเป็ผู้ช่วยอยู่ข้างๆ ฉัน...พูดจริงๆ นะ ตอนที่ฉันยืนรับรางวัลอยู่บนเวที ในใจนายจะต้องทรมานและอัดอั้นมากเลยใช่ไหม ฉันรับรู้ความเ็ปในหลายปีมานี้ของนาย แต่ไม่เป็ไร พ้นคืนนี้ไป ฉันรับรองว่านายจะไม่มีความรู้สึกแย่ๆ พวกนี้ไปอีกตลอดกาล...”