จิวฟงวางคัมภีร์หัตถ์ไร้ลักษณ์ที่ไม่สมบูรณ์ลงบนแท่นซึ่งอยู่ใกล้ทางออกของชั้นสองจากนั้นเ้าเปี๊ยกก็นำป้ายประจำตัวมาวางไว้คู่กับคัมภีร์ยุทธ์ ผ่านไปเพียงเสี้ยวลมหายใจตัวอักษรคำว่าหัตถ์ไร้ลักษณ์บนหน้าปกก็ขยายใหญ่แล้วแผ่มายังป้ายในขณะที่ป้ายสีดำก็มีไอหมอกสีขาวลอยออกมาแล้วโอบล้อมอักษรนั้นไว้ หลังจากนั้นหมอกขาวก็ดึงชื่อคัมภีร์ยุทธ์มาประทับไว้ในป้ายประจำตัวของจิวฟง อึดใจเดียวชื่อคัมภีร์ก็หดตัวแล้วลอยกลับไปอยู่บนหน้าปกตำราดังเดิม
“คัมภีร์นี้เป็ของข้าแล้วสินะ” จิวฟงกล่าวอย่างไม่แน่ใจเขาเขยิบเท้าเพื่อจะออกจากประตูชั้นสองแต่ถึงกระนั้นขาอีกข้างของเขาก็ยังไม่ยอมก้าวย่าง
“ถ้าถือคัมภีร์ออกไปแล้วข่ายอาคมเกิดร้องเตือนต้องเป็เื่ใหญ่แน่ๆ”จิวฟงกอดคัมภีร์ที่ไม่สมบูรณ์ไว้แน่น เขาค่อยๆกระเถิบขาข้างซ้ายออกไปนอกประตูอย่างช้าๆในขณะที่ขาข้างขวานั้นขยับเขยื้อนเพียงเล็กน้อยขาทั้งสองข้างของจิวฟงคืบคลานออกจากห้องด้วยความเร็วระดับหนอนไต่กิ่งไม้แต่สุดท้ายจิวฟงก็ทำใจกล้าเขาพยักหน้าหนึ่งครั้งจากนั้นเขาก็ะโข้ามแนวประตูในทันที
“ไม่ร้องแฮะ!” จิวฟงหัวเราะเบาๆอย่างดีใจในตอนนี้เขากำลังยืนตัวเอียงด้วยท่าทางแปลกๆ
ขาของจิวฟงไปอยู่นอกเขตประตูของห้องสมุดชั้นสองแล้วก็จริงแต่ศีรษะของเขายังอยู่ด้านในห้องมือทั้งสองที่ถือตำราไว้ก็เหยียดเข้าไปด้านในมากที่สุดเท่าที่จะทำได้จะพูดให้เห็นภาพง่ายๆก็คือมีเพียงแค่เท้าของเขาเท่านั้นที่ข้ามเส้นประตูออกไปแต่ส่วนอื่นของร่างกายน้อยๆของจิวฟงยังคงอยู่ในห้อง
“แสดงว่าคัมภีร์นี้เป็ของข้าอย่างสมบูรณ์แล้วข้าจะได้ลงไปข้างล่างได้อย่างสบายใจสักที”จิวฟงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับตัวเองแต่สองขาของเขายังไม่ก้าวเดินเขายังคงยืนอยู่ที่นั่นเป็เวลานาน...นานกว่าตอนที่เขาเลือกคัมภีร์เสียอีก
เด็กชายตัวเปี๊ยกมองไปทางหน้าต่างก็เห็นว่าอีกเพียงหนึ่งชั่วยามดวงตะวันจะตกดินและเขาก็ยังไม่เลือกอาวุธเลยด้วยซ้ำ
“ถ้าพระอาทิตย์ตกดินแล้วเกิดบรรณารักษ์ขึ้นมาสำรวจชั้นบนของหอคัมภีร์ก็จบแห่กันพอดีเอาล่ะ ข้าจะออกไปล่ะนะ” สายตาของจิวฟงมุ่งมั่นเขาย่อตัวลงไปครู่เดียวแล้วรีบลุกขึ้นมา จิวฟงพยักหน้าซ้ำๆจากนั้นเขาก็เดินข้ามเส้นประตูออกไปอย่างไม่ลังเล
ทุกอย่างยังคงเป็ปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่มีเสียงร้องดังจากข่ายอาคมจิวฟงยิ้มกับตัวเองด้วยความภาคภูมิใจอยู่นานก่อนที่จะเหลือบไปมองที่เส้นประตูบริเวณด้านในห้อง
“ทำยังไงกับมันดีนะ...”จิวฟงหมายถึงคัมภีร์ที่เขาวางไว้บนพื้นก่อนที่จะเดินออกมา
ผ่านไปอีกครึ่งก้านธูปจิวฟงก็ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะนำคัมภีร์ออกมาดีหรือไม่เขาถอนหายใจและยังคงยืนอยู่ที่ตรงนั้น
พอผ่านไปอีกครึ่งก้านธูปจิวฟงก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่อีกครั้งเขาย่อตัวลงพร้อมกับหลับตาปี๋เด็กชายยื่นมือเข้าไปด้านในเขตห้องสมุดชั้นสองอย่างช้าๆมือเล็กของจิวฟงจับหนังสือเก่าๆไว้ จากนั้นเขาก็กระชากมันออกมาพร้อมกับลุกขึ้นในทันที
จิวฟงหลับหูหลับตาวิ่งลงมาจากชั้นบนอย่างสุดแรงเกิด ด้วยพลังลมปราณขั้นที่หนึ่งซึ่งประกอบด้วยเสาปราณถึงสองเสาครู่เดียวจิวฟงก็วิ่งลงมาถึงชั้นล่างอย่างปลอดภัยโดยไม่มีเสียงสัญญาณใดๆดังขึ้น
“ข้าคิดไว้แล้วไม่มีผิดว่าต้องไม่มีสัญญาณเตือนเพราะคัมภีร์นี้เป็ของข้าแล้ว”จิวฟงบอกกับตัวเองแล้วยืนกอดอกพร้อมกับยิ้มอย่างภูมิใจ
พอดีจิวฟงเห็นต้าไคกำลังยืนตาปรืออยู่ไม่ห่างจากบริเวณบันไดก็รีบตรงไปหาเขาเหลือบมองโต๊ะบรรณารักษ์อย่างระแวดระวังก็เห็นว่าโต๊ะนั้นยังคงว่างเปล่าต้าไคเห็นจิวฟงขมวดคิ้วนิ่วหน้าอย่างสงสัยจึงบอกว่า
“โน่น ผู้ดูแลหอคัมภีร์อยู่ที่โน่นไม่รู้ว่าเ้าหนอนทำอย่างไรจึงพูดคุยกับบรรณารักษ์ได้อย่างถูกคอเช่นนั้น”
จิวฟงมองตามนิ้วกลมๆของต้าไคก็เห็นว่าชูฉงกำลังคุยกับผู้ดูแลหอคัมภีร์อย่างออกรสออกชาติเขารีบส่งสัญญาณให้ชูฉงเห็นว่ากำลังจะออกไปด้านนอกเมื่อเห็นว่าเ้าหนอนเหลือบตามองมาพร้อมกับลอบยักคิ้วตอบ จิวฟงก็ดึงต้าไคออกไปทางประตูหอคัมภีร์ที่มีหลางชี่เชี่ยยืนเฝ้าต้นทางไว้
หลังจากที่คนทั้งสามออกมาจากหอคัมภีร์แล้วไม่นานนักชูฉงก็ตามออกมา ทันทีที่ชูฉงมาถึงเขาก็ถามจิวฟงว่า
“ได้คัมภีร์วิชายุทธ์มาแล้วใช่ไหม”
จิวฟงยิ้มให้สหายทั้งสามพร้อมกับพยักหน้า เขาตบถุงวิเศษแทนคำตอบ
“ทำไมจึงนานนักข้าคุยกับตาแก่นั่นอยู่นานจนแทบจะหมดเื่คุยแล้ว” ชูฉงถาม
“นั่นเพราะว่าข้าต้องเลือกคัมภีร์ที่วางเต็มอยู่บนชั้นหนังสือทั้งยี่สิบชั้นอย่างละเอียดอย่างไรล่ะ!”จิวฟงพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจังจนเพื่อนทั้งสามหลงเชื่อว่าคำพูดของเขาเป็เื่จริงไม่มีใครรู้หรอกว่าจิวฟงเสียเวลาไปกับการยืนอยู่ที่หน้าประตูชั้นสองของห้องสมุดนานเพียงใด
ชูฉงเดินนำเพื่อนร่วมศิษย์พี่ทั้งสามคนไปยังตึกสามชั้นสีเงินที่อยู่ทางทิศเหนือของหอคัมภีร์ตึกนี้อยู่ทางตอนเหนือสุดของเขตกลางและอยู่แยกออกมาจากอาคารอื่นอย่างเป็เอกเทศ หลังคาซึ่งเป็สีเงินเช่นเดียวกับตัวตึกมีปล่องควันปล่องใหญ่ขณะนี้มีควันไฟสีขาวๆคล้ายไอหมอกลอยขึ้นมาจากปล่องควันนั้น
“ที่นั่นคือหอหลอมศาสตราหอหลอมศาสตรานี้แปลกกว่าหอคัมภีร์เพราะไม่ได้เปิดทำการทุกวันถ้าวันใดมีกลุ่มควันลอยขึ้นจากปล่อง ผู้ฝึกตนจะรู้ว่าสถานที่เก็บอาวุธเวทประจำสำนักเปิดอยู่และคนที่ยังไม่ได้รับเอาศาสตราเวทก็จะมายังที่แห่งนี้ข้ารับรองได้ว่าข้างในนั้นไม่มีคนเพราะศิษย์รุ่นก่อนหน้าได้เลือกเอาอาวุธประจำตัวกันหมดแล้วส่วนศิษย์ใหม่เช่นพวกเราก็ยังไม่มีใครบรรลุถึงขั้นที่หนึ่งเว้นแต่เ้าไปเถอะเ้าเปี๊ยก...ไปเอากระบี่เงาพรายมา” ชูฉงชี้ไปยังตึกสีเงินที่อยู่ไม่ไกล
ทั้งสามยืนหยุดอยู่ห่างจากหอหลอมศาสตราเพราะเกรงว่าจะมีคนสงสัยพวกเขาปล่อยให้จิวฟงที่มีร่างกายเล็กๆและเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วเดินไปยังหอหลอมศาสตราเพียงลำพัง
ระดับพื้นชั้นหนึ่งของหอหลอมศาสตราเสมอกับพื้นดินไม่ได้ยกสูงดังเช่นหอคัมภีร์ จิวฟงไปหยุดอยู่หน้าประตูทางเข้าของสถานที่แห่งนี้เขาเหลียวซ้ายแลขวาอยู่นานก่อนที่จะประทับตราประจำตัวลงไปบนแท่นและทันใดนั้นประตูสีเงินซึ่งสะท้อนแสงแดดจนเกิดเป็ประกายระยิบระยับก็เลื่อนขึ้นแล้วจิวฟงก็รีบเข้าไปด้านในโดยไม่รีรอ
เมื่อเข้ามาในหอหลอมศาสตราจิวฟงก็รับรู้ได้ถึงไอสังหารที่แผ่กระจายออกมาจากอาวุธอันคมกล้าซึ่งวางเรียงอยู่บนชั้นโลหะสีเงิน
ดาบ กระบี่ ค้อน ขวาน แส้ หอก ง้าว ทวน ธนู มีดสั้น ตะบองสามง่ามและอาวุธเวทนับแสนๆชิ้นถูกวางไว้ตามมุมต่างๆเต็มห้องกว้าง เด็กชายตัวน้อยขนลุกขนชันเมื่อได้เห็นศาสตราเหล่านี้ในระยะใกล้แม้จะรู้สึกกลัวเพียงไรแต่อาวุธเวทเหล่านี้กลับทำให้เขารู้สึกหลงใหลเขาค่อยๆเดินไปััศาสตราวุธชิ้นโน้นชิ้นนี้อย่างแ่เบา
ขณะที่จิวฟงกำลังลูบคลำอาวุธชิ้นต่างๆอย่างเหม่อลอยก็มีสายลมสายหนึ่งพัดวูบมาจากช่องประตูส่วนในของหอหลอมศาสตราจนเด็กชายตัวน้อยรับรู้ได้เพียงแค่พริบตาเดียวสายลมนั้นก็หยุดลงพร้อมกับการปรากฏตัวของชายผู้หนึ่งชายผู้นี้ไว้ผมยาว ผมของเขามีสีดำสนิท หน้าตาของเขาปราศจากริ้วรอยใบหน้าคมๆนั้นเปี่ยมไปด้วยไอสังหารไม่ต่างจากศาสตราวุธที่จิวฟงกำลังแตะต้องัั
“ยังไม่บรรลุถึงขั้นแรก เข้ามาในนี้ได้อย่างไร!”ชายคนดังกล่าวตวาดดัง เขามองจิวฟงด้วยสายตาคุกคามด้วยดวงตาเพียงข้างเดียวเพราะดวงตาอีกข้างหนึ่งของเขาถูกผ้าสีดำพันทับไว้คล้ายกับคนตาบอดไม่ใช่เฉพาะสายตาข้างขวาของชายผู้นี้เท่านั้นที่คุกคามจิวฟง พลังปราณในร่างกายของเขาก็เช่นกันพลังปราณคล้ายคลื่นั์พุ่งมาหาจิวฟงทำให้เด็กชายรู้สึกอึดอัด
จิวฟงชะงักถอยหลังด้วยความกลัว แต่สติของเขายังไวครู่เดียวเขาก็บังคับปราณย้อนกลับให้เข้ามาอยู่ในเสาปราณปกติ
ชายตาเดียวมองเด็กชายตัวจ้อยด้วยความสงสัย เมื่อครู่เขาเห็นอยู่ชัดๆว่าเด็กตัวกะเปี๊ยกยังไม่บรรลุถึงขั้นที่หนึ่งแต่พริบตาเดียวพลังปราณของเด็กน้อยก็พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ระดับปราณขั้นแรก
จิวฟงยังคงยืนตัวแข็ง เขาทำอะไรไม่ถูกเขาไม่ได้คาดหมายว่าจะมาพบกับผู้หนึ่งผู้ใดในหอหลอมศาสตราเมื่อครู่เขาถูกชายตาเดียวตวาดและถูกไอปราณกดดันอย่างต่อเนื่องทำให้เขาต้องแสดงตนว่าบรรลุถึงขั้นที่หนึ่งเพื่อให้ชายตาเดียวหยุดส่งพลังปราณมาคุกคามเขาเสียที
“เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น!” ชายตาเดียวสาวเท้าเข้ามาหาจิวฟงแม้จะไม่มีไอปราณที่แฝงไปด้วยความมุ่งร้ายแผ่ออกมาแล้ว แต่ดวงตาเพียงข้างเดียวนั้นก็ยังมองมาที่จิวฟงด้วยสายตาที่ดุดัน
“เมื่อครู่...” จิวฟงทำท่าหยุดคิดเล็กน้อยเขาเกาหัวเบาๆแล้วเอ่ยต่อว่า “...อะไรเหรอ”เด็กชายตัวน้อยส่งสายตาปริบๆแล้วยิ้มบางๆให้ชายตาเดียว
ชายตาเดียวไม่พบพิรุธใดนอกจากใบหน้าที่แกล้งทำเป็ใสซื่อนั่นเขาจ้องหน้าเด็กชายตัวเปี๊ยกอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเอ่ยด้วยเสียงเข้ม
“ป้าย!”
จิวฟงยื่นป้ายประจำตัวไปให้ชายตาเดียวโดยไม่รอช้าจิวฟงคิดว่าถ้าเขายึกยักเพียงนิดเดียวต้องเกิดเื่ขึ้นแน่
ชายตาเดียวรับป้ายมาแล้วตรวจสอบพลังปราณ ไอปราณในป้ายนี้เป็ไอปราณของเด็กชายตัวจ้อยที่ยืนปั้นยิ้มอยู่หน้าเขาไม่ผิดแน่เขามองหน้าเด็กชายตัวเล็กอย่างสงสัย จากนั้นเขาก็พลิกป้ายไปอีกด้านหนึ่ง
“อ้อ...จิวฟงนี่เอง” น้ำเสียงของชายตาเดียวอ่อนลงใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อยจนแทบจะไม่สังเกตเห็น
จิวฟงพยักหน้าหงึกๆ เขาพยายามส่งยิ้มที่ดูไร้พิษสงให้ชายตาเดียวชายผู้มีั์ตาคมกริบเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับยิ้มน้อยๆ แต่แล้วชายตาเดียวก็พลันพูดด้วยน้ำเสียงกระชากว่า
“อ้าปาก!”
จิวฟงรีบอ้าปากแหงนหน้าให้ชายตาเดียวสำรวจช่องปากโดยไม่ขัดขืนคนตาเดียวใช้ในตาข้างขวามองไปทั่วปากของจิวฟงอยู่นาน เมื่อไม่พบสิ่งที่เขากำลังมองหาชายตาเดียวก็ไม่สนใจกับปากของจิวฟงอีก
“เ้ามาถึงที่นี่แล้วก็เลือกอาวุธไปหนึ่งอย่างสิ”ชายตาเดียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า
จิวฟงไม่รอช้าเขารีบประสานมือแล้วก้มหัวแม้จะไม่รู้ว่าชายตาเดียวเป็ใคร แต่จากพลังกดดันที่คนตาเดียวแผ่ออกมาเมื่อครู่จิวฟงก็รู้ได้ว่าคนคนนี้ไม่ใช่ผู้ดูแลธรรมดา เขารู้สึกคุ้นหน้าชายผู้มีผ้าปิดตาแต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นหน้าคนผู้นี้ที่ใด
เขาไม่มีเวลาคิดอะไรมาก จิวฟงอยากจะออกไปจากหอหลอมศาสตราแห่งนี้ให้เร็วที่สุดเขาเดินตรงไปยังมุมที่เก็บกระบี่ จิวฟงใช้เวลาไม่นานนักก็เห็นว่าที่ผนังห้องมุมนั้นมีเชิงแท่นอยู่เชิงหนึ่งด้านล่างของแท่นมีป้ายไม้เขียนไว้ว่า‘กระบี่เงาพราย’ จิวฟงมองกระบี่ที่อยู่ในปลอกสีน้ำตาลเข้มด้วยแววตาที่สั่นไหวบัดนี้กระบี่เงาพรายอันลือชื่อถูกวางไว้บนแท่นด้านหน้าเขา
จิวฟงไม่รอช้า เขากระโจนขึ้นพร้อมกับเอื้อมมือไปคว้ากระบี่เล่มนั้นลงมาเด็กชายชักกระบี่ออกจากฝักก็เห็นว่ากระบี่ยังคมกริบ อีกทั้งยังสะท้อนแสงแดดที่สาดส่องมาจากภายนอกจนเกิดเป็ประกายภายใต้รูปลักษณ์อันแสนจะธรรมดาไม่ต่างกับกระบี่เวททั่วไปมันได้ซ่อนกลิ่นอายฆ่าฟันที่รุนแรงไว้
เขาเก็บกระบี่เข้าฝักแล้วรีบเดินออกไปทางประตูหน้าโดยที่พยายามหลีกเลี่ยงการสบสายตาอันคมกริบของชายตาเดียวจิวฟงทำตัวลีบแล้วเดินดุ่มๆผ่านชายผู้นี้เพื่อไปยังประตูทางออกโดยไม่รอช้าแต่ขณะที่เขากำลังจะเดินออกจากหอหลอมศาสตรานั่นเองจิวฟงก็คิดว่าได้ว่าเขาควรจะทำความรู้จักกับอาวุธทุกชนิดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจเลือกอาวุธประจำตัว
จิวฟงใช้มือซ้ายบังหน้าขณะที่มือขวาถือกระบี่เงาพรายเขาค่อยๆย่องผ่านชายตาเดียวที่กำลังยืนกอดอกมองดูเขาอยู่ทุกขณะจิวฟงพยายามไม่สบสายตาชายตาบอดเขาไปนั่งอยู่กลางห้องแล้วตั้งสมาธิดังเช่นที่ทำตอนที่เลือกคัมภีร์วิชายุทธ์
“ข้าอยากอาวุธเหล่านี้จริงๆ”จิวฟงรับรู้ถึงพลังอันเป็เอกลักษณ์ของอาวุธอันหลากหลายเขาจับลักษณะปราณของศาสตราเวทเ่าั้แล้วหันซ้ายหันขวามองอาวุธชนิดต่างๆอย่างสนอกสนใจสุดท้ายจิวฟงก็ทนไม่ไหว เขาเดินไปที่มุมที่วางค้อนแล้วลูบค้อนอันใหญ่ที่ชื่อ‘ถล่มหินผา’ เดินไปลูบแส้อ่อนนามว่า‘แส้อสรพิษ’แล้วมองมันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเดินไปจับกระบี่อ่อนอีกด้ามแล้วชักมันออกมาจากฝักเขาวกกลับมาที่กระบี่ที่วางไว้ริมสุดแล้วพิจารณากระบี่คู่อย่างสนใจ
เมื่อวางกระบี่คู่ลงแล้วจิวฟงก็เดินไปยังมุมมุมหนึ่งซึ่งมีง้าวหลากหลายขนาดวางเรียงอยู่เต็มไปหมดง้าวแต่ละอันมีขนาดยาวกว่าตัวของจิวฟงมากเขายกง้าวสีเงินที่ด้านปลายมีพู่สีแดงห้อยอยู่ขึ้นมาอย่างทุลักทุเลจิวฟงไม่แน่ใจว่าง้าวนี้มีน้ำหนักเท่าไร แต่ง้าวที่ยาวกว่าตัวเขาถึงสามสี่เท่าทำให้ผู้ฝึกตนขั้นที่หนึ่งเช่นเขาถึงกับแขนสั่นยามที่ถือมันไว้
จิวฟงพิจารณาปลายโง้งอันคมกริบของง้าวที่มีชื่อว่า‘ะเืพสุธา’ เขามองไล่ั้แ่คมง้าวมาจนถึงปลายด้ามซึ่งมีพู่แดงห้อยอยู่ดวงตาของเขาเป็ประกายและสั่นไหว ง้าวนี้ดึงดูดดวงตาคู่น้อยของเขาให้หยุดอยู่ที่มัน
“ข้าถูกใจง้าวอันนี้จริงๆ”จิวฟงลูบอาวุธยาวพร้อมกับพึมพำไม่หยุด
ที่เด็กชายตัวน้อยรู้สึกชอบง้าวอันหนักอึ้งเป็เพราะว่าง้าวยาวนี้ให้กลิ่นอายเดียวกับพู่กันวิเศษของเขานั่นเอง
จิวฟงมองง้าวที่ถือไว้ด้วยสองมือสลับกับมองกระบี่เงาพรายที่วางไว้อยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาลังเลเขาพิจารณาอาวุธทั้งคู่อยู่นาน สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจนำกระบี่เงาพรายไปเก็บไว้ที่เดิมแล้วเลือกง้าวะเืพสุธาเป็อาวุธประจำตน
“ทำไมเ้าถึงเลือกง้าวนี้”ชายตาเดียวจ้องหน้าจิวฟงที่กำลังเก็บศาสตราเวทเข้าไปในถุงวิเศษ เขาประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นจิวฟงเลือกง้าวะเืพสุธาแทนที่จะเป็กระบี่เงาพรายอันลือชื่อ
“ข้าเลือกอาวุธตามความรู้สึก ข้าแค่รู้สึกชอบมันก็เท่านั้น”จิวฟงตอบคำถามโดยที่ไม่ได้หันไปมองชายตาเดียวเขาไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดเขาจึงเลือกศาสตราชิ้นนี้ จะบอกว่ามันมีกลิ่นอายบางอย่างก็กลัวว่าชายตาบอดจะไม่เข้าใจ
จิวฟงที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาและหลีกเลี่ยงการมองมาที่ชายตาเดียวไม่รู้เลยว่าบนใบหน้าของชายผู้นี้มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นอีกครั้ง ยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความพอใจ
“ถ้าโชคดีเ้าก็จะควบคุมง้าวเล่มนั้นได้แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่ใช่ในเร็ววัน เอ้า...เอานี่ไป”ชายตาเดียวตวัดมือพลันเกิดลมวูบกระชากเอากระบี่ซึ่งอยู่บนแท่นให้ลอยไปหาจิวฟง
เด็กชายรับศาสตราเวทไว้แล้วมองกระบี่ที่ถืออยู่ในมืออย่างงงๆเขาไม่คิดว่าชายตาบอดจะหยิบยื่นศาสตราอีกชิ้นมาให้และที่สำคัญศาสตราชิ้นนี้ไม่ใช่อาวุธกระจอกทั่วไปหากมันคือกระบี่เงาพราย!
“แต่ว่าข้ามีง้าว...” ไม่ทันที่จิวฟงจะพูดจบชายตาเดียวก็พูดด้วยเสียงดังว่า
“ข้าคือผู้าุโหวงหยินฟาแห่งหอหลอมศาสตราข้าจะให้อาวุธที่อยู่ในนี้แก่ใครก็เป็สิทธิ์ของข้า เ้าเด็กแซ่จิวจงจำไว้หากเ้าบรรลุถึงขั้นที่สองเมื่อไรให้มาหาข้า ข้าจะรับเ้าเป็ศิษย์สายตรง เอาล่ะออกไปได้!” หวงหยินฟาะโดัง
สิ้นคำพูดของหวงหยินฟาบานประตูส่วนในสุดก็ปิดเองอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดังปึงปังจากนั้นประตูบานถัดๆมาก็ปิดเข้าหากันด้วยเสียงที่ดังโครมครามประตูที่ขวางเป็ชั้นๆปิดกระแทกกันจนเกิดเสียงดังสนั่นไล่มาเรื่อยๆจนถึงบานประตูที่อยู่ใกล้กับจิวฟงจิวฟงเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งหนีก่อนที่ประตูโลหะสีเงินที่อยู่ด้านหน้าจะถูกปิดอีกบานเขาวิ่งพลางเอากระบี่เงาพรายยัดเข้าถุงวิเศษไปด้วยประตูโลหะบานหนักสีเงินกำลังเลื่อนปิดอย่างช้าๆจิวฟงรีบทะยานออกไปด้านนอกโดยไม่รั้งรอ
จิวฟงยิ้มร่าอย่างดีใจในถุงวิเศษของเขามีคัมภีร์หัตถ์ไร้ลักษณ์พร้อมทั้งอาวุธใหม่อยู่ถึงสองชิ้นหนำซ้ำชิ้นหนึ่งก็คือกระบี่เงาพราย กระบี่ที่เป็ที่้าของผู้คนทั้งสำนักเขาลูบถุงวิเศษแล้วหันมองหอหลอมศาสตราที่ปิดสนิท
“ชิ...ใครจะอยากเป็ศิษย์ของคนประหลาดเช่นนั้น” จิวฟงนึกถึงหวงหยินฟาแล้วเบ้ปากในทันใด
ที่บนก้อนเมฆสูงป้านโหวลี่และหวงหยินฟากำลังมองลงมาที่เด็กชายนามว่าจิวฟงซึ่งกำลังเดินนำสหายกลับไปยังบ้านทางทิศตะวันตก
“ข้าคิดว่าคงจะเป็เด็กคนนี้”หวงหยินฟาใช้ดวงตาข้างขวาจับจ้องมองมาที่จิวฟง
เ้าสำนักแซ่ป้านมองดูจิวฟงด้วยแววตาที่เป็ประกายจากนั้นเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลตามลักษณะนิสัย
“ไม่ว่าจะใช่เขาหรือไม่แต่อย่างไรเสียเด็กคนนี้ก็ไม่ธรรมดาในเวลาไม่ถึงสองเดือนกลับทะลวงลมปราณขั้นแรกได้ ซ้ำยังปิดบังพลังปราณได้อีกหยินฟา...จงอย่าให้ใครรู้เื่นี้เป็อันขาด ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดแรงกระเพื่อมใหญ่ในสำนักวายุจำรัสไม่ว่าเขาจะปกปิดพลังปราณด้วยเหตุผลใด แต่นั่นก็เป็เื่ที่ถูกต้องแล้วต่อจากนี้ไปเ้าจงจับตาดูเด็กคนนี้ไว้...”