ตอนที่ 15 : ล้างอายกลางลานประลอง
หยาดน้ำค้างยามเช้าตรู่เกาะกุมแผ่นหินศิลาเขียวบนลานประลองก่อเกิดเป็ประกายเย็นเยียบสะท้อนแสงจางๆ ของรุ่งอรุณสายลมแห้งแล้งของต้นฤดูเหมันต์พัดผ่านหุบเขาเมฆาคล้อย หอบเอาใบไม้แห้งปลิวว่อนทว่าบนใจกลางลานประลองอันกว้างใหญ่ ร่างของเด็กหนุ่มในชุดศิษย์สีเทาซีดเซียวกลับนั่งขัดสมาธิอย่างสงบนิ่งราวกับรูปสลักหินที่หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับฟ้าดิน
อวิ๋นเซียวค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นชั่วพริบตานั้น ประกายแสงสีทองหม่นวูบผ่านั์ตาสีดำขลับของเขาก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เขาระบายลมหายใจขุ่นมัวสายหนึ่งออกจากปากลมหายใจนั้นพุ่งทะยานไปข้างหน้าราวกับลูกศรที่ถูกปล่อยออกจากแหล่งกระทบกับพื้นศิลาจนเกิดรอยขีดข่วนบางๆ
ภายในจุดตันเถียนของเขา 'เจดีย์หมื่นวิถี'ยังคงหมุนวนอย่างเชื่องช้าและเงียบงันปลดปล่อยกลิ่นอายอันเก่าแก่และลึกลับออกมาหล่อเลี้ยงเส้นชีพจรที่เคยฉีกขาดให้ผสานตัวกันอย่างสมบูรณ์ความเ็ปแสนสาหัสจากการทะลวงจุดชีพจรเมื่อคืนนี้มลายหายไปจนสิ้นหลงเหลือเพียงความรู้สึกถึงพลังปราณที่อัดแน่นและไหลเวียนอย่างเชี่ยวกรากดุจแม่น้ำที่พร้อมจะทะลักทลายเขื่อนกั้น
ขั้นรวบรวมปราณระดับกลาง!
นี่คือผลลัพธ์ของการเคี่ยวกรำตนเองท่ามกลางความเป็ความตาย'ปราณหลอมภพ' ที่เขาสกัดกลั่นขึ้นมานั้นแม้จะแลกมาด้วยความเ็ปที่แทบจะฉีกกระชากิญญาและ้าทรัพยากรมากกว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปนับสิบเท่าแต่มันกลับมอบความบริสุทธิ์และความหนาแน่นของพลังปราณในระดับที่ผู้คนในขั้นเดียวกันมิอาจเทียบเคียง
เมื่อแสงตะวันเริ่มสาดส่องลานประลองที่เคยเงียบสงบก็พลันคลาคล่ำไปด้วยผู้คนศิษย์สายนอกสำนักเมฆาคล้อยนับร้อยชีวิตทยอยมารวมตัวกันเสียงจอแจดังขรมราวกับฝูงผึ้งแตกรัง ทว่าสายตาทุกคู่กลับจดจ้องไปที่จุดเดียวกันนั่นคือร่างของเด็กหนุ่มที่ยืนหยัดอยู่กลางลาน
"หึ!ขยะแห่งตระกูลอวิ๋นยังไม่หนีไปอีกหรือ? ช่างรนหาที่ตายเสียจริง!"ศิษย์ชายร่างผอมผู้หนึ่งแค่นเสียงเย้ยหยัน
"เมื่อวานมันกล้าท้าประลองกับศิษย์พี่หลินฟางวันนี้คงเตรียมโลงศพมาให้ตัวเองแล้วกระมังข้าล่ะอยากรู้นักว่าสวะที่เส้นชีพจรพิการมาตลอดสามปีจะเอาชนะผู้กุมอำนาจแห่งเขตศิษย์นอกได้อย่างไร!"
"รอดูเถอะวันนี้พวกเราจะได้เห็นสุนัขจนตรอกถูกเตะกระเด็นออกจากสำนัก!"
เสียงนินทาและถ้อยคำถากถางดังระงมไปทั่วบริเวณราวกับคมมีดที่พุ่งเป้าหมายมาเพื่อกรีดแทงจิตใจทว่าอวิ๋นเซียวกลับยืนหยัดอย่างมั่นคง แผ่นหลังของเขาเหยียดตรงดุจทวนเหล็กกล้าใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเต็มไปด้วยความอัปยศ บัดนี้กลับเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่นเขามิได้โต้ตอบถ้อยคำเ่าั้แม้แต่ครึ่งคำ เพราะในโลกของผู้ฝึกยุทธ์วาจาที่ปราศจากพลังก็เป็เพียงเสียงเห่าหอนของสุนัขข้างถนน
"หลีกทาง! ศิษย์พี่หลินฟางมาแล้ว!"
เสียงะโก้องดังขึ้นจากท้ายลานประลองฝูงชนพลันแหวกทางออกเป็สองฝั่งอย่างรวดเร็วราวกับคลื่นทะเลที่ถูกผ่ากลางเผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มร่างกำยำในชุดคลุมสีเทาขลิบเงินสัญลักษณ์แห่งฐานะระดับสูงในหมู่ศิษย์สายนอก 'หลินฟาง'ก้าวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าโอหัง ใบหน้าเชิดขึ้นอย่างเย่อหยิ่งแววตาเต็มไปด้วยความดูแคลนรัศมีพลังปราณขั้นรวบรวมปราณระดับสูงแผ่ซ่านออกมาจากร่างข่มขวัญศิษย์รอบข้างจนต้องลอบกลืนน้ำลาย
ด้านหลังของเขามีลูกสมุนติดตามมาอีกสี่ห้าคนแต่ละคนล้วนส่งเสียงโห่ร้องและชี้นิ้วด่าทออวิ๋นเซียวอย่างไม่เกรงใจ
หลินฟางหยุดยืนห่างจากอวิ๋นเซียวเพียงสิบก้าวเขากอดอกและแค่นเสียงหัวเราะเ็า"ข้าคิดว่าสวะเช่นเ้าจะคลานหนีลงเขาไปั้แ่เมื่อคืนแล้วเสียอีก ไม่เลวอย่างน้อยเ้าก็ยังมีความกล้าที่จะมารับความตาย"
อวิ๋นเซียวปรายตามองหลินฟางด้วยสายตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งในเหมันตฤดูไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวหรือความโกรธแค้นมีเพียงความว่างเปล่าที่มองทะลุร่างของอีกฝ่ายราวกับมองอากาศธาตุ
"พูดจบหรือยัง?" น้ำเสียงของอวิ๋นเซียวราบเรียบแต่มันกลับกังวานชัดเจนไปทั่วลานประลอง "หากพูดจบแล้ว ก็ลงมือเสียทีข้าไม่มีเวลามาฟังเสียงสุนัขเห่าหอน"
สิ้นคำกล่าวของอวิ๋นเซียวบรรยากาศรอบลานประลองพลันเย็นะเื ฝูงชนเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อหูตนเองไม่มีใครคาดคิดว่าคนที่เป็ดั่งขยะของสำนักจะกล้ากล่าววาจาสามหาวกับหลินฟางเช่นนี้
"รนหาที่ตาย!"
ใบหน้าของหลินฟางบิดเบี้ยวด้วยความโทสะเส้นเืดำปูดโปนบนหน้าผาก เขาแผดเสียงคำรามลั่นพลังปราณสีเหลืองขุ่นทะลักออกจากจุดตันเถียนห่อหุ้มหมัดขวาทั้งหมัดจนกลายเป็ประกายแสงสีศิลา
ทักษะระดับมนุษย์ขั้นกลาง - หมัดทะลวงศิลา!
ร่างของหลินฟางพุ่งทะยานไปข้างหน้าราวกับพยัคฆ์ร้ายที่หลุดจากกรงหมัดที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณระดับสูงพุ่งแหวกอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวพลังทำลายล้างของหมัดนี้เพียงพอที่จะบดขยี้หินผาให้แหลกละเอียดหากกระทบเข้ากับร่างของมนุษย์ธรรมดา ย่อมต้องกระดูกแหลกเหลวสิ้นชีพในหมัดเดียว!
ศิษย์หลายคนเบือนหน้าหนี ไม่อยากทนเห็นสภาพอันน่าเวทนาของอวิ๋นเซียว
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่หมัดมฤตยูนั้นกำลังจะกระแทกเข้าที่หน้าอกของอวิ๋นเซียวเด็กหนุ่มกลับไม่ขยับหลบหลีกแม้แต่ก้าวเดียว
วิ้ง!
อวิ๋นเซียวเพียงยกมือขวาขึ้นมาอย่างเชื่องช้าแต่ทว่าในความเชื่องช้านั้นกลับแฝงไว้ด้วยความเร็วที่ไม่อาจหยั่งถึง 'ปราณหลอมภพ' ในจุดตันเถียนถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงพลังปราณสีทองหม่นที่บริสุทธิ์และลึกล้ำไหลทะลักเข้าสู่ฝ่ามือ พร้อมกันนั้นไอสังหารอันเยือกเย็นและเก่าแก่จากส่วนลึกของจิติญญา—ร่องรอยแห่งอดีตชาติที่หลอมรวมกับเจดีย์หมื่นวิถี—ก็ปะทุขึ้นมาอย่างไม่อาจปิดบัง
อวิ๋นเซียวไม่ได้ใช้กระบวนท่าวิจิตรพิสดารใดๆเขาเพียงแค่ออกหมัดสวนกลับไปตรงๆ!
ปังงงง!!!
เสียงปะทะกันของหมัดและฝ่ามือดังสนั่นหวั่นไหวราวกับอสนีบาตฟาดลงกลางลานคลื่นกระแทกของพลังปราณม้วนตัวกระจายออกไปรอบทิศทาง กวาดฝุ่นผงบนลานหินจนปลิวว่อน
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องอ้าปากค้างจนแทบจะกรามค้างคือภาพที่ปรากฏหลังม่านฝุ่นจางลง
ปราณศิลาสีเหลืองของหลินฟางแตกสลายราวกับเศษกระจกที่ถูกค้อนเหล็กทุบทำลาย!ในขณะที่หมัดของอวิ๋นเซียวที่แฝงไปด้วยพลังปราณสีทองหม่นยังคงพุ่งทะลวงต่อไปอย่างไม่อาจหยุดยั้ง กระแทกเข้าที่หน้าอกของหลินฟางอย่างจัง
กรอบ!
เสียงกระดูกซี่โครงหักสะบั้นดังชัดเจนทะลุความเงียบสงัดร่างกำยำของหลินฟางปลิวละลิ่วลอยคว้างกลางอากาศราวกับว่าวที่สายป่านขาด เืสดๆพุ่งกระฉอกออกจากปากเป็สายยาวก่อนที่ร่างของเขาจะร่วงกระแทกพื้นลานประลองอย่างรุนแรงไถลไปไกลนับสิบเมตรจนไปหยุดอยู่ที่ขอบลานหิน
เงียบ...
เงียบกริบดั่งป่าช้าร้าง!
ไม่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่มีเสียงหัวเราะเย้ยหยัน มีเพียงเสียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความตกตะลึงสุดขีดศิษย์นอกสำนักนับร้อยชีวิตเบิกตากว้างจ้องมองร่างของหลินฟางที่นอนจมกองเืและกระตุกเกร็งอยู่บนพื้นสลับกับจ้องมองร่างของเด็กหนุ่มในชุดสีเทาที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมมือขวาของเขายังคงรักษาท่วงท่าการชกเอาไว้ แขนเสื้อสะบัดพริ้วตามสายลม
บรรยากาศรอบตัวอวิ๋นเซียวปราศจากความโอ้อวดฮึกเหิมมีเพียงความเด็ดขาดและเ็าดุจมัจจุราช
"ขั้นรวบรวมปราณ ระดับกลาง "เสียงพึมพำอย่างยากลำบากหลุดออกจากปากของศิษย์ผู้หนึ่ง "เป็ไปได้อย่างไรเมื่อวานเขายังไร้ซึ่งพลังปราณอยู่เลย!"
อวิ๋นเซียวลดมือลงช้าๆ พลังปราณในกายค่อยๆสงบลง แม้กระนั้นความเ็ปแปลบปลาบจากผลข้างเคียงของปราณหลอมภพยังคงแล่นริ้วอยู่ตามเส้นประสาททว่าเขาซ่อนมันไว้อย่างแเีภายใต้ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ เขาก้าวเดินช้าๆไปยังร่างที่กำลังโอดครวญของหลินฟาง
ทว่า ก่อนที่อวิ๋นเซียวจะได้เอ่ยปากหรือกระทำการใดต่อไป...
ครืนนน!
ทันใดนั้นท้องฟ้าเหนือลานประลองที่เคยแจ่มใสพลันบิดเบี้ยว เมฆาบน์แตกฉานซ่านเซ็นแรงกดดันอันมหาศาลและน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งกดทับลงมาจากเบื้องบนราวกับูเาทั้งลูกร่วงหล่นลงมาทับถมลานศิลาเขียว ศิษย์สายนอกนับร้อยพากันเข่าอ่อนร่วงลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัวบางคนถึงกับกระอักเืออกมาเพราะทนรับแรงกดดันไม่ไหว
แม้อวิ๋นเซียวจะพยายามขืนกายยืนหยัดแต่แรงกดดันนั้นก็ทำให้กระดูกทั่วร่างของเขาลั่นเอี๊ยดอ๊าด
ท่ามกลางกระแสลมที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่งร่างของชายชราผู้หนึ่งค่อยๆ ร่อนลงมาจากฟากฟ้า เขาสวมชุดคลุมยาวผ้าไหมเนื้อดีปักดิ้นทองเป็ลวดลายเมฆาคล้อยสัญลักษณ์อันทรงเกียรติของ 'ผู้าุโหลักจากตระกูลอวิ๋น'
ใบหน้าของชายชราเหี่ยวย่นแต่กลับแฝงไปด้วยความอำมหิตั์ตาสีขุ่นมัวของเขากวาดมองไปทั่วลานประลองราวกับพญาเหยี่ยวที่กำลังค้นหาเหยื่อในมือที่แห้งเหี่ยวและสั่นเทาของเขา กำเศษชิ้นส่วนของ 'หยกิญญา'ที่แตกสลายเป็เสี่ยงๆ เอาไว้แน่น
มันคือหยกิญญาที่ใช้ยืนยันสถานะการมีชีวิตของศิษย์สายใน...ศิษย์สายในที่อวิ๋นเซียวเพิ่งสังหารหมกป่าไปเมื่อวานนี้!
"กลิ่นอายปราณขยะที่หลงเหลืออยู่บนศพ...สิ้นสุดลงที่ลานประลองแห่งนี้!" เสียงของชายชราแหบพร่าแต่น่าเกรงขามก้องกังวานประดุจฟ้าร้อง เขาก้าวเดินไปข้างหน้าเพียงหนึ่งก้าวแต่แรงกดดันกลับพุ่งทะยานขึ้นอีกเป็เท่าทวีั์ตาอาฆาตตวัดฉับมาหยุดอยู่ที่ร่างของเด็กหนุ่มเพียงคนเดียวที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้บนลานประลอง
"ไอ้เดรัจฉานตัวใดที่บังอาจสังหารหลานชายของข้าจงคลานออกมารับความตายเดี๋ยวนี้!!"