หวางซื่อยกมือกุมแก้มที่บวมเป่งพลางร้องไห้สะอึกสะอื้นเอ่ยว่า“ทั้งหมดนี้ข้าทำเพื่อใครเล่า ในคราที่เจ้ารองอยู่ในบ้านนี้ก็เอาแต่เที่ยวเล่นกินดื่มไม่ทำอะไรสักอย่างเมื่อแยกออกไปถึงค่อยรู้จักหางานทำ เจ้ารองคือตัวโชคร้ายคอยแต่จะหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ หากไม่ให้แยกบ้านออกไปพวกเราต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยแน่ ท่านลืมไปแล้วหรือว่าเจ้ารองทำอย่างไรกับหมูที่เราเลี้ยงไว้!”
หยวนเหล่าต้าก้าวออกมาช่วยพูดคลี่คลาย “ใช่ขอรับท่านพ่อเจ้ารองไม่ได้เรื่องเลย หากยังอยู่ที่นี่มีหรือจะได้ทำงานกับคหบดีจางอีกอย่างต่อให้เจ้ารองยังไม่แยกบ้านออกไป มีงานทำคิดหรือว่าพอได้เงินค่าจ้างมาแล้วจะนำมาให้พวกเราเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ให้พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกยังจะมีความหวังมากกว่าอีก!”
เจ้าใหญ่รู้สึกตกใจกับเรื่องนี้ไม่น้อย คิดในใจว่าคงต้องเป็นเพราะหยวนเจินเจินยังไม่ตายเป็นแน่หากเป็นเช่นนี้ต่อไป บ้านรองก็มีแต่จะได้ดิบได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ชาติก่อนหลังหยวนเจินเจินแต่งให้หลิ่วเหวินไฉหลิ่วเหวินไฉก็ได้เป็นราชเลขาธิการ ชาตินี้เมื่อแต่งงานเพื่อขจัดอัปมงคลให้แก่กู้อวี้ไม่เพียงกู้อวี้ไม่เสียชีวิต แต่ยังหายพิการอีกต่างหาก
“ท่านปู่ ที่ท่านพ่อพูดมานั้นถูกต้อง ต่อให้ท่านอารองยังไม่แยกบ้านออกไปทำงานได้เงินมาก็ไม่มีทางนำเงินมาให้ท่าน”นางกล่าวพร้อมกับรินน้ำชาใส่ถ้วยแล้วยื่นให้ผู้เฒ่าหยวน ก่อนจะกล่าวต่อ
“ไม่รู้ว่าท่านอารองเป็นเช่นไร เหตุใดถึงเห็นพวกเราเป็นศัตรูคู่แค้นเด็กคนอื่นในหมู่บ้านสามารถไปเรียนที่สำนักศึกษาของคหบดีจางได้แต่กลับไม่ยอมรับเสียวเป่าของพวกเราเข้าเรียนต้องเป็นเพราะท่านอารองไปพูดอะไรกับกู้ซิ่วไฉและคหบดีจางเป็นแน่ เสียวเป่าก็อายุพอๆกับคุณชายสามสกุลจาง หากได้เข้าเรียนที่นั่นต้องได้เป็นเพื่อนกับบุตรชายคหบดีจางนอกจากเสียวเป่าแล้ว ยังมีต้าเป่าอีกคน เขาน่าจะได้เป็นเพื่อนกับคุณชายรองและคุณชายใหญ่ของสกุลจางแน่นอนไปเป็นบ่าวรับใช้ส่วนตัวยังดีกว่าให้ไปเป็นลูกศิษย์คอยเรียนรู้งานจากผู้อื่นเป็นไหนๆ”
หยวนเหล่าซานกับภรรยาได้ยินเจ้าใหญ่พูดถึงบุตรของตนเองก็เริ่มคิดตามมีบิดามารดาคนใดบ้างที่ไม่คิดเผื่อบุตร
“ท่านพ่อ เจ้าใหญ่พูดถูก” หยวนเหล่าซานกล่าวอย่างเห็นด้วย “ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ข้าจะไปหาพี่รอง ไปพูดกับเขาดีๆอย่างไรเสียก็เป็นคนสกุลเดียวกัน ขนาดกระดูกที่หักยังสามารถต่อได้นับประสาอะไรกับความสัมพันธ์พี่น้อง”
ทว่าเจ้าใหญ่กลับส่ายศีรษะทันควัน “ท่านอาสามท่านจะไปหาท่านอารองเองไม่ได้ ต้องให้ท่านปู่ไป และต้องอยู่ต่อหน้าคหบดีจางด้วยเอ่ยขอโทษและขอร้องให้ท่านอารองกลับมาอยู่ในสกุลหยวน”
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ!”หยวนเอ้อร์สี่หรือผู้เฒ่าหยวนตาโตมองเจ้าใหญ่อย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนจะใช้แท่งยาสูบชี้มาที่ตนเอง“ให้ข้าไปขอร้องเขา? จะให้ข้าที่เป็นบิดาไปขอร้องบุตรได้อย่างไรแม้กล้าไปขอร้องแต่เขากล้ารับหรือไม่”
“ท่านปู่อย่าเพิ่งโมโหฟังข้าก่อนเจ้าค่ะ ท่านคือบิดาแท้ๆ ของท่านอารอง หากท่านไปขอร้องแล้วท่านอารองไม่รับนั่นหมายถึงอีกฝ่ายไม่กตัญญู พวกเราสามารถนำเรื่องนี้ไปฟ้องต่อที่ว่าการได้เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านอารองก็จะถูกโบยสามสิบไม้ และเอาตัวไปขังคุก ไม่แน่ว่าอาจจะถูกส่งไปทำงานที่เหมืองถ่านหินถึงแม้หนังสือตัดขาดความสัมพันธ์จะยังมีอยู่ แต่ท่านสามารถอ้างว่ารู้สึกเสียใจภายหลังและได้ขอร้องท่านอารองต่อหน้าคนอื่นให้กลับเข้าสกุลแล้ว
“เมื่อทำตามนั้นแล้วหากท่านอารองยินยอมท่านก็เอาเงินค่าจ้างในแต่ละเดือนมา และให้เขาช่วยจัดการพาท่านอาสามและท่านอาสี่เข้าไปทำงานในสกุลจางด้วยเพียงแค่นี้ท่านปู่ก็จะมีเงินใช้จ่ายอย่างสุขสบายไปทุกเดือน แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นท่านอารองก็จะถูกผู้อื่นด่าทอว่าไม่กตัญญู”เจ้าใหญ่พูดเตือนสติ
ผู้เฒ่าหยวนนิ่งจมอยู่กับความคิดของตนเองเห็นได้ชัดว่ากำลังคิดใคร่ครวญประโยคนี้ของเจ้าใหญ่
หยวนเหล่าต้าและหยวนเหล่าซานก็พูดสนับสนุนด้วยเช่นกัน ที่พวกเขาทำเช่นนี้ก็เพื่อบุตรชายและงานในจวนสกุลจาง
ด้านข้างถึงแม้หยวนเหล่าซื่อที่มือจับไม้เท้าจะไม่พูดอะไรออกมา ทว่าแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังก็ได้เผยให้เห็นถึงความคิดภายในใจทั้งหมดประโยคนี้ของเจ้าใหญ่ทำให้รู้สึกหวั่นไหวอยู่ไม่น้อย เหตุใดพี่รองถึงมีชีวิตที่ดี ได้ไปทำงานให้คหบดีจางและได้รับเงินเดือนเดือนละห้าตำลึงในขณะที่เขาต้องมาอยู่ในสภาพนี้
“เอาละ เช่นนั้นทำตามที่เจ้าใหญ่ว่า” ผู้เฒ่าหยวนตัดสินใจทำตามคำของหลานสาวหากต้องเสียหน้าแล้วได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่เจ้าใหญ่ว่ามาทั้งหมด...ตนก็ยอม
ปังๆ
“พี่รอง ไม่ใช่ พี่ฟู่กุ้ย เปิดประตู!”
“พี่รีบเปิดประตูเร็วเข้า!”
โฮ่งๆ
“นั่นใคร ดึกดื่นมาเคาะประตูจะไม่ให้คนเขาหลับนอนกันหรืออย่างไร!”หยวนฟู่กุ้ยตะโกนต่อว่าขณะลุกจากเตียงเดินไปที่ประตูระหว่างนี้เสี่ยวเฮยวิ่งตามมาพร้อมกับกระดิกหางไม่หยุด
หยวนฟู่กุ้ยไม่ได้เปิดประตูออกไปเลยทันที เอ่ยถามว่า “นั่นใครหากไม่มีเรื่องด่วนอะไรละก็ข้าจะถลกหนังพวกเจ้า!”
“พี่ฟู่กุ้ย บ้านเดิมสกุลหยวนกำลังวางแผนเล่นงานพี่อยู่!”ซุนหมาจื่อที่ยืนอยู่อีกด้านของประตูพูดบอก
หยวนฟู่กุ้ยฟังแล้วกลับเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ดึกดื่นพวกเจ้าไม่หลับไม่นอนไปที่บ้านใหญ่สกุลหยวนด้วยเหตุใดแล้วอีกอย่าง ต่อให้พวกเขาวางแผนเล่นงานข้าแล้วจะอย่างไรข้าไม่กลัวพวกเขาเสียอย่าง”
ครั้งนี้เป็นหยางเตียนจื่อที่ตอบ “พี่รอง เอ่อ พี่ฟู่กุ้ยคือว่าตอนแรกพวกเราไปที่นั่นเพื่อจะไปขโมยไก่สักสองตัวมาให้พี่เพื่อแสดงความกตัญญูแต่ใครจะรู้ว่าจะบังเอิญได้ยินพวกเขาวางแผนเล่นงานพี่เข้าพอดีเจ้าใหญ่นางสตรีใจอสรพิษนั่นบอกให้บิดาของท่านไปหาท่านที่จวนของคหบดีจางในวันพรุ่งนี้ไปขอโทษและยอมรับผิดกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา และขอร้องให้พี่อภัยและกลับเข้าสกุลหยวนหากยินยอมก็จะเอาเงินเดือนของพี่ไว้ อีกทั้งจะให้พี่พาเจ้าสามกับเจ้าสี่เข้าไปทำงานในจวนคหบดีจางด้วยแต่ถ้าท่านไม่ยินยอม พวกเขาก็จะไปฟ้องต่อที่ว่าการว่าท่านไม่กตัญญูเพื่อที่ท่านจะได้ถูกโบย!”
เลี่ยวซานเพ่าเล่าต่อ “พี่ฟู่กุ้ย ผู้เฒ่าหยวนเป็นบิดาแท้ๆ ของท่านหากเขาไปฟ้องจริง ต่อให้มีหนังสือตัดความสัมพันธ์ก็คงไม่มีประโยชน์อีกอย่างก่อนไปฟ้องต่อทางการเขาเคยไปขอร้องท่านด้วยข้าเคยได้ยินว่าบิดาต่อให้ฆ่าบุตรของตัวเองก็ไม่ถูกจับ!”
หยวนเหล่าเอ้อร์ฟังแล้วนิ่งไป ‘ให้ตายเถอะคนพวกนั้นช่าง…’
“พวกเจ้าฟังข้าให้ดี อีกเดี๋ยวพวกเจ้ากลับไปที่บ้านเดิมสกุลหยวนอีกครั้งพอดึกๆ ก็แอบงัดหน้าต่างห้องบิดาข้าแล้วปีนเข้าไปเอาผ้าห่มออกแล้วค่อยปีนกลับออกมาแต่ตอนปีนกลับให้เปิดหน้าต่างบานนั้นทิ้งเอาไว้ก่อน โดยระหว่างนี้พวกเจ้าต้องระวังตัวให้ดีอย่าให้ถูกจับได้”
ทั้งสามคนรับคำก่อนจะรีบไปทำตามที่หยวนฟู่กุ้ยสั่งทันที
วันต่อมาผู้เฒ่าหยวนกับหวางซื่อเป็นไข้ขึ้นสูงคนในสกุลหยวนจึงรีบไปตามหมอมารักษา เมื่อผู้เฒ่าหยวนเป็นไข้จึงไม่อาจทำตามแผนที่วางไว้เมื่อวานได้แต่คนในสกุลหยวนก็ไม่ได้รีบร้อนจะไปทำตามแผนอยู่แล้วรอให้ผู้เฒ่าหยวนหายดีเมื่อใดค่อยไปทำก็ยังไม่สาย อย่างมากก็อีกแค่วันสองวัน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่คนสกุลหยวนไม่ทราบคือทันทีที่ฟ้าสว่างหยวนฟู่กุ้ยหอบเงินจำนวนหนึ่งไปที่บ้านผู้ใหญ่ ครั้นออกจากบ้านผู้ใหญ่บ้านก็พาเจินเจินไปส่งที่บ้านสกุลกู้แล้วไหว้วานให้กู้ซิ่วไฉขอลาหยุดงานกับคหบดีจางให้ จากนั้นจึงกลับไปบ้านเดิมของผู้เป็นภรรยาพอไปถึงก็ได้บอกกล่าวเหตุผลที่มา ทำให้บิดามารดาของจ้าวซื่อตาโตด้วยความตื่นตกใจ
แม้ตอนที่หยวนฟู่กุ้ยกับภรรยาพาทั้งคู่ไปในอำเภอทั้งคู่ก็ยังมีสีหน้าจับต้นชนปลายไม่ถูกหยวนฟู่กุ้ยว่าจ้างให้คนกลางช่วยจัดการเรื่องนี้กับที่ว่าการอำเภอให้ กระทั่งจัดการเรื่องเสร็จทั้งคู่ถึงค่อยได้สติกลับคืนมาในใจคิดว่า หยวนฟู่กุ้ยเพิ่งทำเรื่องใหญ่มากๆ ลงไปเรื่องหนึ่ง
อีกด้าน ยังไม่ทันที่ผู้เฒ่าหยวนจะหายดีสกุลหยวนก็ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องใหม่ประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงมา เป็นเพราะหลิ่วเหวินไฉกับหญิงม่ายหลิ่วเดินทางกลับมาที่หมู่บ้านไม่เพียงแค่นี้ชายหนุ่มยังขาหักกลายเป็นคนพิการอีกต่างหาก
ครั้นชาวบ้านในหมู่บ้านทราบเรื่องนี้ต่างมีสีหน้าตกอกตกใจกันถ้วนทั่วขณะที่เจ้าใหญ่เมื่อได้ทราบข่าวก็เสมือนถูกสายฟ้าฟาดใส่ก็ไม่ปานชาติก่อนหลิ่วเหวินไฉไม่ได้สลับเจ้าสาวกับกู้อวี้ หลังจากแต่งกับเจินเจินไปแล้วเส้นทางการเป็นขุนนางของเขาก็ราบรื่นและไต่ขึ้นไปได้สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่มาชาตินี้เมื่อเปลี่ยนมาหมั้นหมายกับนางเขาได้กลายเป็นคนขาพิการ ส่วนกู้อวี้ที่ก่อนหน้านี้เป็นคนพิการกลับหายดี หรือว่า…
นางไม่อยากจะเชื่อการคาดเดาของตนเอง และไม่ยินยอมที่จะเชื่อด้วย
เรื่องนี้ทำให้ชาวบ้านต่างพูดกันว่านับตั้งแต่หลิ่วเหวินไฉเปลี่ยนคู่หมั้นจากเจินเจินเป็นเจ้าใหญ่ก็ดูเหมือนจะนำโชคดีของตนเองทั้งหมดมอบให้กู้อวี้