สองอาทิตย์ที่แล้ว
ท่ามกลางความมืดมิดรอบตัวมีเพียงแสงจันทร์เป็ที่พึ่งให้ชายคนหนึ่งยังสามารถเดินต่อไปได้คิดแล้วก็ปวดใจกับขโมยสมัยนี้ แม้แต่สายไฟก็ยังไม่เว้นเสาไฟที่เคยให้แสงสว่างกับทางเส้นนี้บัดนี้เหลือแต่เสากับหลอดไฟเอาไว้ประดับเส้นทางเพียงเท่านั้น
“ถ้าเสี่ยงตายตัดสายไฟได้ขนาดนี้มึงจะเหลือหลอดไฟเอาไว้ทำไมวะ” เสียงพึมพำประชดประชันหัวขโมยตัวการที่ทำให้เขาต้องมาเดินมืด ๆ อยู่ในตอนนี้ แถมบ้านสักหลังก็ไม่มีช่างอ้างว้างวังเวงสิ้นดี ชายหนุ่มจึงใช้เสียงพูดกับตัวเองเป็เพื่อนร่วมทางหวังเพียงให้ถึงบ้าน ซึ่งอยู่หลังวัดได้อย่างรวดเร็ว
ถึงแม้ว่าเขาจะโตมาก็มีวัดเป็เพื่อนบ้านแถมยังได้พึ่งใบบุญกินข้าวกินน้ำก้นบาตรมาด้วย แต่ก็ใช่ว่าจะสนิทกับพวก... เอ่อที่ไม่ใช่คนและไม่มีตัวตนให้เห็น เหมือนอย่างที่คนอื่นเข้าใจไม่รู้ว่าใครไปปลูกฝังใส่หัวพวกเพื่อน ๆ เขาที่ชอบบอกว่า
‘มึงโตมากะวัดคงไม่กลัวผีสินะ’
เขาอยากจะบอกว่า“ไม่กลัว! แต่ถ้ามันมา กูนี่แหละจะสวมหลวงพ่อโกยเผ่นแน่บเป็คนแรกเลย”
แต่แล้วความคิดฟุ้งซ่านกับตัวเองก็เป็อันต้องหยุดชะงักเมื่อมีเสียงดังสวบสาบมาจากป่าละเมาะข้างทาง
สองเท้าที่กำลังก้าวเดินมาในจังหวะสม่ำเสมอต้องชะลอลงใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มค่อย ๆ หันไปมองหาต้นกำเนิดเสียง ต่างจากจังหวะหัวใจที่เริ่มเต้นแรง
ดวงตากลมโตมองเข้าไปในป่าแต่ก็พบเพียงความมืดสลัวประกอบกับเสียงที่หายไปแล้ว
“หูฝาดไปมั้ง”เสียงพึมพำกับตัวเองดังขึ้น ก่อนที่สองเท้าจะก้าวเดินต่อในจังหวะที่เร็วขึ้นกว่าเดิม
แต่แล้วคนที่คิดว่าหูฝาดไปก็ได้ยินเสียงสวบสาบเหมือนคนเหยียบย่ำกองใบไม้ดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้มาพร้อมกับเสียงคนที่ฟังไม่ได้ศัพท์นัก มันขาด ๆ หาย ๆ เหมือนเสียงคนจะขาดใจตาย
หรือว่าเป็เสียง...ผะ...ผี
ส้นเท้าเขย่งขึ้น สองเท้ากำลังจะก้าวซอยให้ถี่ยิบหากไม่ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นเสียก่อน
“ชะ...ช่วย...ด้วย...ช่วยด้วย”
“เสียงใครวะ”หนุ่มหน้าตี๋ที่ตอนนี้ซีดนิด ๆ พยายามเงี่ยหูฟัง
“ชะ...ช่วยด้วย”เสียงแ่ ๆ ดังมาแว่ว ๆ ก่อนที่จะมีเสียงของหนักร่วงใส่กองใบไม้ทำให้หนุ่มที่เตรียมจะใส่หลวงพ่อโกยกลับบ้าน ต้องเปลี่ยนทิศทาง
เพราะเป็ป่าละเมาะไม่ใช่ทางลาดยางโล่ง ๆ ที่พึ่งพาแค่เพียงแสงจันทร์ก็เดินได้โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงจึงถูกหยิบออกมาเปิดให้ความสว่างแทนไฟฉาย สองเท้าค่อยๆ ก้าวย่างอย่างระมัดระวัง หัวใจเต้นแรงจนกลัวว่าจะหลุดออกมานอกอก พยายามทำใจดีสู้เสือคิดถึงคำสอนของหลวงปู่ที่ว่าผีไม่มีอยู่จริง
‘แล้วที่เขาเล่า ๆกัน ไปเอามาจากไหนวะ’
“มึงจะสงสัยทำไมเล่าแค่นี้ก็กลัวขี้หดตดหายแล้ว” หนุ่ม หน้าใสสบถให้กับความคิดของตัวเองที่เหมือนมีสองฝ่ายกำลังตีกันอยู่ในหัว ทว่าเท้าก็ยังคงค่อย ๆ ก้าวเดินไปยังทิศทางของเสียงที่เขาได้ยินเมื่อครู่ แล้วเปลี่ยนจากถ้อยคำต่อว่าตนเองเป็ร้องเรียกเ้าของเสียงขอความช่วยเหลือนั้นแทน
“ใครน่ะ คนรึเปล่า” เสียงทุ้มะโถาม พยายามใช้ความดัง ข่มอาการสั่นที่เกิดขึ้น
...เงียบ
ไม่มีเสียงตอบกลับมามือสั่น ๆ วาดโทรศัพท์ในมือส่องแสงสว่างไปทั่ว ๆบริเวณด้านหน้าที่เป็ทิศทางของเสียง จนกระทั่งแสงไปส่องกระทบเข้ากับร่างของใครคนหนึ่งที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นซึ่งมีใบไม้ทับถมกันหนาจนมองไม่เห็นพื้นดิน