เย่ชิงชิงถึงกับเหงื่อตกนางโล่งอกที่เขาเอ่ยว่าสี่สิบเก้าวันเตือนสติมิเช่นนั้นนางคงลืมคำโกหกที่เคยปั้นแต่งไว้ไปแล้ว ช่างกระอักกระอ่วนยิ่งนัก...
นางรีบกระแอมไอเบาๆแล้วกล่าวว่า “เอ่อ ชุดที่สองทำเสร็จแล้วแต่ยังต้องอดทนรออีกหน่อยเจ้าค่ะ”
“บรรดาฮูหยินเหล่านั้นมาหาข้าไม่เว้นแต่ละวัน” เผยรุ่นจือถอนหายใจเบาๆคิดถึงเรื่องนี้แล้วก็ปวดเศียรเวียนเกล้า “พวกนางรอให้เสี่ยวชิงชิงช่วยข้าให้พ้นจากความทุกข์นี้อยู่นะ”
“โอ้ ขอให้คุณชายเจ้าของห้างโชคดีนะเจ้าคะ” เย่ชิงชิงแอบสมน้ำหน้าเวลานี้นางยังไม่เจอภาชนะที่เหมาะสม รีบร้อนไปก็ไร้ประโยชน์หวังเพียงว่าจะเลือกได้ภายในหนึ่งเดือนนี้
เผยรุ่นจือมองดูท่าทางโอหังของนางแล้วหรี่ตาลงเล็กน้อย “เจ้าอาจจะไม่รู้แต่ว่าท่าทางของเจ้าตอนนี้ทำให้ข้าอยากจะ...”
ยังพูดไม่ทันจบเขาก็เอื้อมมือออกไปอย่างรวดเร็ว บีบแก้มอวบอิ่มของนางเบาๆจากนั้นก็ชักมือกลับทันที
เย่ชิงชิงยังไม่ทันได้ตอบสนองรู้สึกเพียงว่าภาพตรงหน้าพร่ามัวเล็กน้อย และแก้มของนางก็ปวดแปลบเพราะถูกใครบางคนบีบเข้าให้
ให้ตายสิ!มือนั่น! คนอื่นๆ ที่ทำขนมเหนียนเกาก็อยู่ไม่ไกลนักเรียกได้ว่าอยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายก็ว่าได้ แต่เขากลับกล้าลงมือกับนางเช่นนี้นี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว!
เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธของนางเผยรุ่นจือก็กอดอก ยิ้มอย่างใสซื่อ “เสี่ยวชิงชิงมองข้าด้วยท่าทางเช่นนั้นทำไมหรือ?”
น้ำเสียงของเขาไม่ดังไม่เบากำลังพอดีที่จะให้นางซูได้ยินนางหวนนึกถึงเรื่องที่เย่ชิงชิงเคยตีตัวออกห่างคุณชายเจ้าของห้างในอดีตขึ้นมาได้ตอนนั้นนางยังรำพึงว่าบุตรสาวคงหลงคุณชายเจ้าของห้าง เวลานี้หัวใจนางเต้นระรัว‘อย่าถลำลึกไปกว่านี้เลยนะ!’
เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็อยู่ไม่ติดที่ จึงมอบหมายงานที่เหลือในการทำขนมเหนียนเกาให้สาวใช้สองคนจัดการแล้วไปจัดการตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะออกมานั่งสนทนากับเผยรุ่นจือ
“ห้างร้านไท่หรานใหญ่โตจริงๆเพิ่งเปิดสาขาใหม่ในเมืองแห่งใหม่เมื่อเข้าฤดูใบไม้ผลินี้เองหรือเจ้าคะ?”
นางซูเอ่ยด้วยความชื่นชมเมืองหนึ่งมีร้านค้าภายในเครือของพวกเขาอย่างน้อยสี่แห่ง ทั้งโรงเตี๊ยม ร้านอาหารโรงน้ำชา และร้านขายผลผลิตจากพืช ตอนนี้กระจายไปทั่วหกเมือง หากเป็นเช่นนี้ต่อไปห้างร้านไท่หรานจะไม่กลายเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของต้าลั่วเลยหรือ?
เผยรุ่นจือส่ายหน้าหัวเราะกับคำยกย่องนั้นแล้วกล่าวว่า “ท่านป้าซูคิดมากไปแล้วดินแดนต้าลั่วนั้นกว้างใหญ่ไพศาล พ่อค้าผู้ร่ำรวยนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วนห้างร้านไท่หรานนอกเมืองสืออันเหล่านั้น น้อยคนนักที่จะรู้จัก”
“คุณชายเจ้าของห้างอย่าได้ถ่อมตนมีคำกล่าวว่าเพียงกินข้าวคำเดียวมิอาจเป็นคนอ้วนเศรษฐีอันดับหนึ่งก็ต้องสะสมเงินทองทีละก้าวไม่ใช่หรือเจ้าคะ?” นางซูไม่ใช่สตรีที่ไม่เคยพบเห็นโลกภายนอกนางย่อมรู้ว่าโลกภายนอกนั้นกว้างใหญ่ แต่พ่อค้าผู้ร่ำรวยที่มีร้านค้ามากมายเช่นนี้หาได้มีมากมาย ‘นับไม่ถ้วน’ อย่างที่เขากล่าว
เผยรุ่นจือไม่โต้แย้งเพียงยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า “ล้วนเป็นเพราะบุญบารมีของท่านผลไม้ในน้ำเชื่อมได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ขายหมดเกลี้ยงในฤดูหนาวปีเดียวผู้คนจำนวนมากต่างพากันสั่งจองล่วงหน้า แต่ข้าไม่กล้าตัดสินใจตอบตกลงตามใจ...”พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็เหลือบมองเย่ชิงชิงอย่างแนบเนียน
“ปีหน้าพวกเราจะทำเพิ่มขึ้นอีก และจะลองผลไม้ชนิดอื่นด้วยเจ้าค่ะ” เย่ชิงชิงกล่าวตอบหน้าตาเฉย เพื่อปลอบใจเขา
ตอบกวนประสาทนักเผยรุ่นจือหัวเราะเบาๆดวงตาที่โค้งสวยงามทำให้แม้แต่นางซูก็อดที่จะมองอีกครั้งไม่ได้
คุณชายเจ้าของห้างอายุสิบห้าสิบหกแล้วกระมังเหตุใดจึงยังไม่แต่งงานกันนะ? เขามีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่อายุยังน้อยในเมืองสืออันสองปีมานี้ใบหน้าของเขางดงามมากขึ้นเรื่อยๆ ใครได้พบเห็นก็ประทับใจ!
เนื้อชิ้นใหญ่ที่ไร้เจ้าของลอยอยู่ตรงหน้าใครเล่าจะไม่น้ำลายสอ... นางซูเหลือบมองบุตรสาวของตน แล้วตัดสินใจส่งนางออกไปทันทีเรื่องทั้งหมดที่เหลือเพียงนางผู้เดียวคอยจัดการก็พอแล้ว
อย่างไรขบวนคาราวานของห้างร้านไท่หรานนั้นก็เดินทางไกลมากขึ้นเรื่อยๆทำให้ความต้องการเนื้อตุ๋นหม้อดินและผลไม้ในน้ำเชื่อมเพิ่มมากขึ้นนี่ก็นับเป็นเรื่องดีสำหรับนางซูและทุกคนเช่นกัน
โดยปกติแล้วหากมีคำสั่งซื้อใหม่เผยรุ่นจือจะมาพบนางซูกับบุตรสาวโดยตรงเพื่อแจ้งรายละเอียดเบื้องต้นจากนั้นเมื่อเย่จื้อเฟิงกลับมาในตอนเย็น ทั้งสามคนก็จะปรึกษาหารือกันอย่างละเอียดหลังจากที่ทุกอย่างได้ข้อสรุปเรียบร้อยแล้ว เผยรุ่นจือก็จะนำสัญญามาให้เย่จื้อเฟิงลงนามเพราะเขาคือหัวหน้าครอบครัว
แม้ว่าคุณชายเจ้าของห้างจะซื่อสัตย์และน่าเชื่อถือและไม่มีทางโกงพวกเขาในสัญญา แต่เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อ่านสัญญาไม่เข้าใจนางซูจึงเคี่ยวเข็ญให้เย่จื้อเฟิงอ่านหนังสือและเรียนรู้อักษรให้เข้าใจ
แน่นอนว่าประโยชน์ของการรู้หนังสือไม่เพียงแค่เรื่องสัญญาทางการค้าขายเท่านั้นแต่ยังรวมถึง...การเขียนจดหมาย
“เอ๊ะ ท่านแม่ เมื่อครู่ท่านพี่ขอให้ข้าเอาซองจดหมายมาให้สองซองเจ้าค่ะ”เย่ชิงชิงแอบวิ่งไปแจ้งนางซู
นางซูกำลังง่วนอยู่กับการดองหัวไชเท้าเงยหน้าขึ้น“หมายความว่าอย่างไร? เขาจะเขียนจดหมายหรือ?”
เย่ชิงชิงพยักหน้าแน่นอนว่าได้ซองจดหมายแล้วไม่เขียนจดหมายจะทำอะไรได้อีกผู้รับคงจะเป็นทังหว่านหรงจากหมู่บ้านอวี้หลัวเป็นแน่
“ดีแล้ว ข้าเข้าใจแล้ว” นางซูพยักหน้าแล้วทำงานต่อมือหนึ่งโรยเกลือลงในไห แล้วกล่าวว่า “พี่ชายเจ้าเติบใหญ่และได้เวลาหาคู่ครองแล้วเพียงแต่ไม่รู้ว่าครอบครัวของแม่นางทังจะยอมรับพวกเราหรือไม่”
การแต่งงานย่อมต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกันทั้งฐานะและตระกูล ในหมู่บ้านเถียนซินตอนนี้ครอบครัวของพวกนางก็ถือว่าไม่เป็นสองรองใคร ไม่น้อยหน้าผู้ใดแน่นอนแต่ก็อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองไปหน่อย เมื่อเทียบกับหมู่บ้านอวี้หลัวแล้วย่อมดูด้อยกว่าเล็กน้อย...