่ปิดเทอมปีนั้นเตชิตบอกกับลูกๆและหลานว่าเขาได้เลื่อนตำแหน่งและต้องเดินทางไปประจำสาขาที่ญี่ปุ่นกาญเกล้าดีใจกว่าเตวินที่แค่พยักหน้าแล้วไปนอนต่อกาญเกล้าบอกว่าจะได้เอาไปบอกเพื่อนๆรัดเกล้าเองก็ต้องทำเื่ย้ายโรงเรียนให้ลูกสาวกับลูกชาย กาญเกล้าเหลืออีกเพียงเทอมเดียวก็จะเรียนจบมัธยมปลายเตวินเพิ่งถูกมหาวิทยาลัยพักการเรียนเพราะมีเวลาเรียนไม่ครบอีกทั้งยังสอบไม่ผ่านหลายวิชาเื่นี้เองที่ทำให้เตชิตแทบจะตัดพ่อตัดลูกกับลูกชาย แต่ให้อย่างไรผู้เป็พ่อก็ตัดลูกชายไม่ขาดจะพาไปญี่ปุ่นด้วยกันเตวินจึงวางแผนว่าจะไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่น แล้วค่อยหาทางว่าจะเรียนอะไรต่อส่วนธามิณีต้องไปอยู่กับญาติผู้น้องของเตชิตเธอเข้าใจทุกอย่างและเริ่มเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทาง
รัดเกล้าเดินตามหลานเข้ามาในห้องก่อนจะนั่งลงมองหลานพับเสื้อผ้า เสียงถอนใจของรัดเกล้าทำให้ธามิณีพอจะมีความสุขได้บ้างว่าอย่างน้อยยังมีป้าที่ห่วงเธอจากใจจริงแต่ความเป็สามีและภรรยาของเตชิตกับรัดเกล้าทำให้อย่างไรก็ต้องเลือกครอบครัวก่อนสิ่งใดเธอเป็คนนอกจึงไม่ควรคาดหวังอะไรแค่ที่เตชิตหาที่พักพิงหลังใหม่ให้เธอไว้ก่อนเดินทางก็นับว่าดีมากแล้ว
“ขอโทษนะธามที่ป้าพาธามไปด้วยไม่ได้”รัดเกล้าก็จนใจ หากนางจะพาธามิณีไปด้วย เตชิตคงไม่ยอมและทะเลาะกันอีก
ธามิณีเตรียมใจมาแล้วการที่เตชิตหาที่อยู่ใหม่ให้เธอได้แล้วย่อมเป็สิ่งที่เธอควรขอบคุณเขาอย่างน้อยลุงกับป้าก็ไม่ได้ทอดทิ้งเธอ
“ไม่เป็ไรค่ะป้ารัดธามอยู่ได้ค่ะ”
“ขอบใจนะธามที่เข้าใจป้า ถ้าขาดเหลืออะไรบอกป้าได้นะ”ถึงจะพูดไปแบบนั้นและธามิณียอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นแต่คนเป็ป้าอย่างนางก็รู้สึกผิดอยู่ดี“ป้าจะโอนค่าใช้จ่ายมาให้ธามทุกเดือนเหมือนเดิมนะ ธามไม่ต้องห่วง”
ธามิณียกมือไหว้ผู้เป็ป้าการไม่เหลือพ่อแม่แล้ว จากนี้ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็อย่างไรเธอต้องเผชิญแล้วผ่านไปให้ได้เอง
“ขอบคุณนะคะป้ารัดธามยังโชคดีที่ยังมีป้ารัดกับลุงเต”
รัดเกล้ากอดธามิณีด้วยความรู้สึกสงสารแต่นางทำได้เพียงเท่านี้ หากนางตามเตชิตไป นางเองก็ต้องลาออกจากงานเหมือนกันแต่เพื่ออนาคตของสามีและครอบครัว รัดเกล้าจึงต้องยอมธามิณีเข้าใจทุกอย่างและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ทั้งหมดขอเพียงแค่ทุกคนที่บ้านคุณน้าคุณอายินดีต้อนรับให้เธอไปอยู่ด้วยกันเธอยังคิดหวังว่าสิ่งดีๆ กำลังรออยู่
บ่ายวันเสาร์ก่อนเตชิตจะเดินทางไปทำงานที่ญี่ปุ่นพร้อมกับครอบครัวเขาเป็คนขับรถพาธามิณีซึ่งมีกระเป๋าเดินทางอีก 3 ใบสำหรับการย้ายไปอยู่บ้านของอา ส่วนรถยนต์ของมาสุที่ตอนนี้เป็ของธามิณีเธอได้นำไปฝากกับทนายวาทินที่เป็เพื่อนของพ่อเพราะเตชิตบอกว่าบ้านของญาติผู้น้องไม่ได้มีพื้นที่มากมายนักหากนำรถไปจอดอีกคันคงไม่สะดวก
ธามิณีนั่งมองทางไปเรื่อยๆจนกระทั่งเตชิตจอดรถตรงป้ายรถเมล์ซึ่งห่างจากบ้านมาหลายกิโลเมตรเธอมองอย่างไม่เข้าใจเมื่อเห็นว่าผู้เป็ลุงนำกระเป๋าเดินทางของเธอลงมาวางไว้ที่ฟุตบาท
“ธามรอตรงนี้ก่อนนะอีกสักประเดี๋ยวนิจจะมารับธามไปอยู่ด้วย พอดีว่าใกล้เวลาเดินทางแล้วลุงจำเวลาผิดไปหน่อย คงไปส่งธามที่บ้านของนิจไม่ได้แล้วนะ” เตชิตบอกเมื่อขนกระเป๋าของธามิณีลงมาจากรถทั้งหมดแล้ว
ธามิณีฟังแล้วไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรถ้าหากเดินทางไปสนามบินช้าแล้วเตชิตไม่ทันขึ้นเครื่องคงแย่แน่ ตอนนี้ป้ารัดเกล้ากาญเกล้าและเตวินได้นั่งรถแท็กซี่ล่วงหน้าไปพร้อมกระเป๋าเดินทางแล้ว
“อย่างนี้นี่เองไม่เป็ไรค่ะ เดี๋ยวธามรออานิจอยู่ตรงนี้ก็ได้”
เตชิตส่งเงินให้ธามิณี1 พันบาทผู้เป็หลานยกมือไหว้แล้วยืนมองเตชิตที่ขับรถออกไปจากตรงป้ายรถเมล์เธอหาที่นั่งเพื่อรออานิจที่จะมารับ ข้างตัวมีกระเป๋าเดินทาง 3 ใบและกระเป๋าเป้สะพายหลัง เธอมองรถที่แล่นไปแล่นมาคิดว่าอีกประเดี๋ยวคงมีรถคันหนึ่งจอดแล้วเธอขนกระเป๋าทั้งหมดขึ้นไปบนรถต่อจากนั้นอีกไม่นานก็ถึงบ้านที่เธอต้องไปเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งทุกอย่างจะเป็ไปได้อย่างดีแม้ว่าธามิณีจะต้องดำเนินชีวิตต่อไปในบ้านของญาติที่ไม่เคยพบหน้าแต่มันคงดีกว่าเธอไม่มีใครเลย
ทว่าหลังจากรอมา30 นาทีแล้วยังไม่มีใครมารับ ธามิณีจึงต้องโทรหาลุงเตชิตสลับกับอานิจแต่ไม่มีใครรับสายสักคน เธอโทรหาป้ารัดเกล้าแทน แต่คนที่รับสายกลับเป็เตวิน
“ฝากบอกป้ารัดหน่อยพี่วินว่าอานิจยังไม่มารับธามเลยค่ะ”ธามิณีบอกพลางมองไปรอบตัวเผื่อว่าญาติคนนั้นจะมาพอดี
“อืมพี่จะบอกแม่ให้”
แล้วเตวินก็กดวางสายไปทันทีธามิณีมองถนนสลับกับมองโทรศัพท์ของตัวเอง ไม่มีใครมารับและรัดเกล้ายังไม่โทรกลับมาไม่มีอะไรทั้งนั้น ธามิณีโทรหารัดเกล้าอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีสัญญาณไปแล้วเช่นเดียวกับเตชิต เธอลองโทรหาเตวินกับกาญเกล้าซึ่งเธอโทรติด แต่ทั้งสองคนกลับไม่รับสายจงใจไม่รับสายหรือว่ายังรับสายไม่ได้กันแน่นะ
ธามิณีรู้สึกได้ถึงความผิดปกติแล้วแต่ยังหวังลมๆ แล้งๆ ว่าบางทีอานิจอาจจะกำลังเดินทางมา ครอบครัวของเตชิตขึ้นเครื่องแล้วเลยไม่รับโทรศัพท์แต่ทุกอย่างเป็เพียงการหลอกตัวเองทั้งนั้น ธามิณีมีคำตอบให้ตัวเองเมื่อโทรหาอานิจไม่ได้ราวกับเขาปิดโทรศัพท์ไปแล้วการถูกทอดทิ้งและหลอกลวงมันเ็ปเกินกว่าจะยอมรับได้
หลังจากรอมาจนครบ1 ชั่วโมง ธามิณียังคงนั่งอยู่ที่เดิม ไม่มีใครมารับเช่นเดียวกับเธอโทรหาใครก็ไม่รับสายกันสักคน การรอคอยทอดยาวต่อไปเรื่อยๆ จนครบ 2ชั่วโมง ความว่างเปล่าค่อยๆบอกคำตอบที่ชัดเจนของมันเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้หมายความว่าอย่างไร
ธามิณีเงยหน้ากะพริบตาถี่เพื่อไม่ให้น้ำตาไหลออกมามือทั้งข้างกำแน่นก่อนจะกอดตัวเองไว้ ไม่ว่าใครจะทิ้งเธอไปตลอดมาเธอยังมีตัวเองอยู่ตรงนี้ กอดตัวเองอยู่ตอนนี้ การต้องอยู่คนเดียวจากจุดเริ่มต้นใน 2 ชั่วโมงแรกช่างโดดเดี่ยวแต่อีกไม่นานเธอคงจะชินไปเองใช่ไหม
ทำไมโลก ไม่สิ โลกไม่ได้ใจร้ายแต่คนทำไมถึงใจร้ายกับเธอเหลือเกิน
ธามิณีลุกขึ้นแล้วโบกมือเรียกแท็กซี่ที่จอดแล้วช่วยยกกระเป๋าเดินทางไปกระโปรงท้ายรถเด็กสาวบอกปลายทางที่้าไปในวันนี้ เธอหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋าใบเล็กโชคดีที่เธอไม่ได้ทิ้งมันไป ตอนนี้เธอคงต้องไปอยู่ที่นั่นชั่วคราว แม้จะต้องหลบๆ ซ่อนๆสักพัก แต่ว่ามันเป็บ้านของพ่อกับแม่ ไม่สิ มันเคยเป็ต่างหากตอนนี้เธอไม่มีทางเลือกอีกแล้ว
ธำรงค์กำลังขับรถตามแท็กซี่ที่เขาหมายตาไปเรื่อยๆแม้ว่าหน้าที่นี้จะมีคนขับรถทำแทนได้ แต่เขาอยากออกมากับท่านเพราะอยากรู้ส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่งหากเขาช่วยธามิณีได้ก็พร้อมจะทำ ถ้ามันเป็คำสั่งของท่านแต่ว่าการติดตามดำเนินไปจนกระทั่งรถแท็กซี่คันนั้นจอดหน้าบ้านที่ธำรงค์จำได้จากเอกสารของนักสืบที่เขาสั่งให้หาความเกี่ยวข้องกับธามิณีทั้งหมดบ้านหลังนี้ถูกธนาคารขายทอดตลาดมาสักพักแล้ว แต่ยังไม่มีคนมาซื้อธามิณีกำลังไม่มีที่ไปจึงมาที่บ้านหลังเดิมสินะ เขาหันไปมองท่านที่กำลังมองธามิณีไขประตูบานเล็กของรั้วบ้านก่อนจะขนกระเป๋าเดินทางเข้าไปอย่างทุลักทุเล
“ทำไมท่านถึงยังไม่ช่วยเด็กคนนั้นล่ะครับ”ธำรงค์ถามขึ้นหลังจากเห็นว่าธามิณีเข้าไปในบ้านได้แล้วแต่การอยู่ที่นั่นถาวรคงเป็ไปไม่ได้แน่ๆ
“นี่คือชีวิตของธามิณีหากไม่ถึงเวลาที่ผมต้องยื่นมือเข้าไปช่วย ผมจะทำหน้าที่เป็เพียงผู้สังเกตการณ์เท่านั้นการเข้าไปทำให้ชะตากรรมของมนุษย์สักคนเปลี่ยน ผมไม่รู้ว่าจะมีอะไรตามมาดีงามหรือว่าเลวร้าย”
ธำรงค์เข้าใจจึงไม่เกิดคำถามสิ่งใดก็ตามที่ท่านตัดสินใจแล้วย่อมไม่อาจเปลี่ยนได้ เพียงแต่เขารู้ว่าท่านต้องช่วยธามิณีแน่นอนในหนทางอื่นท่านรับปากสหายเก่าผู้นั้นแล้วว่าจะดูแลธามิณี ย่อมไม่มีทางผิดคำพูด
ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านนะคะ
อัมราน_บรรพตี